ไลฟ์สไตล์

วิธีการหลีกเลี่ยงและป้องกันเชื้อไวรัสเมอร์ส

วิธีการหลีกเลี่ยงและป้องกันเชื้อไวรัสเมอร์ส

07 ก.ค. 2558

ดูแลสุขภาพ : วิธีการหลีกเลี่ยงและป้องกันเชื้อไวรัสเมอร์ส

 
                     ไวรัสโคโรนา เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่อยู่ในวงศ์ Coronaviridae เมื่อใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน ดูลักษณะของไวรัสที่อยูในวงศ์นี้ จะพบส่วนที่มีลักษณะคล้ายไม้เทนนิสยื่นอยู่รอบตัวของไวรัส ดูคล้ายๆ ภาพรัศมีของดวงอาทิตย์ (Solar corona) จึงตั้งชื่อเรียกไวรัสในวงศ์นี้ว่า Coronaviridae นั่นเอง
 
                     เชื้อไวรัสโคโรนาถูกค้นพบเมื่อปี พ.ศ.2508 เชื้อถูกแบ่งออกเป็นหลายสายพันธุ์ย่อยตามคุณสมบัติเฉพาะ ซึ่งปัจจุบันพบมากกว่า 10 สายพันธุ์ย่อย บางสายพันธุ์ย่อยทำให้เกิดโรคในสัตว์ ซึ่งได้แก่ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิด และนก โดยเชื้อแต่ละสายพันธุ์ย่อยจะก่อให้เกิดโรคเฉพาะกับสัตว์ที่มีความใกล้เคียงกัน ซึ่งเชื้อที่ทำให้เกิดโรคในสัตว์จะไม่ทำให้เกิดโรคในคน สัตว์แต่ละชนิดที่ติดเชื้อจะมีอาการได้หลากหลาย เช่น ในวัว ควาย จะทำให้มีอาการท้องเสีย ในแมวอาจทำให้เกิดเยื่อบุช่องท้องอักเสบ ซึ่งมีอัตราการตายสูง ในหนูจะเกิดตับอักเสบ หรือโรค Multiple sclerosis หรือย่อว่า โรค MS (โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง หรือโรคเอมเอส) ได้เป็นต้น
 
                     สำหรับเชื้อไวรัสโคโรนาที่ทำให้เกิดโรคในคน เรียกว่า Human coronaviruses มีอยู่ 5 สายพันธุ์ย่อย เรียงตามลำดับการค้นพบ ได้แก่ HCoV-229E, HCoV-OC43, SARS-CoV, HCoV -NL63, และ HCoV-HKU1 และในปี 2555 ได้ค้นพบเพิ่มอีก 1 สายพันธุ์ย่อย เรียกกันโดยทั่วไปว่า Novel Coronavirus แต่เนื่องจากห้องปฏิบัติการที่สามารถแยกเชื้อสายพันธุ์ใหม่นี้ได้ชื่อ Erasmus Medical Center ในประเทศเนเธอร์แลนด์ จึงได้ตั้งชื่อสายพันธุ์ใหม่นี้ว่า HCoV-EMC มีข้อสันนิษฐานว่าเชื้อชนิดใหม่นี้จุดเริ่มต้นน่าจะมาจากค้างคาว แล้วจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงสารพันธุกรรม ทำให้สามารถติดต่อสู่คนและทำให้เกิดโรคได้
 
                     ทางตะวันออกกลางรายงานเรื่องโรคทางเดินหายใจ (เมอร์ส) เป็นโรคไวรัสที่มีผลต่อระบบทางเดินหายใจ มันเกิดจาก coronavirus (mers-COV) ซึ่งถูกค้นพบครั้งแรกในประเทศซาอุดีอาระเบียในปี 2012 เมอร์สถือเป็นเชื้ออันตราย แต่ถือว่าติดเชื้อน้อยกว่าของโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (ซาร์ส) ซึ่งเสียชีวิตกว่า 200 คนในฮ่องกงเมื่อปี 2003 
 
                     ตามที่องค์การอนามัยโลกแจ้งว่า ไวรัสจะเริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อประสบกับผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง และโรคปอด ไวรัสไม่สามารถติดต่อจากคนสู่คนได้ง่าย นอกเสียจากว่ามีการคลุกคลีหรือสัมผัสใกล้ชิดกับคนที่มีเชื้ออยู่แล้ว 
 
 
อาการ
 
 
                     มีไข้ ไอ และหายใจถี่
 
                     โรคปอดบวม
 
                     มีอาการติดเชื้อระบบทางเดินอาหารรวมทั้งโรคอุจจาระร่วง
 
                     ในกรณีที่รุนแรง จะมีอาการหายใจล้มเหลวหรือเกิดความล้มเหลวของอวัยวะบางส่วน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งของไต) หรือภาวะช็อก ซึ่งต้องดูแลอย่างใกล้ชิด
 
 
มาตรการป้องกัน
 
 
                     สวมหน้ากากอนามัยปิดจมูกและปากของคุณในขณะจามหรือไอ และทิ้งน้ำมูก หรือเสมหะลงในถังขยะที่มีฝาปิดมิดชิด 
 
                     ดูแลรักษาความสะอาดของมือเสมอ  : เวลาล้างให้ใช้เวลาประมาณ 20 วินาที โดยใช้สบู่เหลวและน้ำโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่จามไอหรือหลังการทำความสะอาดจมูก หรือใช้แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อชนิด 70-80% 
 
                     หลีกเลี่ยงการสัมผัสตาจมูกหรือปากก่อนที่คุณจะล้างมือของคุณ
 
                     ขอคำแนะนำหรือพบแพทย์ทันทีถ้าเริ่มมีอาการระบบทางเดินหายใจผิดปกติ
 
 
เคล็ดลับสุขอนามัย
 
 
                     ดูแลรักษาความสะอาดของบ้านคุณ และเช็ดพื้นด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคบริเวณที่มีการสัมผัสบ่อยเช่นของเล่น ลูกบิดประตู เฟอร์นิเจอร์ หรืออะไรก็ตามที่ใช้ร่วมกันกับผู้อื่น และพื้นบ้าน อย่างน้อยวันละครั้ง - ไวรัสบางชนิดอาจจะรอดได้ในสภาพแวดล้อมทั่วไป แต่จะถูกทำลายได้ง่ายโดย ผงซักฟอกมากที่สุดและสารทำความสะอาดอื่นๆ
 
                     มีการระบายอากาศภายในบ้านที่ดี และหลีกเลี่ยงการไปในสถานที่ที่แออัด ซึ่งมีการระบายอากาศไม่ดี
 
 
 
 
 
พิมพ์ขวัญ บุญจิตต์พิมล
 
รองผู้อำนวยการ รพ.นวมินทร์9