
ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์พระราชทานกำลังใจแพทย์ใหม่
10 ก.ค. 2558
ไลฟ์สไตล์ : ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ พระราชทานกำลังใจแพทย์ใหม่
ในโอกาสที่แพทย์ใหม่จำนวน 11 คน แพทย์ใช้ทุน 20 คน เข้ารายงานตัวเพื่อปฏิบัติหน้าที่ ณ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ในการนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จไปพระราชทานพระโอวาทแก่แพทย์ใหม่ ณ ห้องประชุม ชั้น 10 อาคารโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ โดยมี ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์, นพ.ธีรภัทร อึ้งตระกูล ประธานองค์กรแพทย์ ทั้งคณะผู้บริหาร แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล เฝ้ารับเสด็จ
การนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พระราชทานพระโอวาทว่า ก่อนอื่นขอกล่าวต้อนรับแพทย์ใหม่ที่มาร่วมทีมพวกเรา ขอให้กำลังใจแพทย์เก่าด้วยว่าอย่าเสียกำลังใจ การเป็นแพทย์ที่จริงมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีในเมืองไทย ที่บอกว่าเมืองไทย เพราะเมืองนอกต่างกันเยอะ คนทั่วไปชาวบ้านเขาจะนับถือให้เกียรติผู้เป็นแพทย์มาก บางครั้งเกือบเหมือนเทพเจ้าได้ แต่ข้อเสียคือเราต้องทำงานหนัก และยังต้องทำตัวให้ดีสมกับที่เขาให้ความไว้วางใจด้วย
การทำงานเป็นแพทย์ไม่ใช่แค่โผล่หน้าให้คนไข้เห็นอย่างเดียว โดยเฉพาะคนไข้หนักๆ เช่น โรคมะเร็ง สิ่งที่เขาต้องการมากกว่ายาคือความสนใจของแพทย์ การให้การพูดคุย สอบถามว่านอนได้ไหม กินได้ไหม ถ้านอนไม่ได้ก็ให้บอกว่าหมอจะจัดยาให้จะได้นอนได้ ถามสารทุกข์สุกดิบ เขาจะปลื้มมากแล้ว แต่ก็มีที่ตัวข้าพเจ้าประสบพบคนไข้หนักเหลือเกิน หมอต้องอดทนมาก บางครั้งเราก็เป็นใบ้ไปเลย ทุกอย่างต้องอยู่ในความมีเหตุมีผล ข้าพเจ้ามีเคล็ดลับในการดูแลคนไข้ ถ้าทนไม่ได้จริงๆ จนอยากจะกรีดร้องใส่คนไข้ ให้ใส่โทรศัพท์ไว้ในกระเป๋าเสื้อ แล้วบอกคนไข้ว่าโทรศัพท์สั่น ขอออกไปรับโทรศัพท์ก่อน ซึ่งช่วงเวลานั้นให้ออกไปทำใจ นับหนึ่งถึงร้อย ถึงพัน แล้วค่อยเข้าไปช่วยต่อ
สำหรับวิสัยทัศน์ต่อไป อยากให้โรงพยาบาลจุฬาภรณ์เป็นโรงพยาบาลที่รักษาโรคทั่วไปด้วย แต่เน้นที่มะเร็ง โดยมีหมอทุกๆ ด้าน นอกจากนี้จะมีการเปิดส่วนใหม่ของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาส 90 พรรษา ในปี 2560 อยากให้ทุกคนร่วมแรงร่วมใจทำให้ความฝันนี้เป็นความจริง บอกได้อย่างเดียวว่าทำเพื่อถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
“เพราะตลอดชีวิตของข้าพเจ้า ได้เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทำอะไรก็นึกถึงแต่ประชาชน ไม่เคยนึกถึงพระองค์เองเลย แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ประชวรก็ยังนึกถึงประชาชน โดยเฉพาะทรงตรัสถามข้าพเจ้าเสมอ ถึงมูลนิธิพอ.สว. เวลากลับจากต่างจังหวัด แต่ละครั้งก็จะมาทูลเล่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับสั่งถามถึงผู้ปฏิบัติงาน เหนื่อยมากไหม เป็นอย่างไร การทำงานนี้ทั้งเหนื่อยทั้งร้อน บางวันข้าพเจ้าลงจาก ฮ.ก็ผงะเลย เพราะร้อนมาก ตอนขากลับขึ้น ฮ.ก็หลับลูกเดียว การเป็นหมอต้องอดทนค่อนข้างสูง ข้าพเจ้าเข้าใจดี ข้าพเจ้าประสบกับตัวเองมาเหมือนกัน ถ้ามีอะไรอึดอัดใจก็สามารถบอกได้หรือจะเขียนจดหมายมาก็ได้ พยายามจะแก้ไข ถ้าแก้ไขได้ตามความสามารถ ก็หวังว่าจะช่วยกันทำให้โรงพยาบาลเป็นโรงพยาบาลชั้นนำ เป็นที่พึ่งของประชาชนชาวไทย และสนองพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทั้งขอฝากไว้ว่า การไม่คบคนพาล คบคนดี คนที่สมควรบูชา ทั้งสามสิ่งนี้แหละเป็นมงคลอันสูงสุดของชีวิต"
จากนั้นเสด็จไปยังหอผู้ป่วย ชั้น 10 ด้านทิศตะวันออก ทอดพระเนตรหอผู้ป่วยตามพระอัธยาศัย จากนั้นเสด็จกลับในเวลาต่อมา สำหรับแพทย์ใหม่ที่เข้าเฝ้าถวายตัวในครั้งนี้มีทั้งสิ้น 11 คน แบ่งเป็น อายุรศาสตร์โรคหัวใจ 2 คน อายุรศาสตร์โรคไต 2 คน รังสีวินิจฉัย 1 คน อายุรศาสตร์มะเร็งวิทยา 1 คน จิตเวชศาสตร์ 1 คน มะเร็งวิทยานรีเวช 1 คน โสต ศอ นาสิก 1 คน ตจวิทยา 1 คน ศัลยกรรมตกแต่ง 1 คน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเดิม เข้าร่วมครั้งนี้ 27 คน และแพทย์ใช้ทุน จำนวน 20 คน



