
อาทรVSจรัญคู่ชิงนายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ
21 มิ.ย. 2558
อมหมึกเคี้ยวกระดาษ : อาทร เตชะธาดา VS จรัญ หอมเทียนทอง คู่ชิง นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ : โดย...ปลวกหวาน
วันที่ 23 มิถุนายนนี้ รักคุณอาทร เลือก เบอร์ 1-9 รักคุณปราบดา ช่วยพี่จรัญ เลือก เบอร์ 10-18 ...ครับพี่น้อง
ข้อความด้านบน ค่อนไปทางอ้อนๆ กึ่งเชิญชวนในการให้ไปเลือกตั้งนายกฯ และคณะกรรมการของสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย” หรือ PUBAT ในสมัยต่อไป...
เพราะการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันอังคารที่ 23 มิถุนายนนี้ ณ ห้องโลตัส ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีพียง 2 ทีมเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าผู้แข่งขันชิงชัยในตำแหน่งนายกสมาคมฯ ย่อมมีแค่ 2 คน!!
ก็คือ จรัญ หอมเทียนทอง เจ้าของสำนักพิมพ์แสงดาว-สร้อยทอง และเป็นนายกฯ คนล่าสุด ส่วนอีกหนึ่งคือผู้ที่คร่ำหวอดในแวดวงหนังสือมาตั้งแต่เกิด อาทร เตชะธาดา แห่งสำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น และทำงานในสมาคมนี้มาหลายยุคหลายสมัย
ซึ่งไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร เชื่อว่าความคิด และพละกำลังของทั้ง 2 คน 2 ทีม น่าจะเป็นประโยชน์ต่อวงการสิ่งพิมพ์ทั้งคู่
เช่นนั้น ลองมาฟังวิสัยทัศน์ ในโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งให้ชุดๆ อีกครั้ง...
"โอกาสใหม่ฯ" ของ "อาทร" กับ "5 สร้าง 4 ปฏิรูป"
เริ่มจาก อาทร เตชะธาดา (เลือกนายกฯ เบอร์ 2) ทีม “โอกาสใหม่วงการหนังสือ” (กรรมการหมายเลข 1-9 ) ภายใต้สโลแกน "สร้างโอกาส เพื่อสมาคม เพื่อสมาชิก" เขาชูนโยบาย "สร้าง 5 โอกาสใหม่” และ “ปฏิรูป 4 ด่วน” เน้นการดำเนินงานที่โปร่งใส และมีธรรมาภิบาล (Good Governance) ซึ่งมีหัวใจสำคัญดังนี้
เริ่มจาก "สร้างโอกาสในการต่อยอดพัฒนาการขาย" ( Sales Opportunity) 5 ประการคือ เน้นส่งเสริมการขายหนังสือออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างกิจกรรมส่งเสริมการขายให้กับร้านค้าท้องถิ่น สร้างโอกาสการขายลิขสิทธิ์สู่ตลาดอาเซียนและตลาดโลก ตั้งศูนย์ข้อมูล แลกเปลี่ยนความรู้และให้คำปรึกษา ในกรอบการวางแผนธุรกิจ การทำธุรกิจออนไลน์ และขายลิขสิทธิ์หนังสือ รวมไปถึงการสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยจับมือกับสถาบันการเงินในการจัดตั้ง “โครงการกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำ”
ส่วนการปฏิรูป 4 ด่วน ได้แก่ การจัดสรรพื้นที่ออกบูธกับสมาคมฯ เพื่อโอกาสในการเข้าร่วมออกบูธของสมาชิกอย่างเป็นธรรม จัดระบบงานของ PUBAT ให้โปร่งใสรัดกุมขึ้น โดยการสร้างมาตรฐานการตรวจสอบการนำเงินไปใช้ของสมาคมให้ตรงวัตถุประสงค์ และจัดทำงบประมาณรายรับ-รายจ่ายประจำปี และแถลงแก่สมาชิกก่อนนำเงินไปใช้จริง
นอกจากนี้จะผลักดันโครงสร้างภาษีเกี่ยวกับธุรกิจหนังสือให้เอื้อประโยชน์ต่อผู้ลงทุน และการขยายฐานผู้อ่าน รวมทั้งยกระดับความรับผิดชอบต่อสังคมของสมาคมฯ โดยหาทุนซื้อหนังสือสู่ห้องสมุด แบ่งปันและเอื้อประโยชน์ร่วมกันระหว่างสำนักพิมพ์ ร้านหนังสือ และสังคม ทั้งนี้จะขอร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน เพื่อส่งเสริมการอ่าน พัฒนาห้องสมุด จัดกิจกรรมรักการอ่าน
อาทร ยืนยันว่า การทำงานทั้งหมดจะดำเนินการอย่างโปร่งใส รอบคอบ และรัดกุม เพื่อต่อยอดการพัฒนาวงการหนังสือให้คงประสิทธิภาพต่อไป เพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้สมาชิก และคืนสิ่งดีๆ สู่สังคมต่อไป
"จรัญ " ใน “ก้าวต่อไป” ชู "2 สร้าง 2 ผลัก"
หันมาฟังนโยบายของกลุ่ม "ก้าวต่อไป" (หมายเลขกรรมการหมายเลข 10-18 ส่วนหมายเลขเลือกนายกฯจรัญ ได้หมายเลข 1) ภายใต้แนวคิด "ก้าวต่อไป ก้าวข้ามปัญหา ก้าวสู่อนาคต" ซึ่งมั่นใจในการทำงานตามสโลแกนที่ว่า "ทำจริง ทำมาแล้ว และจะทำต่อไปอย่างโปร่งใส"
หัวข้อแรกที่ต้องการผลักดัน ก็คือ 1. การสร้างรายได้ขยายโอกาสการขายทุกรูปแบบ โดยแยกเป็นแบบ OFFLINE และ ONLINE
ในส่วนของระบบ OFFLINE คณะทำงานจะรวมรวบงบประมาณการซื้อหนังสือของทุกภาคส่วนให้สมาชิกได้เข้าถึงข้อมูลอย่างเท่าเทียม ขยายงานแสดงหนังสือภูมิภาคในพื้นที่ที่มีศักยภาพ และเพิ่มงานแสดงหนังสือในเทศกาลและวาระพิเศษต่างๆ
และสำหรับ ONLINE ก็จะจัดทำตลาดหนังสือออนไลน์ (Book Plaza) ให้สมาชิกได้มีโอกาสแสดงหนังสือทั้ง 365 วัน จัดทำฐานข้อมูลหนังสือในเว็บไซต์ Thaibooksociety เพื่อเป็นแหล่งสืบค้นให้แก่ร้านค้า และองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อหนังสือขายลิขสิทธิ์ สร้างโอกาสให้สมาชิกในการขายลิขสิทธิ์ โดยจัดทีมการขายลิขสิทธิ์ทั้งในและต่างประเทศ จับมือกับสมาคมนักแปลฯ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการแปล และจัดอบรมขั้นตอนการเตรียมงานเพื่อการขายลิขสิทธิ์
2. สร้างมาตรฐานวิชาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพในธุรกิจหนังสือ จึงมีโครงการจัดอบรมบ่มเพาะบุคลากรด้านการผลิตหนังสือให้มีความรู้ความเข้าใจ กำหนดมาตรฐานในการผลิตหนังสือดี มีคุณภาพ ที่สร้างยอดขายได้ด้วยตัวเอง
นอกจากนี้ยังจัดอบรมบ่มเพาะบุคลากรด้านการตลาด ด้วยโครงการที่ 2 มาตรฐานการทำงานสำนักพิมพ์ ร้านหนังสือ และผู้จัดจำหน่าย
3. ผลักดันภาครัฐในการส่งเสริมการอ่านอย่างยั่งยืน โดยให้ภาครัฐกำหนดงบประมาณรายจ่ายประจำปี เป็นงบการอ่านเพื่อมีงบประมาณในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
ให้ภาครัฐ มีหน่วยงานที่รับผิดชอบและดูแลการอ่าน อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งได้ดำเนินแผนงานนี้ผ่านกระทรวงวัฒนธรรมในเบื้องต้นแล้ว
4. ผลักดันให้เปลี่ยนค่านิยมในการบริจาคหนังสือ โดยเน้นที่การซื้อหนังสือคุณภาพเหมาะสมกับช่วงวัย และความต้องการของผู้อ่านบริจาคแทน
เอาเป็นว่า รักใครชอบใคร และถูกใจ"นโยบาย" ของกลุ่มไหน สมาชิกก็เลือกกันตามความพึงใจก็แล้วกัน เพราะยังไงแล้วก็เชื่อว่า คนทั้ง 2 กลุ่ม ก็เป็นคน "วงใน" ที่คลุกคลีกับระบบการผลิต สายส่ง และจัดจำหน่าย น่าจะคิดพัฒนาให้แวดวงการอ่านการเขียนเติบโตไปสู่ทิศทางที่ก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไปอยู่แล้วค่ะ



