
เรียนรู้ความเป็นชาติผ่านเครื่องใช้ในอดีต
25 มิ.ย. 2558
ศิลปวัฒนธรรม : เรียนรู้ความเป็นชาติผ่านเครื่องใช้ในอดีต
การเรียนรู้ความเป็น “ไทย” ผ่านเรื่องราวในอดีตเป็นสิ่งที่ตอบคำถามหรือตอบโจทย์ได้อย่างดีที่สุด แต่ทุกวันนี้ผู้คนต้องเสาะแสวงหาเงินตราเพื่อความเป็นอยู่ จึงนับถอยหลังการเดินหน้าหาความรู้ในทุกเรื่องราว จนมิวเซียมสยาม ภายใต้สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (สพร.) ผ่านบัตร “มิวสพาส” กระตุ้นและสร้างค่านิยมวัฒนธรรมการท่องเที่ยวเชิงการเรียนรู้ กับทริปบุกพิพิธภัณฑ์เส้นทาง กรุงเทพฯ- ลพบุรี เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
เริ่มกันที่ พิพิธภัณฑ์เครื่องถ้วยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ที่ก่อตั้งขึ้นเมือปี พ.ศ.2553 นับหนึ่งด้วยของสะสมของ อ.สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ ผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยที่อยากให้ของสะสมเป็นแหล่งเรียนรู้เรื่องราวในอดีตรวมถึงวิวัฒนาการของผู้คนในแต่ละยุคแต่ละสมัย จึงรวบรวมเครื่องถ้วยโบราณกว่า 2,000 รายการมาให้ศึกษา ซึ่งเป็นเครื่องถ้วยที่ผลิตจากกลุ่มเตาในราชอาณาจักรไทยและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งประวัติเครื่องถ้วยที่เป็นสินค้าออกของราชอาณาจักรไทยและแหล่งเตาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บุริน สิงห์โตอาจ เจ้าหน้าที่การศึกษาพิพิธภัณฑ์เครื่องถ้วยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เล่าให้ฟังว่า พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้รวบรวมเครื่องถ้วยจากนานาประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มารวมกันไว้เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ ซึ่งของส่วนใหญ่เป็นของสะสมของอาจารย์สุรัตน์ ที่ชื่นชอบในการเก็บสะสมของโบราณ ที่แบ่งเป็นช่วงต่างๆ ตั้งแต่การเริิ่มทำเครื่องใช้ไม้สอยในชีวิิตประจำวันที่ค้นพบจากแหล่งโบราณคดีระหว่าง พ.ศ.1923-1973 อย่างเครื่องปั้นดินเผาที่ผลิตจากลุ่มเตาศรีสัชนาลัย กลุ่มเตาสุโขทัย และกลุ่มเตาสันกำแพง ที่แบ่งหมวดหมู่ไว้อย่างชัดเจน รวมไปถึงเครื่องปั้นดินเผาที่เผาขึ้นเพื่อการค้าขายและส่งออก
“ เครื่องปั้นดินเผาที่ค้นพบจากแหล่งเรืออับปาง อันเป็นระยะเวลาที่มีความหลากหลายมากที่สุดอยู่ในรัชศกหงจื่อ (พ.ศ.2031-2048) ช่วงนี้เป็นช่วงที่มีการขนส่งเครื่องลายครามจำนวนมากจากประเทศจีนเป็นครั้งแรก แม้ว่าร้อยละ 25 ของเครื่องปั้นดินเผาจีนยังเป็นเครื่องเคลียบสีเขียว และยังมีการขนส่งเครื่องเคลือบสีเขียวจากพม่า และเครื่องลายครามขนาดใหญ่จากเวียดนาม ซึ่งในช่วงนั้นประเทศไทยก็มีเครื่องเคลือบสีเขียวที่ถูกผลิตจากกลุ่มเตาศรีสัชนาลัยและเครื่องเคลือบสีน้่ำตาลที่ถูกผลิตจากกลุ่มเตาบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี ไล่ไปจนถึง พ.ศ. 2053-2063 ก็มีเครื่องปั้นดินเผาพม่า เวียดนามแต่ก็ไม่ได้มีหลักฐานปรากฎเส่นทางการค้า” เจ้าหน้าที่พิพิธฯ ให้คำอธิบาย
ซึ่งการดูเครื่องปั้นดินเผานั้นแบ่งประเภทตามเนื้อดิน เนื้อหิน หรือเนื้อกระเบื้องแล้ว ยังแบ่งตามการเคลือบหรือวิธีตกแต่ง อย่างเครื่องเคลือบสีเดียว(สีขาว) เครื่องเคลือบสีเขียว ซึ่งเคลือบสีเขียวที่มีแร่เหล็ก 3-5 เปอร์เซ็นต์ ผสมอยู่ในน้ำเคลือบและถูกเผาในบรรยากาศแบบลดออกซิเจน และ เครื่องลายสีใต้เคลือบ ซึ่งแบบจะดูที่ลวดลายเขียนบนเครื่องปั้นดินเผา
“เพื่อตรวจพิสูจน์ว่าเครื่องปั้นดินเผาตามชนิดนั้นๆ ถูกผลิตจากที่ใด การศึกษาแหล่งผลิตที่ยังเหลือร่องรอยบนเครื่องปั้นซึ่งสามารถบ่งชี้ได้นั้นจะเต็มไปด้วยประโยชน์ เช่น หากจานถูกจัดวางบนตัวรองทรงกระบอก ก้นของจานก็จะปรากฎเครื่องหมาย” เจ้าหน้าที่พิพิธภัณฑ์แจงวิธีการดูเครื่องปั้นดินเผา
พร้อมกันนี้ยังชี้นำให้ดูเครื่องปั้นดินเผาชิ้นไฮไลทฺ์ อาทิ รูปช้างศึกพร้อมคชบาลเคลือบสีเขียวจากกลุ่มเตาศรีสัชนาลัย, โถเคลือบสองสี จากกลุ่มเตาศรีสัชนาลัย ราวพุทธศตวรรษที่ 20, จานลายครามจากกลุ่มเตาจิ๋งเต๋อเจิ้น ราวปลายพุทธศตวรรษที่ 19 เป็นต้น
จากนั้นวิ่งตามเส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 ถนนพหลโยธินสู่ลพบุรีต่อกันที่ พิพิธภัณฑ์เมืองโบราณซับจำปา ที่ได้ เนตรนรินทร์ คำเรืองบุญ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลซับจำปามาข้อมูลว่า เมืองโบราณซับจำปาคาดว่าเกิดขึ้นในอดีตกว่า 1,000 ปี ซึ่งเป็นชุมชนโบราณที่คาดว่าผู้คนส่วนใหญ่ที่อพยพมาอยู่นั้น เป็นกลุ่มคนที่หนีคดีต่างๆ มา เหมือนเป็นกลุ่มเสือ ดังนั้นเมื่อมารวมกลุ่มกันจึงต้องให้ปกครองกันเองเพื่อดูแลซึ่งกันและกัน รวมถึงร่วมกันสร้างความเจริญให้กับพื้นถิ่น โดยข้าวของเครื่องใช้โบราณที่พบเจอส่วนใหญ่จึงเป็นเป็นเครื่องถ้วยชามรวมถึงเครื่องประดับต่างๆ
“แต่ที่สงสัยและทางกรมศิลปากรคาดการณ์ที่นี้น่าจะเป็นแหลงผลิตข้าวของเครื่องใช้และเครื่องประดับ เพราะพบทั้งเครื่องมือในการผลิตอย่างแกนหินในการขึ้นรูปสร้อยต่างๆ ไล่เรียงไปจนเศียรของพระพุทธรูปที่สวยงาม ซึ่งตอนนี้ไปวางจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติสมเด็จพระนารายณ์ รวมถึงเครืื่องประดับที่ขุดค้นเจออีกหลายชนิดก็ไปจัดแสดงอยู่ที่นั่น สิ่งเหล่านี้บ่งบอกได้ว่าเมืองซับจำปาในอดีตนั้นเป็นเมืองที่รุ่งเรืองทั้งเรื่องศาสนาและการค้าขาย รวมถึงการขุดค้นพบคูเมือง สถานที่เก็บกักน้ำ สิ่งต่างๆ เหล่านี้บอกเรื่องราวสู่คนในภายหลังถึงวิถีความเป็นอยู่และความเจริญของผู้คนยุคนั้นได้อย่างดีจริงๆ” นายกอบต.กล่าวปิดท้าย



