ไลฟ์สไตล์

เรียนรู้วิถีปล่อยผีเมืองเลย

เรียนรู้วิถีปล่อยผีเมืองเลย

09 ก.ค. 2558

ศิลปวัฒนธรรม : เรียนรู้วิถีปล่อยผีเมืองเลย

 
           ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไปวิถีชีวิตผู้คนก็เปลี่ยนผันเช่นกัน แต่ถึงแม้เทคโนโลยีจะถูกพัฒนาให้ก้าวไปไกลแค่ไหน ความเชื่อในเรื่องราวที่มีมาแต่โบร่ำโบราณก็ยังมีให้เห็นควบคู่กันไปด้วย รวมถึงเรื่องราวที่เชื่อมโยงกับภูตผีปีศาจ ซึ่งหลายพื้นที่ให้ความนับถือสืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ โดยเฉพาะจังหวัดในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ยังคงสืบสานความเชื่อและวิถีชีวิตเหล่านี้ผ่านพิธีกรรมและประเพณีต่างๆ ออกมาให้เห็นอย่างต่อเนื่อง และอีกหนึ่งประเพณีสำคัญที่เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อไม่นานนี้คือ “งานบุญหลวง และการละเล่นผีตาโขน” บนดินแดนแห่งสัจจะและไมตรี ที่ อ.ด่านซ้าย จ.เลย
 
           ได้ยินชื่อแล้วหลายคนอาจรู้จักหรือคุ้นชินมาบ้างแล้ว แต่เชื่อว่ายังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่เคยได้สัมผัส และไม่รู้ว่าคืองานอะไร รูปแบบเป็นอย่างไร และเหตุใดจึงต้องจัดงานนี้ขึ้น ซึ่งวันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับงานประเพณียิ่งใหญ่นี้พร้อมๆ กัน งานบุญหลวง เป็นงานบุญใหญ่ประจำปีของท้องถิ่น โดยรวม งานบุญผะเหวด และ งานบุญบั้งไฟ เอาไว้รวมกัน จะจัดขึ้นในเดือน 7 หรือเดือน 8 แล้วแต่ผู้นำจิตวิญญาณของชุมชนที่เรียกว่าเจ้าพ่อกวน (ดร.ถาวร ้ชื้อบุญมี) จะเป็นผู้กำหนด พิธีกรรมจะจัดที่วัดโพนชัย
 
           งานบุญผะเหวดเป็นงานบุญที่จัดขึ้นเพื่อฟังเทศน์มหาชาติทั้ง 13 กัณฑ์ ซึ่งเชื่อว่าจะได้อานิสงฆ์แรงกล้าบันดาลให้พบพระศรีอริยเมตไตรย์ในชาติหน้า ส่วนงานบุญบั้งไปเป็นประเพณีการแห่ขอฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล ซึ่งในงานบุญหลวงนี้จะมีกองทัพผีตาโขนออกมาสร้างความสนุกสนานครื้นเครง โดยผีตาโขนในงานจะแยกเป็น 2 ชนิด คือ ผีตาโขนใหญ่ และผีตาโขนเล็ก สำหรับ ผีตาโขนใหญ่ จะทำขึ้นเพียง 2 ตัวเท่านั้น คือชาย 1 หญิง 1 ผีตาโขนใหญ่ทำขึ้นจากโครงไม้ไผ่คล้ายซุ่มไก่ ใหญ่กว่าคนธรรมดาราว 2 เท่า จากนั้นตกแต่งด้วยผ้า เวลาเข้าขบวนแห่จะมีคนเข้าไปอยู่ภายใน ลักษณะพิเศษของผีตาโขนใหญ่คือทำเครื่องบอกเพศหญิงชายไว้ชัดเจน ส่วน ผีตาโขนเล็ก จะพบในขบวนแห่ทั่วไป ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงจะทำขึ้นเพื่อเข้าร่วมขบวนแห่ เดิมทีเป็นเฉพาะผู้ชายเพราะเป็นกาละเล่นที่ค่อนข้างซุกซน แต่ปัจจุบันไม่ว่าเด็กเล็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ทั้งหญิงชายมีสิทธิ์เข้าร่วมสนุกได้ทุกคน
 
           การแต่งกายจะนำผ้ามาเย็บเป็นชุดและสวมหน้ากากที่ทำขึ้นจากโครงของทางมะพร้าวนำมาตกแต่งให้เป็นรูปหน้า รูปตา และเติมจมูกยาวๆ วาดลวดลายแต่งเติมสีสันอย่างสวยงาม ส่วนหัวที่ทำคล้ายเขาของผีตาโขนจะนำเอาหวดนึ่งข้าวที่สานจากไม้ไผ่มาเย็บต่อจากกาบมะพร้าว และอีกสิ่งที่ขาดไม่ได้คือหมากกะแหล่งหรือกระดิ่งสำหรับผูกคอวัว นำมาห้อยเป็นพวงที่เอว เวลาเดินจะเกิดเสียงดังตลอดเวลา
 
           อาวุธประจำกายของผีตาโขนเป็นดาบไม้ แต่มีไม้น้อยที่นิยมใช้ปลัดขิกขนาดใหญ่ไว้กระเซ้าเย้าแหย่สาวๆ ที่มาชมขบวนแห่เป็นที่สนุกสนาน โดยไม่มีการถือโกรธกันแต่อย่างใด ไม่ถือเป็นการหยาบคายหรือลามก เพราะมีผู้คนที่นี่เชื่อกันว่าหากมีการเล่นตลกหรือนำอวัยวะชายหญิงออกมาเล่นในขบวนแห่และงานบุญบั้งไฟฝนจะตกต้องตามฤดูกาล พืชพันธุ์ธัญญาหารจะอุดมสมบูรณ์
 
           เนื่องจากประเพณีบุญหลวงเป็นงานบุญใหญ่ จึงมีการจัดงานถึง 3 วัน วันแรก เป็นการเบิกพระอุปคุตตอนเช้ามืด โดยคณะบริวารของเจ้าพ่อกวนจะนำอาวุธที่เตรียมไว้เช่น มีด ดาบ หอก ฉัตร ฯลฯ และพานดอกไม้ธูปเทียน ถือนำขบวนจากวัดโพนชัยไปที่ริมฝั่งแม่น้ำหมัน เพื่ออัญเชิญพระอุปคุตกลับมาประดิษฐานที่หออุปคุต วัดโพนชัย เพื่อช่วยปราบมารและป้องกันภัยอันตรายต่างๆ วันที่สอง บรรดาผีตาโขนจะเริ่มเล่นกันตั้งแต่เช้า ส่วนใหญ่จะรวมกลุ่มกันอยู่ที่วัดโพนชัย วาดลวดลายตามจังหวะดนตรีอย่างสนุกสนานจนถึงเวลาแห่พระเหวด ในขบวนแห่ประกอบด้วยพระพุทธรูป 1 องค์ พระสงฆ์ 4 รูป นั่งบนแคร่หาม ตามด้วยเจ้าพ่อกวนนั่งบนม้า ท้ายขบวนเป็นเจ้าแม่นางเทียมและเหล่าบริวาร ตามด้วยขบวนผีตาโขน หลังจากจบขบวนแล้วบรรดาผีตาโขนจะนำชุดและอุปกรณ์ที่ใช้เล่นไปทิ้งลงแม่น้ำหมัน เป็นการทิ้งความทุกข์ยากและสิ่งเลวร้ายให้ไปกับสายน้ำ
 
           วันที่สาม ประชาชนจะมานั่งฟังเทศน์มหาชาติ 13 กัณฑ์ที่วัดโพนชัยตั้งแต่เช้ามืด เพื่อเป็นการสร้างกุศลและเป็นมงคลแก่ชีวิตเป็นอันเสร็จพิธี ปิดท้ายด้วยการอัญเชิญพระอุปคุตกลับไปสถิตอยู่ในแม่น้ำหมันเช่นเดิม หนึ่งประเพณีที่คนไทยไม่ควรนะคะ...ปีหน้าวางแผนรอเลยค่ะ...