
ล่อง"กระบี่"เยี่ยมยุวเกษตรดีเด่นเข้าสวนเรียนรู้-ดูปลาที่ศูนย์วิจัย
สัปดาห์ที่ผ่านมา มีโอกาสล่องใต้ไปที่ จ.กระบี่ เยี่ยมกลุ่มยุวเกษตรกรดีเด่นโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ ที่ อ.เขาพนม ก่อนวกกลับเข้าเมืองไปศูนย์เรียนรู้การเกษตรพอเพียงบ้านเขากลม นำโดย สงวน มงคลศรีพันเลิศ ซึ่งใช้พื้นที่ 8 ไร่เศษ
ผุดแปลงเกษตรหลากรูปแบบภายใต้แนวคิดลดรายจ่าย เพิ่มรายได้สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน ต่อด้วยชมศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งทะเล ที่คิดค้นวิจัยพันธุ์ปลาใหม่ๆ พร้อมปรับภูมิทัศน์ เสริมสร้างศักยภาพด้านการท่องเที่ยวให้ได้รับความนิยมยิ่งขึ้น
จากที่กลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนประชานุเคราะห์ 37 อ.เขาพนม จ.กระบี่ ได้รับรางวัลสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประจำปีนี้ ทำให้หลายหน่วยงานแวะเวียนไปเยี่ยมชมการดำเนินงานของกลุ่มยุวเกษตรกรกลุ่มนี้บ่อยครั้ง รวมทั้ง สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย ธรรมนันท์ จันทร์มณี ผอ.ฝ่ายประชาสัมพันธ์ สศก.ซึ่งนำสื่อมวลชนลงพื้นที่ดูวิธีการทำงานในพื้นที่จริงด้วย
พื้นที่กว่า 600 ไร่ของโรงเรียนแห่งนี้กว่า 100 ไร่ ถูกนำมาทำประโยชน์ด้านการเกษตร หลังได้จัดตั้งกลุ่มยุวเกษตรกรขึ้นเมื่อปี 2544 โดย ณรงค์ บุตรย่อง ผอ.โรงเรียน บอกว่าเพื่อให้เยาวชนสมาชิกกลุ่มซึ่งปัจจุบันมี 230 คน แรกมี 50 คน ได้เรียนรู้หลักวิชาการเกษตรอย่างถูกต้อง เรียนรู้การวางแผนการทำงานอย่างเป็นระบบ เรียนรู้ภาวะการเป็นผู้นำ และนำเอาประสบการณ์ที่ได้รับไปประกอบอาชีพเมื่อจบการศึกษาหรือไปถ่ายทอดให้ครอบครัว
ดังนั้น พื้นที่กว่า 100 ไร่ จึงถูกแปรสภาพเป็นหมู่บ้านยุวเกษตรกร ในรูปบริษัทเล็กๆ ซึ่งประกอบไปด้วย กลุ่มบริษัทปลูกผักปลอดสารพิษ กลุ่มบริษัทเพาะเห็ดฟาง กลุ่มบริษัทเลี้ยงไก่ กลุ่มบริษัทเลี้ยงหมู กลุ่มบริษัทเลี้ยงปลาในกระชัง กลุ่มบริษัทเครื่องแกง กลุ่มบริษัทไข่เค็ม กลุ่มบริษัทถั่วงอก กลุ่มบริษัทหมูปิ้ง/ไก่ทอด กลุ่มบริษัทขนมจาก กลุ่มบริษัทผลไม้หลากรส กลุ่มบริษัทผลิตน้ำมันไบโอดีเซล และอื่นๆ อีกหลายบริษัท
"แต่ละกลุ่มบริษัท จะมีสมาชิกประมาณ 10 คน และมีอาจารย์ที่ปรึกษา 1 คน จะมีการประชุมผู้นำกลุ่มทุกสัปดาห์ เป็นการรายงานผลงานว่ามีผลกำไร มีปัญหาอุปสรรคอย่างไรก็จะมาถกกัน ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่ค่อยมีปัญหา ผลผลิตที่ได้นอกจากเพื่อบริโภคกันเองภายในโรงเรียนแล้ว ที่เหลือก็จะนำไปขายให้ชุมชน ซึ่งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี" สายันต์ แสนนาใต้ จากชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ประธานกลุ่ม แจง
ผลจากการทำงานที่เป็นระบบ มีการแบ่งโซนทำงานอย่างชัดเจน มีผลผลิตซึ่งสร้างรายได้ที่แม้จะน้อยนิด แต่เป็นไปอย่างต่อเนื่องตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ทำให้กลุ่มได้รับรางวัลกลุ่มยุวเกษตรกรดีเด่น ประจำปี 2552 เนื่องในวันพืชมงคล 11 พฤษภาคม ที่ผ่านมา
เช่นเดียวกับปราชญ์ชาวบ้าน สงวน มงคลศรีพันเลิศ วัย 50 ปี แห่งบ้านเขากลม ต.หนองทะเล อ.เมือง ประธานศูนย์เรียนรู้การเกษตรพอเพียงบ้านเขากลม ที่ สศก.ได้พาเราไปเยี่ยมชม ซึ่งเจ้าตัวบอกว่าเป็นโครงการเพื่อความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืน โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้แนวคิดลดรายจ่าย เพิ่มรายได้
ประสบการณ์ ตลอดจนความรู้ด้านการเกษตรที่สงวนได้คลุกคลีมาเกือบตลอดชีวิต ทั้งนำจัดตั้งกลุ่มเลี้ยงแพะ ตั้งกลุ่มเกษตรกรเลี้ยงสัตว์และพืชผล ตั้งกลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต ตั้งศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อการเกษตร ทำให้ปี 2549 เขาเป็นผู้นำจัดตั้งศูนย์เรียนรู้บ้านเขากลมขึ้น บนพื้นที่ของตัวเองจำนวน 8 ไร่ ที่จัดเป็นแปลงเกษตร เพื่อถ่ายทอดให้ชาวบ้านทั้งในและนอกพื้นที่ได้เรียนรู้แบบฟรีๆ
ในพื้นที่จำนวนดังกล่าว นอกจากตัวบ้านพักอาศัย ตัวศูนย์แล้ว ก็จะแบ่งพื้นที่เป็นเลี้ยงวัว เลี้ยงแพะ ทำปุ๋ยหมักระบบเติมอากาศ การปลูกผักปลอดสารพิษ การผลิตอาหารสัตว์จากทางปาล์มน้ำมัน การปลูกพืชผสมผสาน การทำน้ำส้มควันไม้ครบวงจร การปลูกพืชตีกลับ และอื่นๆ อีก รวม 22 รายการ
"ที่ได้รับความสนใจมากคือการปลูกพีชตีกลับ อย่างที่แปลงทดลองจะเป็นการปลูกกล้วยหอม ซึ่งปกติการปลูกจะเอาหน่อลงไปในหลุมให้ทางใบชี้ขึ้นพ้นดิน แต่ของเราจะเอาทางใบลงในหลุมแล้วเอาหน่อกล้วยขึ้น ผลคือเกิดต้นกล้วยหลายต้นในกอเดียวกัน ผลผลิตแต่ละเครือได้ 10-15 หวี ขณะที่การปลูกปกติจะได้เพียงต้นเดียว และให้ผลผลิตเพียง 7-8 หวีต่อเครือ ในระยะเวลาการปลูกที่เท่ากัน" สงวน แจงถึงผลงานอันภาคภูมิใจก่อนที่พวกเราจะเดินทางไปกันต่อที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งทะเล บ้านแหลมโพธิ์ ต.ไสไทย อ.เมือง เป็นจุดสุดท้าย
ที่ศูนย์แห่งนี้อยู่ในการดูแลของกรมประมง ดังที่ สมศักดิ์ จิริวัทโธ เจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นวิทยากรนำชม บอกว่า ศูนย์แห่งนี้ได้เพาะพันธุ์สัตว์น้ำมูลค่าสูง และปลาทะเลสวยงามได้เกือบครบ อย่างการเพาะพันธุ์สัตว์น้ำมูลค่าสูงนั้น อาทิ ปากะรังดอกแดง ปลาเก๋า ปลาช่อนทะล ปลาหมอทะเล ปลากะพงขาว เป็นต้น เพื่อต่อยอดให้เกษตรกรได้นำไปเพาะเลี้ยงเป็นอาชีพต่อไป
ในส่วนการเพาะเลี้ยงสัตว์ทะเลสวยงาม ก็สามารถเพาะเลี้ยงได้อีกหลายชนิด อาทิ ปลาการ์ตูน ปลานกนางแอ่น ปลาหูช้าง ปลาม้าน้ำ ปลากะรังหงส์ และอื่นๆ อีกหลายชนิด ซึ่งหลังจากศูนย์สามารถเพาะพันธุ์ได้เอง จึงทำให้มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวชมไม่ต่ำกว่าปีละ 4-5 หมื่นคน
จากจำนวนตัวเลขของนักท่องเที่ยวแต่ละปีที่มีแนวโน้มมากขึ้นนั้น จังหวัดจึงอนุมัติงบประมาณ 8 ล้านบาท ปรับภูมิทัศน์บริเวณบ่อเลี้ยงปลาทั้งหมด ซึ่งรูปแบบก็ยังเป็นการแสดงขั้นตอนการเพาะเลี้ยง การดำเนินการ อันเพิ่มความสะดวกสบายในการเข้าชมของนักท่องเที่ยวยิ่งขึ้น ...ทั้งหลายทั้งปวงศูนย์แห่งนี้เปิดให้เข้าชมฟรีทุกวัน 08.30-16.30 น.สนใจไปเยี่ยมชมสอบถามได้ที่โทร.0-7566-2060
หากมีโอกาสเดินทางไปจ.กระบี่ มีเวลาว่างสักนิดอย่าลืมแวะไปชมสิ่งที่กล่าวมานี้ จะด้วยเพื่อการเรียนรู้หรืออะไรก็ตามที ที่แน่ๆ เป็นการเพิ่มความสุขได้ดีไม่น้อยทีเดียว
ธานี กุลแพทย์



