ไลฟ์สไตล์

โรคซึมเศร้าไม่รักษาเสี่ยงฆ่าตัวตายสูง!

โรคซึมเศร้าไม่รักษาเสี่ยงฆ่าตัวตายสูง!

10 ก.ค. 2558

ไม่รักษาเสี่ยงฆ่าตัวตายสูง! : พวงชมพู ประเสริฐ เรื่อง ประชาสัมพันธ์กรมสุขภาพจิต ภาพ

             ยอมรับจากปากของนักแสดงสาว "แตงโม" ภัทรธิดา พัชรวีระพงษ์ ว่าคิดสั้นฆ่าตัวตาย โดยให้เหตุผลหลักเป็นเพราะช้ำรัก ขณะเดียวกันดาราสาวระบุด้วยว่าป่วยด้วย “โรคซึมเศร้า” ซึ่งในทางการแพทย์ผู้ป่วยโรคนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะฆ่าตัวตาย

             “โรคซึมเศร้า รักษาได้ แต่ถ้าเป็นมากๆ แล้วไม่ได้รับการรักษา หรือรักษาไม่ต่อเนื่อง จะมีแนวโน้มสู่การฆ่าตัวตายได้สูงถึง 30 % แต่หากเข้ารับการรักษาจากจิตแพทย์จะลดอัตราการฆ่าตัวตายได้มาก เหลือเพียงไม่ถึง 2% ซึ่งโรคนี้เป็นปัญหาด้านสุขภาพจิตของคนไทยที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก มักจะเห็นข่าวปัญหาการฆ่าตัวตาย หรือการทำร้ายร่างกายเกิดขึ้นบ่อยๆ หลายกรณีสาเหตุเกิดจากการป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและมักถูกมองข้าม” พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต ให้ข้อมูล

             โรคซึมเศร้า เป็นโรคเรื้อรังและพบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย พบประมาณ 350 ล้านคนทั่วโลก โดยมีความชุกอยู่ที่ร้อยละ 2-10 ผู้หญิงเป็นมากกว่าผู้ชาย สำหรับประเทศไทย โรคซึมเศร้าเป็นอันดับที่ 3 ในผู้หญิง และเป็นอันดับ 8 ในผู้ชาย โดยในปี 2557 กรมสุขภาพจิตมีการคัดกรองกลุ่มเสี่ยงถึง 12 ล้านคน พบมีแนวโน้มป่วยเป็นโรคซึมเศร้า 6 ล้านคน มีแนวโน้มที่จะฆ่าตัวตาย 6 แสนคน ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้า 5 แสนคน แต่คาดการณ์ว่าคนไทยน่าจะมีภาวะซึมเศร้าราว 1.2 ล้านคน โดยประชากรไทยมีโอกาสป่วยราว 2.3%

             พญ.พรรณพิมล อธิบายเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าเพิ่มเติมว่า สาเหตุหลัก ได้แก่ 1.ปัจจัยทางชีวภาพ เช่น พันธุกรรม หรือโรคทางกายบางอย่าง เช่น โรคไทรอยด์ สารเสพติดต่างๆ และ 2.ปัจจัยด้านจิตสังคมและอุปนิสัยต่างๆ เช่น มองตนเองในแง่ลบ หรือมองโลกในแง่ร้าย รวมทั้งความตึงเครียดทางอารมณ์ เช่น ความตึงเครียดในครอบครัว การเจอกับเหตุการณ์สะเทือนใจอย่างรุนแรง ความผิดหวัง ชีวิตโดดเดี่ยว สูญเสียคนที่รัก ตกงาน หย่าร้าง เป็นต้น ทั้งนี้ ผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรังเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะป่วยโรคนี้มากกว่ากลุ่มอื่น

             อาการสำคัญของโรค คือ อารมณ์เศร้า หดหู่ ร้องไห้ง่าย ในผู้ป่วยบางรายอาจไม่บอกว่าเศร้า แต่จะบอกว่ารู้สึกเบื่อหน่ายไปหมด จิตใจไม่สดชื่นเหมือนเดิม ซึ่งจะเป็นเกือบทั้งวัน และเป็นติดต่อกันเกือบทุกวัน นานกว่า 2 สัปดาห์ขึ้นไปรวมถึง อาจมีความคิดอยากตาย ซึ่งพบได้ถึงร้อยละ 60 ในช่วงแรกผู้ป่วยอาจแค่รู้สึกเบื่อชีวิต แต่เมื่ออาการเป็นมากขึ้นจะรู้สึกอยากตาย และต่อมาจะคิดถึงการฆ่าตัวตาย เริ่มมีการวางแผน จนถึงการกระทำการฆ่าตัวตายในที่สุด โดยอาการของโรคจะเป็นวงรอบเมื่อเกิดภาวะเศร้าแล้วกลับมามีช่วงอารมณ์ปกติ บางคนอาจมีวงรอบ 2-3 เดือนครั้ง บางคนอาจจะ 1-2 ปีครั้ง ไม่แน่นอน ซึ่งหากมีวงรอบอาการเช่นนี้มากกว่า 1 ครั้ง ใน 1 ปีถือว่ารุนแรง

             “ผู้ป่วยอาจมีการแสดงออกของความรู้สึกเศร้าได้หลายแบบ อาจเป็นเพราะไม่รู้ว่าตัวเองกำลังมีอารมณ์เศร้า หรือหากรู้ว่าเศร้าก็มีพฤติกรรมบางอย่างเปลี่ยนไป แต่บางคนที่มีภาวะซึมเศร้า อาจกระสับกระส่าย ลุกลี้ลุกลน ในวัยรุ่นอาจไปทำกิจกรรมต่างๆ ที่มีความโลดโผน เช่น ขับรถเร็ว หรือการแสดงในอารมณ์ทางเพศ เพื่อกระตุ้นอารมณ์ตัวเองให้หลุดจากความเศร้า” พญ.พรรณพิมลกล่าว

             การรักษาโรคซึมเศร้า พญ.พรรณพิมล กล่าวว่า ในรายที่อาการมาก เช่น มีความคิดฆ่าตัวตาย จะรับไว้รักษาในโรงพยาบาล การรักษาจะใช้ยาต้านอารมณ์เศร้า ส่วนยานอนหลับไม่ใช่ยารักษาอารมณ์เศร้า แต่จะใช้เพื่อช่วยในกรณีที่คนไข้นอนไม่หลับร่วมกับการรักษาด้วยจิตบำบัด จะเป็นการปรับทัศนคติ ปรับเปลี่ยนมุมมองชีวิต เพราะการคิดในทางลบจะเป็นส่วนสำคัญที่รบกวนผู้ป่วยมาก และรักษาจากสิ่งแวดล้อม ครอบครัว การจัดสภาพการใช้ชีวิต เนื่องจากผู้ป่วยไม่ค่อยกระตือรือร้นในการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งโดยเฉลี่ยต้องรักษาอย่างน้อย 1-2 ปีต่อเนื่อง แต่ผู้ที่มีวงรอบอาการมานานอาจต้องใช้เวลามากขึ้น

             การสังเกตตนเอง คนในครอบครัว หรือคนใกล้ชิดว่าเข้าข่ายซึมเศร้าหรือไม่ พญ.พรรณพิมล บอกว่า ให้สังเกตพฤติกรรม ดังนี้ 1.มักจะมีความคิดไปในทางลบตลอดเวลา รู้สึกสิ้นหวังมองโลกในแง่ร้าย รู้สึกผิด รู้สึกตัวเองไร้ค่าไม่มีความหมาย และคิดว่าไม่มีทางเยียวยาได้ จนทำให้มีความคิดที่จะทำร้ายตัวเอง คิดถึงแต่เรื่องความตาย 2.มักไม่สนใจสิ่งแวดล้อม ความสนใจหรือความเพลินใจในสิ่งต่างๆ ลดลงอย่างมาก รู้สึกอ่อนเพลีย การทำงานช้าลง การงานแย่ลง ไม่มีสมาธิ การตัดสินใจแย่ลง

             3.มักจะมีความรู้สึกซึมเศร้า กังวล อยู่ตลอดเวลา หงุดหงิดฉุนเฉียว โกรธง่าย อยู่ไม่สุข กระวนกระวาย เป็นต้น 4.นอนไม่หลับ ตื่นเร็ว หรือบางรายนอนมากเกินไป บางคนเบื่ออาหารทำให้น้ำหนักลด บางคนรับประทานอาหารมากทำให้น้ำหนักเพิ่ม รวมทั้ง มีอาการทางกาย รักษาด้วยยาธรรมดาไม่หาย เช่น อาการปวดศีรษะ แน่นท้อง ปวดเรื้อรัง เป็นต้น ซึ่งอาการเหล่านี้จะทำให้ผู้ป่วยทุกข์ทรมาน หรือทำให้การประกอบอาชีพ การเข้าสังคม หรือหน้าที่ด้านอื่นที่สำคัญบกพร่องลงอย่างชัดเจน “หากพบว่า ในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีอาการดังกล่าว ต้องพยายามระมัดระวังความคิด เตือนตัวเองให้มีสติอยู่ตลอดเวลาว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ คิดอะไรอยู่ที่ทำให้รู้สึกไม่ดีหรือเปล่า หากรู้ตัวว่าไม่สามารถหยุดความคิดได้ หรือยิ่งรู้สึกสิ้นหวังรุนแรงให้หาทางระบายความคิดและความรู้สึกของตัวเองออกมากับคนใกล้ชิดที่ไว้ใจและมั่นใจว่าจะช่วยเหลือได้ หรือพบจิตแพทย์” พญ.พรรณพิมลกล่าว

             ท้ายที่สุด พญ.พรรณพิมล แนะนำว่า ผู้ใกล้ชิดผู้ป่วย ต้องอย่ามองว่าสิ่งที่ผู้ป่วยคิดเป็นความคิดแง่ลบที่สร้างขึ้นมาเอง มองโลกในแง่ร้ายเอง ควรเปิดใจรับฟังและพยายามหาทางช่วยเหลือเท่าที่จะทำได้ เพราะโรคนี้จะส่งผลรุนแรง แต่อาการอาจดูเหมือนคนมีอารมณ์วิตกกังวลธรรมดา จึงควรช่วยเหลือผู้ที่มีภาวะซึมเศร้า โดยรับฟังอย่างตั้งใจ ด้วยความเข้าใจ อดทน และห่วงใย ให้การสนับสนุน ให้กำลังใจ ชี้ให้เห็นถึงความเป็นจริงตลอดจนความหวัง ชักชวนเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคม หรืองานอดิเรกที่เคยให้ความสนุกสนาน อย่ากล่าวโทษว่าแกล้งทำ หรือขี้เกียจ หรือ เป็นการเรียกร้องความสนใจ ผู้ที่สงสัยว่าตนเองหรือคนใกล้ชิดอาจเสี่ยงป่วยเป็นโรคซึมเศร้า สามารถขอรับคำปรึกษาได้ที่สายด่วนสุขภาพจิต 1323 โทรฟรี 24 ชั่วโมง หรือรีบพาพบจิตแพทย์ ขอรับบริการได้ที่โรงพยาบาลจิตเวช สังกัดกรมสุขภาพจิตทั่วประเทศ