ไลฟ์สไตล์

ชวนเที่ยว : ข้ามสายรุ้งที่โตเกียว

ชวนเที่ยว : ข้ามสายรุ้งที่โตเกียว

12 ก.ค. 2558

ชวนเที่ยว : ข้ามสายรุ้งที่โตเกียว : เรื่อง / ภาพ ... นพพร วิจิตร์วงษ์

 
                       นับจากที่ญี่ปุ่นยกเลิกการขอวีซ่าเข้าประเทศ ปรากฏว่าชื่อชั้นกระเด้งขึ้นมาอยู่อันดับต้นๆ ที่คนไทยไปเยือนกันเลยทีเดียว โดยเฉพาะตามเมืองใหญ่ๆ ในแต่ละภาคต่างมีดีที่ธรรมชาติสวยงาม และยังเคร่งครัดในประเพณีวัฒนธรรมเก่าแก่ แต่ก็ไม่ปฏิเสธเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่สะดวกสบาย จนต้องบอกว่า สองสามสิ่งนี้นี่แหละ ทำให้ชื่อชั้นของญี่ปุ่นติดอันดับความนิยม 
 
                       ฉันเองก็เป็นหนึ่งในรายทางนี้ แต่หมุดหมายอยู่ใน มหานครโตเกียว กับเมืองใกล้ๆ อย่าง อิบารากิ นอกจากตารางเที่ยวแล้ว ทริปนี้พิเศษตรงที่จะได้เข้าไปดูงานที่ บริษัท พีเจ้น คอร์ปอเรชั่น และศูนย์ปฏิบัติการด้วย ในฐานะที่พีเจ้นเป็นผู้นำตลาดผลิตภัณฑ์แม่และเด็กในญี่ปุ่นมากกว่า 56 ปี แล้วยังเติบโตในตลาดเมืองไทยมาไม่น้อยกว่า 30 ปี 
 
 
ชวนเที่ยว : ข้ามสายรุ้งที่โตเกียว
 
 
                       จากสุวรรณภูมิแต่เช้า ไปถึงญี่ปุ่นก็จวนจะได้เวลาอาหารเย็น เพราะเวลาที่ญี่ปุ่นเร็วกว่าไทย 2 ชั่วโมง ที่พักของเราอยู่ฝั่งตรงข้าม สถานีรถไฟชินางะวะ ซึ่งเป็นชุมทางรถไฟสำคัญทางตอนใต้ของกรุงโตเกียว มีทั้งสายเจอาร์ตะวันออก สายเจอาร์เซ็นทรัล ไปถึงวันแรกแรงยังดี เลยฉวยโอกาสเดินเที่ยวในสถานีรถไฟ ถนนด้านนอกดูเหมือนคนไม่เยอะนัก แต่พอหลุดเข้าไปในตัวอาคารก็ได้เห็นความพลุกพล่าน ผู้คนเดินกันขวักไขว่  ร้านค้าพลอยคึกคักไปด้วย สุดทางรถไฟ เป็นย่านกินดื่ม จังหวะที่ไปตอนค่ำ แถวนี้ราวกับเป็นถนนคนเดิน มีเด็กหนุ่มๆ ถือเมนูอาหารมายืนเรียกลูกค้าอยู่หน้าร้าน ร้านสะดวกซื้อมีอยู่ทั่วไป แบบนี้ไม่ต้องกลัวอดตาย 
 
                       วันรุ่งขึ้น ถูกปลุกกันตั้งแต่เช้าด้วยเสียงออดแอ้ดดังขึ้นในห้อง เพราะแผ่นดินไหว ไหวอยู่นานเกือบนาทีจนคนไปสัมผัสใหม่อย่างเราตื่นเต้น แต่คนที่นั่นเขาเฉยๆ อีกทั้งอยู่พื้นล่างแทบไม่รู้สึกอะไร นอกจากแผ่นดินไหว อีกอย่างที่ฉันแอบตื่นเต้น ก็คือดอกไม้ริมทาง สีชมพูหวานๆ ของดอกอะซาเลีย ดอกไม้ในตระกูลกุหลาบพันปีบานทักทายไปทั่วทั้งริมอาคาร ริมถนนหนทาง จนอดนึกถึงต้นเข็มเตี้ยที่แข่งกันออกดอกสีแดงอยู่ริมรั้วที่บ้านเราไม่ได้ ขณะที่ดอกอะซาเลียบ้านเรามักเห็นในสถานที่ท่องเที่ยวอากาศหนาว หรือไม่ก็ในป่าดงดอยซะมากกว่า
 
                       เมื่อก่อน ใครไปโตเกียวต้องไปดู โตเกียว ทาวเวอร์ ปัจจุบัน มี โตเกียว สกายทรี แลนด์มาร์คแห่งใหม่ของโตเกียว มาช่วยดึงความสนใจ ด้วยชื่อชั้นว่าเป็นตึกสูงที่สุดในญี่ปุ่น โดยมีความสูง 634 เมตร เป็นหอโทรทัศน์ และยังมีจุดชมวิว 2 ระดับ คือที่ระดับ 350 เมตร และชั้นบนที่ระดับความสูง 450 เมตร  ตั้งอยู่ในย่าน Sumida City Ward ไม่ไกลจากวัดอาซากุสะ ทำให้เห็นวิว 360 องศาที่สวยงาม บริเวณรอบๆ เป็นแหล่งช็อปปิ้งขนาดใหญ่ และอควอเรียม ที่น่าสนใจคือจุดชมวิวชั้นบน เป็นสกายวอล์กที่สูงที่สุดในโลก เป็นกระจกรอบด้าน ทำให้เห็นวิวรอบทิศทาง แต่ใครจะขึ้นชมวิวก็ต้องจองคิวกันล่วงหน้า แม้ที่นี่จะเปิดทุกวัน ตั้งแต่ 08.00-22.00 น. แต่เชื่อมั้ยว่า คิวเต็มเป็นเดือนๆ ทั้งที่ไม่ได้เข้าชมฟรี ใกล้ๆ กับโตเกียวสกายทรี เป็นตึกอาซาฮี ที่โดดเด่นด้วยรูปก้อนเมฆสีทอง ฉันอยู่อีกฝั่งของแม่น้ำสุมิดะ นั่งมองเห็นตึกสูงภายใต้ท้องฟ้าหม่นๆ ใกล้ๆ กันเป็นสะพานสีแดง ชื่อ อะซึมะบาชิ ที่เชื่อมสองฝั่งแม่น้ำเข้าด้วยกัน  
 
 
ชวนเที่ยว : ข้ามสายรุ้งที่โตเกียว
 
 
                       แต่เราไม่ข้ามสะพานไปตอนนี้ เพราะไม่มีทั้งซากุระและคิวขึ้นโตเกียวสกายทรีก็เต็ม เลยหันหลังกลับไปวัดดีกว่า วัดอาซากุซะ วัดที่ศักดิ์สิทธิ์และมีคนเคารพนับถือมากที่สุดแห่งหนึ่งในโตเกียว เดินไม่ถึง 10 นาทีก็ถึงแล้ว วัดนี้แต่เดิมชื่อ เซนโซจิ แต่เพราะตั้งอยู่ย่านอาซากุซะก็เลยนิยมเรียกชื่อนี้ เป็นวัดเก่าแก่ อายุราว 900 ปีมาแล้ว เป็นที่ประดิษฐานเจ้าแม่กวนอิมทองคำศักดิ์สิทธิ์ขนาด 5.5 เซนติเมตร ผู้คนมากราบไหว้ขอพรตลอดทั้งปี มีเรื่องเล่าต่อๆ กันมาว่า ชาวหาปลาเป็นคนไปเจอเจ้าแม่กวนอิมทองคำนี้ แล้วนำมาบูชา ปรากฏว่าหลังจากนั้นชีวิตความเป็นอยู่ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ รู้ไปถึงเจ้าเมืองซึ่งก็อยากบูชาด้วย ชายหาปลาจึงนำมามอบให้ แต่เจ้าเมืองเห็นว่า น่าจะให้ชาวบ้านได้สักการะด้วย ก็เลยเรี่ยไรเงินมาสร้างวัดขึ้นมา 
 
                       ถึงวัดนี้แล้ว ก็ต้องถ่ายรูปกับประตูฟ้าคำรณ ก่อนจะเข้าไปถึงวัด จะผ่านแนวร้านขายของกินเล่น ขนม ของที่ระลึก ยาวเหยียดไปจนถึงประตู ก่อนเข้าไปตัววัดด้านใน ขั้นตอนก่อนจะขึ้นไปไหว้พระ จะต้องล้างมือและล้างปากก่อน และต้องทำตามขั้นตอนคือล้างมือซ้ายก่อนแล้วล้างมือขวา จากนั้นตักน้ำใส่มือเพื่อเอามาล้างปาก ในการอธิษฐาน จะต้องตบมือ 2 ครั้งก่อน เหมือนเป็นการรายงานตัว ส่วนการจุดธูปจะมีกระถางธูปขนาดใหญ่ด้านล่าง ว่ากันว่าถ้ามีควันธูปให้โบกปัดเข้าหาตัวเหมือนกวักโชคลาภเข้าตัว  เห็นมั้นล่ะว่า ท่ามกลางความทันสมัยใหญ่โตของมหานครแห่งนี้ ความเชื่อเก่าแก่ และพิธีการต่างๆ ก็ยังยึดถือไว้อย่างเหนียวแน่น
 
                       ไหว้พระขอพรกันแล้ว ค่อยเดินทางไปเยี่ยมชมบริษัทพีเจ้น คอร์ปอเรชั่น เจ้าของปรัชญา “LOVE” สื่อถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์และการบริการที่เต็มไปด้วยความรัก งานนี้มีพรีเซ็นเตอร์คนสวย "เปิ้ล" จริยดี สเปนเซอร์ กับครอบครัวร่วมคณะไปด้วย   
 
                       นอกจากบริษัทแม่แล้ว ยังได้ไปเยี่ยมชมศูนย์วิจัย และห้องปฏิบัติการทดลอง ที่เมืองอิบารากิ ซึ่งอยู่ห่างจากตอนเหนือของโตเกียวราว 40 กม. ระหว่างทางไปเมืองอิบารากิ ก็เหมือนนั่งรถออกนอกเมือง ผ่านท้องทุ่งนา ดูสบายตา บ้านเมืองสงบ  
 
 
ชวนเที่ยว : ข้ามสายรุ้งที่โตเกียว
 
 
                       ที่ศูนย์วิจัย ที่อิบารากินี่นอกจากจะเป็นศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของพีเจ้นแล้ว ยังมีเนิร์สเซอรี่ด้วย เห็นคุณครูดูแลเด็กๆ ที่นี่แล้ว น่ารักดีจัง มีทั้งจับเชือกจูงกันเดิน หรือไม่ก็ให้เด็กๆ ขึ้นรถเข็นขนาดใหญ่ เข็นไปเดินเล่นนอกห้องเรียน ดูแล้ว ละมุนละไมดีจัง 
 
                       กลับจากอิบารากิ หลังมื้อค่ำ หลับกันมาในรถเลยทีเดียว แต่ไม่วายเมื่อถึงโตเกียวยังออกไปเซอร์เวย์ ยามค่ำ แหล่งช็อปปิ้งอย่างชินจูกุ จัดเป็นแหล่งฮิตของขาช็อปเพราะมาที่เดียวได้ของทุกอย่าง ตั้งแต่เครื่องสำอาง เครื่องใช้ไฟฟ้า กระเป๋าแบรนด์เนม สารพัด แถมยังได้แท็กซ์ ฟรี ที่ทางร้านจะลดให้เลยไม่ต้องไปเสียเวลาติดต่อที่ไหนอีก อย่าลืมติดพาสฟอร์ตไปด้วยก็แล้วกัน
 
                       ก่อนจากลาโตเกียว ยังได้แวะเที่ยว โตเกียว ทาวเวอร์ แม้โตเกียวสกายทรีจะมาแย่งความฮอตฮิต แต่ที่นี่ก็ก็ยังโดดเด่นด้วยรูปทรง สีสัน และความเป็นสัญลักษณ์แห่งศูนย์รวมจิตใจของการสร้างชาติ ฟื้นฟูพัฒนาประเทศครั้งสำคัญ หลังจากญี่ปุ่นถูกทำลายจากสงครามโลกครั้งที่สองจนย่อยยับ หอคอยนี้ สร้างเสร็จเมื่อวันที 14 ตุลาคม 2501 เป็นหอคอยสื่อสารขนาดใหญ่ มีความสูง 332.6 เมตร มีโครงสร้างเหล็กกล้าสีแดงโดดเด่น โดยมีต้นแบบคือหอไอเฟลของฝรั่งเศส แต่เหมือนเป็นการประกาศศักยภาพด้านเทคโนโลยีด้านการก่อสร้างของญี่ปุ่น โดยใช้วัสดุคิดค้นขึ้นเป็นพิเศษ ทำให้มีน้ำหนักเบากว่าและยังสร้างเสร็จไวกว่าอีกด้วย 
 
 
ชวนเที่ยว : ข้ามสายรุ้งที่โตเกียว
 
 
                       โตเกียวทาวเวอร์มีจุดชมวิว 2 ระดับเหมือนกัน คือที่ความสูง 150 เมตรและ 250 เมตร  ส่วนชั้นล่างสุดของหอ จะเป็นพิพิธภัณฑ์ ร้านค้า ภัตตาคาร สิ่งที่ยืนยันว่าผู้คนยังนิยมที่นี่ไม่เสื่อมคลาย ดูได้จากยอดคนที่มาเข้าชม ที่มีมากกว่า 2 ล้าน 5 แสนคนต่อปี 
 
                       ข้าม เรนโบว์ บริดจ์ หรือสะพานสายรุ้ง ที่เชื่อมโตเกียวกับเมืองใหม่โอไดบะ ที่เกิดจากการใช้ขยะอัดแท่งถมทะเลบริเวณปากอ่าวโตเกียว วันนี้กลายเป็นเมืองศูนย์กลางในหลายๆ ด้านไปแล้ว ส่วนอีกฝั่งหนึ่งก็กำลังมีการก่อสร้างสนามกีฬาโอลิมปิก ซึ่งญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพในปี 2020 (พ.ศ.2563)
 
                       เที่ยวโตเกียวไม่น้อยหน้าเมืองไหน เห็นความหลากหลายของวัฒนธรรม ตัดกับความทันสมัยของเทคโนโลยี ความมีระเบียบของสังคม กับความเปรี้ยวซ่าของเด็กรุ่นใหม่ ช่างแพรวพราว ราวกับข้ามไปมาบนสะพานสายรุ้งทีเดียวเชียว 
 
 
 
 
 
------------------------
 
(ชวนเที่ยว : ข้ามสายรุ้งที่โตเกียว : เรื่อง / ภาพ ... นพพร วิจิตร์วงษ์)