
ส้มตำช่วยลดไขมันในเลือด
26 มิ.ย. 2558
สังคม : ส้มตำ ช่วยลดไขมันในเลือด
ป๊อกๆๆๆ เสียงตำกระเทียม คลุกเคล้าพริกขี้หนูเม็ดสีแดงสวย ตามด้วยมะละกอดิบ ปรุงรสด้วยมะนาว น้ำปลา น้ำตาลปี๊บ และที่ขาดไม่ได้คือมะเขือเทศ กลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ส่งกลิ่นหอมจนต้องกลืนน้ำลายขณะยืนรอแม่ค้าเจ้าโปรด ไม่เพียงแค่รสชาติที่อร่อยจัดจ้านถูกลิ้น แต่ส้มตำยังมีส่วนประกอบสำคัญที่ช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้
ศุภลักษณ์ ทองนุ่น นักกำหนดอาหาร รพ.กล้วยน้ำไท 1 กล่าวว่า ชีวิตรีบเร่งในแต่ละวันของหนุ่มสาวออฟฟิศ ทำให้ต้องรับประทานอะไรง่ายๆ เร็วๆ ซึ่งมักจะเป็นอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ดที่ประกอบด้วยแป้งและไขมันสูง เมื่อรับประทานอาหารเหล่านี้เป็นประจำและไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ทำให้เกิดการสะสมและมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคไขมันในเลือดสูงได้ ซึ่งส้มตำอาหารจานโปรดของคนส่วนใหญ่ เป็นอาหารที่มีส่วนประกอบหลักที่ช่วยลดไขมันในเลือดได้เป็นอย่างดี เช่น กระเทียมมีอัลลิซินที่เป็นสารประกอบซัลเฟอร์ที่พบมากในกระเทียม มีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการทำงานของเอ็นไซม์ที่ใช้ในการสังเคราะห์คอเลสเตอรอล ช่วยทำให้ผนังหลอดเลือดสะอาดขึ้น มีสารไดซัลไฟต์ที่ช่วยลดไขมันชนิดเลว ( แอลดีแอล ) ในเลือด มะละกอมีไฟเบอร์สูงช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอล และยังช่วยให้ขับถ่ายได้สะดวก
“มะนาวในส้มตำที่นอกจะทำให้ส้มตำรสชาติจี๊ดจ๊าดขึ้นแล้ว ยังมีงานวิจัยพบว่า สารฟลาโวนอยด์ทั้ง 2 ชนิดที่อยู่ในมะนาวสามารถช่วยต้านการเกิดคราบที่ก่อให้เกิดการอุดตันภายในผนังหลอดเลือด และยังมีสารเอสโทรเจนอย่างอ่อนที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ และส่วนประกอบสำคัญอย่างพริกขี้หนูพริกมีสารแคปไซซินซึ่งมีมากอยู่ในรกของพริกที่เป็นส่วนสีขาวอยู่ตรงแกนกลางของเม็ด สามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการอุดตันของไขมันในเส้นเลือดจากการจับกลุ่มของเกล็ดเลือดได้” นักกำหนดอาหารแจง
พร้อมกล่าวด้วยว่า และที่ขาดไม่ได้ในส้มตำจานเด็ดอย่างมะเขือเทศที่นอกจากจะทำให้รสชาติกลมกล่อมขึ้นแล้ว มะเขือเทศยังมีไลโคปีนสูงซึ่งสามารถช่วยลดไขมันแอลดีแอลได้ และจากการวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์เวิรด์ ในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่าไลโคปีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระในผนังหลอดเลือดซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคไขมันอุดตันในเลือดด้วย
ด้าน นพ.อิทธิชัย วัชรีคุปต์ แพทย์สาขาอายุรกรรม โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท 1 กล่าวเสริมว่า การใช้ชีวิตสมัยนี้ที่ทุกอย่างเต็มไปด้วยความเร่งรีบ ทำให้คนไทยหันไปรับประทานอาหารแบบตะวันตกที่ง่าย ๆ และเร็ว ๆ แทนการรับประทานอาหารไทยที่มีทั้งผัก และสมุนไพรหลากหลายชนิด ทำให้เดี๋ยวนี้คนไทยป่วยด้วยโรคไขมันในเลือดสูง และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับผู้ที่ดูแลสุขภาพสม่ำเสมอ และไม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ควรครวจระดับไขมันในเลือดทุกปีเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป เพื่อหาปริมาณไขมันในเลือดทั้ง 4 ชนิด ไขมันแอลดีแอล, เอชดีแอล, ไตรกลีเซอไรด์ และระดับคอเลสเตอรอล แต่ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ควรเริ่มตรวจระดับไขมันในเลือดทั้ง 4 ชนิด เมื่ออายุ 18 - 20 ปีขึ้นไป เพื่อดูปริมาณไขมันชนิดต่างที่อยู่ในเลือด และถ้าไม่พบความผิดปกติก็ควรตรวจทุกๆ 5 ปี เพื่อป้องกันการเกิดโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคความดันสูง



