'บูลโกกิ บราเธอร์ส' ปิ้งย่างตัวจริงจากเกาหลี
21 มิ.ย. 2558
ชวนชิม : 'บูลโกกิ บราเธอร์ส' ปิ้งย่างตัวจริงจากเกาหลี
สารภาพค่ะ เป็นครั้งแรกที่ได้ชิมอาหารเกาหลีอย่างเป็นเรื่องเป็นราว แต่ด้วยความชอบและถูกใจในรสชาติของกิมจิ จึงตอบโจทย์ได้อย่างลงตัวเมื่อได้รับเชิญไปชิมอาหารเกาหลีขนาดแท้ “บูลโกกิ บราเธอร์ส” ที่เปิดกว่า 40 สาขาในเอเชีย และเป็นสาขาแรกในประเทศไทยที่ชั้น 8 เอ็ม ควอเทียร์ โดย “ตุ๊ก” อุษณี มหากิจศิริ ลีโอนีโอ นำเข้ามาให้ชิม ด้วยสาเหตุง่ายๆ คือ ติดซีรีส์เกาหลีมาก จนติดตาต้องใจกับอาหารเกาหลี และเมื่อได้มีโอกาสเดินทางไปประเทศเกาหลีใต้และลิ้มชิมรสอาหารจากร้าน ดังนี้แล้วติดใจใช่เลย จึงประสานสั่งตรงมาให้ติ่งเกาหลีได้ชิมกัน
และเมื่อร้านดังมาเปิดที่เมืองไทยแล้วจะพลาดได้อย่างไร เพียงเข้าไปยังร้านก็นึกว่าตัวเองอยู่กรุงโซล ด้วยบรรยากาศการตกแต่งและของทุกอย่างที่อยู่ในร้านสั่งตรงมาจากเกาหลีทุกชิ้น ไล่เรียงไปตั้งแต่โต๊ะ เก้าอี้ จาน ชาม ช้อน เพราะบลูโกกิเปรียบเสมือนตัวแทนของอาหารเกาหลีที่เป็นที่ชื่นชอบของผู้คนทั่วโลก ด้วยรสชาติที่กลมกล่อม รับประทานง่าย และกรรมวิธีการผลิตที่พิถีพิถัน โดยเฉพาะเมนูซิกเนเจอร์ เนื้อย่างนั้นต้องนำไปหมักกับซอสสูตรเฉพาะ บวกกับการเลือกเนื้อเกรดพรีเมียมนำเข้าจากสหรัฐอเมริกาจนขึ้นชื่อลือชาในความอร่อยที่ห้ามพลาดสำหรับคนรักเนื้อ
รู้อย่างนี้แล้วก็ต้องชิมล่ะ แน่นอนเมนูแรก เชฟจอห์น ดูมากิง ที่ถูกส่งไปเรียนทุกกรรมวิธีจากร้านต้นตำรับที่เกาหลีเป็นเดือนๆ เสิร์ฟ “บลูโกกิ บราเธอร์ส สเปเชียล” หรือเมนูเนื้อย่างมาให้ชิมก่อนเลย จานนี้มาเก๋ เพราะจัดเนื้อมาเป็นรูปหัวใจ เคียงด้วยเห็ดออรินจิ กระเทียมย่าง หัวหอมใหญ่ มันฝรั่ง อีกฟากเป็นเนื้อบดที่คลุกสมุนไพรโรยด้วยซาลารี่ ซึ่งพนักงานจะถามด้วยว่าเราอยากจะย่างเองหรือจะให้ทางร้านย่างให้ เพราะบางคนอาจจะไม่ชอบนักกับกลิ่นควัน มีบริการอย่างนี้เราจึงยกหน้าที่ให้พนักงานย่างสิจ๊ะ...แป๊บเดียวเนื้อจานร้อนมาวางตรงหน้า คำแรกที่ได้ชิมน้ำจากเนื้อฉ่ำในปากแล้วก็ย่างมาอย่างพอดี จิ๋มด้วยซอสสูตรเด็ดของร้านที่มาพร้อมเครื่องเคียงกิมจินานาชนิดที่ทำวันต่อวัน แป๊บเดี๋ยวเนื้อหาย...หมด และสำหรับคนไม่กินเนื้อก็มีหมูเทอริยากิมาให้ย่าง แต่ขอบอกอาหารจานย่างให้กินร้อนๆ ไม่เช่นนั้นจะเสียรสชาติ ช้าไม่อร่อยจริงๆ นะ
ต่อไปจานนี้สาวกซีรีส์เกาหลีคงคุ้นตากับ “ปาจอน” หรือแพนเค้กเกาหลี ที่เข้านำผักต่างๆ มาหั่นบางๆ แล้วคลุกกับแป้ง แล้วนำไปทอดตัดเป็นแผ่นเหมือนพิซซ่า รับประทานกับน้ำจิ้มที่ผสมหอมแดง ขิง ซอสเกาหลี รสชาติเหมือนผักชุบแป้งทอดนั่นละ อ่ะชิมแล้วต่ออีกจานกับ “บีบีมบับ” ไม่กินไม่ได้ ถือว่ามาไม่ถึงร้านอาหารเกาหลี จานนี้เรียกง่ายๆ ว่าข้าวยำเกาหลีก็ได้ โดยในร้านนี้เขาจัดมาเต็มกับเนื้อไก่ เนื้อวัว ผักต่างๆ อย่างแตงกวา ถั่วงอก ผักโขม แครอท ข้าวเกาหลี และไข่ตอกตรงกลาง แล้วราดด้วยซอสเกาหลีสูตรเฉพาะ ซึ่งเชฟก็บอกว่า การจะรับประทานบีบีมบับให้อร่อยอยู่ที่การคนทุกอย่างให้เข้ากัน โดยเฉพาะเนื้อไข่แดงต้องทำให้แตกก่อน แล้วค่อยๆ คนวนขวาให้เครื่องปรุงในชามตะล่อมเข้ามาด้านตรงกลางของจานอย่างทั่วถึง คลุกให้ทั่ว ใจเย็นๆ แล้วจะได้บีบีมบับแสนอร่อยแบบวางช้อนไม่ลง ใจจริงเราก็ไม่อยากวางช้อนนะ แต่เมนูต่างๆ เริ่มมาเต็มโต๊ะจนต้องถอดใจวางช้อนขอชิมจานถัดไป
“ฉับเช” จานนี้แว่วว่าเจ้าของร้านติดใจจานนี้เป็นที่หนึ่ง โดยฉับเชก็คล้ายๆ ผัดวุ้นเส้น แต่เป็นแบบเกาหลี มีต้นหอม แครอท วุ้นเส้นเกาหลี (ที่เส้นจะหนาและใหญ่กว่าบ้านเรา) ผัดด้วยซอสเฉพาะ แล้วที่เก๋คือ เชฟโรยหน้ามาด้วยไข่เจียวหันฝอยที่แยกระหว่างไข่ขาวและไข่แดงมาอย่างน่ารัก รสชาติกลมกล่อมรับประทานเพลินกันไป ระหว่างรับประทานจะคีบกิมจิมากินคู่กันก็ได้อีกรสหนึ่ง นึกว่าหมดแล้ว เพราะเห็นเชฟหายไป แต่แป๊บเดียวเชฟยก “บงโวริ กิมจิ” มาเสิร์ฟ เพียงเห็นหน้าตาก็ร้องว้าว...กับการรังสรรค์ผักกาดที่ห่อมาด้านนอก ทำเอาเราไม่อยากตักชิมเนื้อผักด้านใน จนเชฟพยักหน้าแล้วบอกว่ากิมจิชามนี้ต้องใช้เวลาในการทำอย่างน้อยสุดต้องหมักให้ได้ 1 วัน เท่านั้นละคนชอบกิมจิอย่างเราตักพรวด ขอบอก...อย่าพลาดเลยค่ะ อร่อยจริงๆ และขอบอกว่า ซอสทุกชนิดที่ใส่ในอาหารทุกจานนั้นทำกันสดๆ วันต่อวัน มีบางตัวที่ต้องหมักกันค้างคืนก็ต้องทำ ไม่มีเก็บๆ ไว้เด็ดขาด...ถึงว่า...อร่อย
อ้อ...ก่อนจะเดินออกได้รับคำอธิบายมาว่า คำว่า บูล มีความหมายว่า ไฟ ขณะที่คำว่า โกกิ หมายถึง เนื้อ ดังนั้น บูลโกกิ จึงหมายรวมถึง เนื้อย่าง ที่ผ่านกรรมวิธีการผลิตอย่างพิถีพิถัน พร้อมเสิร์ฟถึงมือคุณ ให้นักกินได้ลิ้มลอง...ชิมแล้วจึงบอกได้ว่าอยากให้คุณๆ ไปลิ้มลองจริงๆ ค่ะ...



