
รพ.บำรุงราษฎร์แจงวิธีคัดกรองผู้ป่วยเมอร์ส
รพ.บำรุงราษฎร์แจงวิธีคัดกรองผู้ป่วยเมอร์ส ผลตรวจญาติเป็นลบ2อีกรายยังยืนยันไม่ได้
จากกรณีพบผู้ป่วยชาวตะวันออกกลาง อายุ 75 ปี ติดเชื้อทางเดินหายใจ หรือโรคเมอร์ส เป็นรายแรกในประเทศไทย ต่อมาได้รับผู้ป่วยชายดังกล่าว โดยสถาบันบำราศนราดูรรับตัวเข้ารับการรักษาเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2558 ผู้ป่วยรายนี้เดินทางมาจากตะวันออกกลาง ถึงประเทศไทย วันที่ 15 มิ.ย.2558 เพื่อมารักษาโรคหัวใจที่ รพ.เอกชนแห่งหนึ่ง ขณะเดินทางและอยู่บนเครื่องบินไม่มีอาการไข้ แต่หลังจากเดินทางถึงประเทศไทยและเข้ารับการรักษาในรพ.เอกชนทันที พบว่ามีอาหารไข้ เหนื่อย หอบ ไอ รพ.เอกชนดังกล่าว จึงแยกผู้ป่วยและญาติไปห้องแยกโรคโดยเฉพาะไม่ให้ปะปนกับผู้ป่วยรายอื่นทันที
ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 19 มิ.ย. ที่ รพ.บำรุงราษฎร์ ศ.นพ.ชาญวิทย์ ตันติ์พิพัฒน์ รองประธานกรรมการ ผศ.นพ.ก่อพงศ์ รุกขพันธ์ ผู้อำนวยการด้านปฎิบัติการและผู้อำนวยการด้านคุณภาพ ผศ.นพ.มนต์เดช สุขปราณี แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาอายุรศาสตร์โรคติดเชื้อ นพ.นำ ตันธุวนิตย์ ผู้อำนวยการด้านบริหาร ร่วมกันแถงกรณีผู้ป่วยโรคเมอร์สรายแรกในประเทศไทย ที่ได้เข้ามาทำการรักษาที่ รพ.บำรุงราษฎร์
ศ.นพ.ชาญวิทย์ กล่าวว่า ทางโรงพยาบาลมีระบบติดตามเฝ้าระวังและมีมาตรการรองรับสถานการณ์โรคเมอร์สมาตั้งแต่ปี 2555 มาโดยตลอด สำหรับกรณีที่พบผู้ป่วยโรคเมอร์สรายแรกในประเทศไทยตามที่กระทรวงสาธารณสุขได้แถลงข่าวไปเมื่อวานนี้นั้น ผู้ป่วยชายชาวตะวันออกกลางวัย 75 ปี เข้ามารับการรักษาที่รพ.เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. ด้วยอาการเหนื่อย อ่อนเพลีย และได้เดินทางมาด้วยตนเอง ซึ่งทาง รพ.ได้ทำการคัดกรองและซักประวัติผู้ป่วยตรวจร่างกายตามที่มาตรการวางไว้อย่างเคร่งครัด พบว่าผู้ป่วยมีความเสี่ยงจึงได้แยกผู้ป่วยรายดังกล่าวไปห้องแยกโรคความดันลบ (Airborne Infection Isolation Room) เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ รวมทั้งได้ประสานไปยังเจ้าหน้าที่สาธารณสุขให้เข้ามาร่วมตรวจสอบตั่งแต่ต้น
ศ.นพ.ชาญวิทย์ กล่าวต่อว่า อีกทั้งทาง รพ.ได้มีการส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการทางแพทย์ถึง 4 ครั้ง โดยการเก็บตัวอย่างส่งตรวจ ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข WHO และ CDS อย่างไรก็ตาม ทันทีที่ตรวจพบเชื้อไวรัสเมอร์ส กระทรวงสาธารณสุขได้รับตัวไปรักษาต่อที่สถาบันบำราศนราดูร จ.นนทบุรี เมื่อเช้ามืดวานนี้แล้ว
ศ.นพ.ชาญวิทย์ กล่าวยืนยันว่า ขณะนี้ไม่มีผู้ป่วยโรคเมอร์สใน รพ. สำหรับเจ้าหน้าที่ที่ดูแลผู้ป่วยรายแรกนั้น เจ้าหน้าที่ได้ให้หยุดงานชั่วคราว และให้อยู่ในพื้นที่เฉพาะ เพื่อแยกสังเกตการณ์ ซึ่งทุกท่านยังปกติ อย่างไรก็ตามทาง รพ.ไม่ได้นิ่งนอนใจ เมื่อทราบว่าโรคเมอร์สเข้ามาในประเทศไทย ทาง รพ.ได้มีการวางมาตรการเฝ้าระวัง คัดกรอง วินิจฉัยผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง โดยการติดตามข่าวสารเฝ้าระวังโรคระบาดมาโดยตลอด มาตรการคัดกรอง และรับย้ายผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงตั้งแต่แรกเข้า บุคคลากรผ่านการอบรมให้ความรู้ แนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับโรคระบาดมาสม่ำเสมอ ทาง รพ.มีแนวทางปฏิบัติเป็นมาตรฐานร่วมกับสาธารณสุข WHO และ CDS มาตรการทำความสะอาดโดยการฆ่าเชื้อ ประสานกับหน่วยงานรัฐควบคุมอย่างใกล้ชิด และมีกระบวนการวินิฉัยที่รวดเร็ว
ผู้สื่อข่าวถามว่า เจ้าหน้าที่ของ รพ.ที่สัมผัสผู้ป่วยรายนี้มีกี่คน ศ.นพ.ชาญวิทย์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ที่ได้สัมผัสและดูแลผู้ป่วยรายนี้ มีทั้งแพทย์ พยาบาล และบุคลากรการแพทย์ จำนวน 58 คน ซึ่งทั้งหมดได้รับการอนุญาตให้หยุดงาน และเข้ารับการดูแลจากทางโรงพยาบาล เพื่อเฝ้าระวังอาการ ทั้งนี้ ทาง รพ.ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า ในโรงพยาบาลไม่มีผู้ป่วยโรคเมอร์สแล้ว แต่การเฝ้าระวังจะเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีการเพิ่มระดับการเฝ้าระวังเพิ่มขึ้นจากรายแรก โดยสามารถให้ความมั่นใจได้ว่าผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงจะถูกแยกออกจากผู้ป่วยทั่วไปที่เข้ามารักษาใน รพ. โดยทาง รพ.จะส่งตัวผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงไปยังพื้นที่เฉพาะ มีระบบอากาศแยกออกจากโรงพยาบาลโดยสิ้นเชิง
เมื่อถามว่าหลังจากที่มีข่าว ทางโรงพยาบาลได้รับผลกระทบอย่างไร ศ.นพ.ชาญวิทย์ กล่าวว่า ทาง รพ.ยังไม่ได้รับผลกระทบใดๆ โดยขอให้ผู้ป่วยทั้งที่รักษาตัวอยู่ใน รพ. และกำลังจะเข้ารับบริการมีความเชื่อมั่นในมาตรฐานของ รพ.
เมื่อถามว่าทางโรงพยาบาลมีผู้ป่วยชาวตะวันออกกลางกี่เปอร์เซนต์ ศ.นพ.ชาญวิทย์ กล่าวว่า โดยเฉลี่ยประมาณ 20 % ทั้งนี้ ผู้ป่วยรายนี้เป็นผู้ป่วยต้องสงสัย ช่องทางในการเข้ามาจะแยกไปอยู่ในห้องแยกโรคความดันลบ จึงเป็นช่องทางที่แยกกับผู้ป่วยทั่วไปโดยสิ้นเชิง และทางโรงพยาบาลได้เตรียมการที่จะประสานกับรัฐบาลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ความมั่นใจว่า 1.เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลไม่เกิดความตื่นตระหนกจนเกินควร 2.ผู้ป่วยได้รับความดูแล และ 3.ไม่เกิดการกระจายเชื้อจากทางโรงพยาบาล
เมื่อถามว่า ผู้ป่วยอาจจะต้องนั่งรอ หรือปะปนกับผู้อื่นที่มารับบริการรึเปล่า ศ.นพ.ชาญวิทย์ กล่าวว่า ผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาลเวลา 21.45 น. ซึ่งมีอาการหนักมากตั้งแต่ต้น เจ้าหน้าที่ได้ทำการคัดกรองตั้งแต่แรกโดยไม่ได้ปะปนกับคนไข้รายอื่นเลยแม้แต่น้อย และได้ทำการเจรจาต่อรองกับผู้ป่วยและญาติว่า มีความจำเป็นมากที่จะต้องอยู่ในห้องแยกความดันลบ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อ แต่คนไข้ปฏิเสธในการเข้าห้องแยกผู้ป่วย ทางทีมแพทย์ที่ดูแลเล็งเห็นความเป็นไปได้ที่จะเป็นโรคเมอร์สค่อนข้างมาก จึงพยายามที่จะเจรจาให้คนไข้ยอมรับการรักษา ซึ่งสุดท้ายคนไข้ก็ยอมเข้าห้องแยกที่ทาง รพ.จัดเตรียมไว้ อีกทั้งไม่มีคนไข้รายอื่นอยู่ในบริเวณใกล้เคียงขณะนั้นได้สัมผัสกับผู้ป่วยรายนี้เลย
เมื่อถามว่าจากกรณีที่ผู้ป่วยนั่งรถแท็กซี่มา รพ. ทางเจ้าหน้าที่ได้ไปรับลงจากแท็กซี่หรือไม่ และในห้องฉุกเฉินที่เป็นม่านกั้นบริเวณนั้นปลอดภัยแค่ไหน ศ.นพ.ชาญวิทย์ กล่าวว่า เมื่อคนไข้เข้ามาภายในห้องฉุกเฉิน ทางเจ้าหน้าที่ได้ให้คนไข้สวมหน้ากากป้องกัน ซึ่งในระหว่างเจรจากับคนไข้ ทางเจ้าหน้าที่เองก็มีอุปกรณ์ป้องกันทุกอย่างครบ และภายในห้องฉุกเฉินก็มีห้องแยกซึ่งระบายอากาศออกนอกอาคาร รวมถึงผู้ที่เข็นคนไข้ออกจากรถแท็กซี่ก็ได้ป้องกันด้วยการสวมหน้ากากเช่นเดียวกัน
เมื่อถามว่าเบื้องต้นผู้ป่วยเข้ามารับการรักษาโรคหัวใจ หรือโรคประจำตัว ศ.นพ.ชาญวิทย์ กล่าวว่า คนไข้เข้ามามีอาการหอบเหนื่อยและไอ หลังจากเข้าไปในห้องฉุกเฉินได้แจ้งว่า ตนเองไม่มีไข้ เจ้าหน้าที่จึงทำการเอ็กซเรย์ พบว่า ปอดมีรอยรั่วผิดปกติทั้งสองข้าง ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า จะเป็นปอดอักเสบและหัวใจวาย ซึ่งยังแยกไม่ออกว่าเป็นทั้งสองกรณีร่วมด้วยหรือไม่ แต่เนื่องจากว่าคนไข้มาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง จึงต้องระวังเป็นพิเศษ ซึ่งหลังจากรับตัวไปไว้ที่ห้องแยกแล้ว พบว่าในวันรุ่งขึ้นผู้ป่วยมีไข้ 38 องศา



