ไลฟ์สไตล์

'เคาะสนิมเดี๋ยวจะไปเที่ยวป่า'

'เคาะสนิมเดี๋ยวจะไปเที่ยวป่า'

20 มิ.ย. 2558

เปิดโลกยนตรกรรม : 'เคาะสนิมเดี๋ยวจะไปเที่ยวป่า' : โดย...ยุทธพงษ์ ภาษี

 
                          สัปดาห์นี้เปิดโลกยนตรกรรม นำผู้อ่านไปเยือนดินแดนของคนเปื้อนฝุ่นด้วยการไปเยือนที่ตั้งของโรงเรียนพัฒนาทักษะการขับขี่รถขับเคลื่อน 4 ล้อ  ที่สวนผึ้ง ราชบุรี
 
                          นานมาแล้วที่บ้านเรารู้จักรถขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่งแรกๆ เรารู้จักรถแบบนี้ในฐานะรถเพื่อการทหาร จากนั้นหน่วยงานที่ใช้รถขับเคลื่อน 4 ล้อมากสุด มี 2 หน่วย คือ ป่าไม้ กับกรมทางหลวง ส่วนคนทั่วไปนอกจากพวกที่ต้องใช้งานในเหมืองหรือใช้เพื่อทำการงานเป็นอาชีพแล้ว รถขับเคลื่อน 4 ล้อยุคใหม่ๆ สำหรับสายออฟโรดเราใช้ไปเพื่อการพักผ่อน เพื่อขับสนุกสนานแบบการกีฬา หลายคนซื้อรถขับเคลื่อน 4 ล้อ มาเผื่อไว้แต่จนแล้วจนรอดไม่มีโอกาสได้ใช้แม้แต่น้อย ครั้งหนึ่งผมตั้งใจจะใช้ชีวิตแบบให้คุ้ม ลงทุนซื้อกระบะขับสี่ เอาแบบพร้อมรื้อเป็นตัวลุยใส่ยางอย่างหล่อ 7 ปีมาแล้วยังไม่ได้แตะแม้กระทั่งลูกรัง ทางฝุ่น วิ่งแต่ถนนดำอย่างเดียว ออฟโรดไม่ต้องพูดถึง
 
                          รถกระบะแบบขับเคลื่อน 4 ล้อ เข้ามามีบทบาทมาก เช่นเดียวกับรถเอสยูวี ที่มีการนำเสนอการขับเคลื่อนรูปแบบที่หลากหลายทำให้มีกลุ่มคนใช้รถแบบนี้เติบโตขึ้นมามากมาย แต่ในความใหม่ ณ ช่วงเวลานั้น ความหมายของ "ออฟโรด" ของคนบางกลุ่มถูกตีความไปถึงการบุกตะลุย ในไม่ช้าภาพลักษณ์รถแบบนี้ ก็สั่นคลอนด้วยจิตวิญญาณของคนรักออฟโรดจริงๆ ที่ต้องการบอกว่า ออฟโรดที่แท้จริงคือ การเข้าไปส่งเสริมธรรมชาติไม่ใช่ไปทำลายธรรมชาติ บรรดาขุนพลคนสายแข็งที่รู้เรื่องออฟโรดเป็นอย่างดี นำโดยทีมงานสื่อสากล เจ้าของงานแสดงรถยนต์ มอเตอร์เอ็กซ์โป ที่เมืองทองธานี ก็ดำริก่อตั้งโรงเรียนออฟโรด ภายใต้ชื่อ โรงเรียนพัฒนาทักษะการขับขี่รถขับเคลื่อน 4 ล้อ เรียกง่ายๆ ว่า โรงเรียน สปิริต 4x4 (SPIRIT OF THE 4x4 DRIVING SCHOOL) โดยตั้งอยู่ที่สวนผึ้ง และให้บริการอบรม การขับขี่รถขับเคลื่อน 4 ล้อ ตั้งแต่หลักสูตรพื้นฐานไปจนถึงหลักสูตรขั้นสูง ทุกวันนี้คนรับผิดชอบคือ สุกานดา ปภัสร์พงษ์ หรือพี่ป้อมของน้องๆ ในฐานะผู้อำนวยการโครงการ และมี สราวิทย์ วานิชสมบัติ รับหน้าที่เป็นหัวหน้าครูฝึก และอาจารย์บำรุง คูหา ทำหน้าที่ให้ความรู้เกี่ยวกับศาสตร์แห่งการอนุรักษ์ 
 
                          ล่าสุดโรงเรียนแห่งนี้มีการพัฒนาสนามฝึกกันใหม่ ทำให้ผมได้มีโอกาสไปเยือนด้วยการเดินทางไปเรียนออฟโรด หลักสูตรพื้นฐาน ได้เข้าร่วมกิจกรรมในฐานะนักเรียนรุ่น 119 (เบสิก) มีเจ้าภาพอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญคือ ทีมงานประชาสัมพันธ์มิตซูบิชิ มอเตอร์ประเทศไทย ที่ให้ยืมไทรทัน 4x4 คลีนดีเซล ตัวท็อป ไปเป็นรถสำหรับการเข้ารับการอบรม 
 
                          พอผมบอกว่า ผมจะไปเรียนออฟโรด มีแต่คนประหลาดใจ เพราะว่านี่มันหลักสูตรเบสิกเทียบกับประกาศนียบัตรที่ฝาบ้านผมแล้ว มันห่างกันหลายชั้น แต่ผมยังเชื่อในเรื่องของการเทรนนิ่งว่า ความรู้ประสบการณ์ที่ได้จากผู้สอนนั้น เขาต้องมีของดี ไม่งั้นไม่กล้ามาเทรนให้เรา และหากเราเก็บเกี่ยวอย่างชาญฉลาด ทุกกิจกรรมของการอบรมไม่ว่าหลักสูตรไหนได้ประโยชน์แน่นอน 
 
                          ช่วงหลังที่ต้องบอกว่า ผมคงเป็นพวก "เทรนนิ่งลิซึ่ม" 2 เดือนมานี่ ผมมีประกาศนียบัตรใบใหม่ๆ เพิ่มมา 3ใบ ทั้งสายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ โรงเรียน สปิริต 4x4 ย้ายจากที่ตั้งเดิม มาอยู่ที่ ฟอเรส แคมป์ แต่ยังอยู่ในเขต อ.สวนผึ้ง ซึ่งสวนผึ้งมีจุดเด่นคือ มีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ มาเรียนออฟโรดก็ออกทริปเส้นทางจริงได้เลย ซึ่งในหลักสูตรที่ไปเรียนใช้เวลา 2วัน 1 คืน
 
                          วันแรกที่เดินทางไปถึงก็เริ่มกันด้วยหลักสูตรในห้องเรียน ซึ่งเป็นการปูพื้นเพื่อให้เข้าใจประวัติของระบบขับเคลื่อนและรถชนิดต่างๆ ที่ใช้งานแบบออฟโรด และเทคนิคว่าด้วยวิธีการขับที่จำเป็น เช่น ข้อจำกัด ข้อแนะนำป้ายและสัญญาณต่างๆ สำหรับจะนำไปใช้ในสนามฝึกวันรุ่งขึ้น ตอนค่ำมีการเติมความรู้เรื่องการอนุรักษ์ ซึ่งออฟโรดมักจะเกี่ยวข้องกับการเข้าไปยังพื้นที่ป่า และแน่นอนเราต้องทำความเข้าใจเรื่องกติกา กฎเกณฑ์ เพื่อเข้าไปในพื้นที่อย่างถูกต้องและมีองค์ความรู้ ผมชอบตอนอบรมช่วงนี้มาก เพราะได้มีโอกาสถาม อ.บำรุง เกี่ยวกับป่าในอดีต เพราะว่า อ.บำรุงเป็นเจ้าหน้าที่ตีตราไม้ ผมว่าน่าจะเป็นคนท้ายๆ ของกรมที่มีโอกาสตีตราไม้ก่อนที่ประเทศเราจะมีนโยบายปิดป่าและไม่มีการอนุญาตให้มีการตัดไม้มาใช้ประโยชน์อีก
 
                          ที่ชอบ เพราะว่า ชีวิต อ.บำรุงนั้น ได้สะท้อนเส้นทางเดินของคนหนุ่มสาวในอดีต ที่ครั้งหนึ่งวัยนั้นเดินตามความฝัน อาชีพหลักๆ ต้องเป็นปลัดอำเภอ หรือไม่ต้องเป็นฮีโร่ของป่า ต้องจบโรงเรียนป่าไม้จากแพร่ทำนองนั้น แต่ที่ผมถามแกมากๆ คือ เรื่องของสิ่งลี้ลับ เดินป่าเคยเจอผีบ้างไหมแล้วต้นตะเคียนเฮี้ยนๆ มีจริงหรือเปล่า อ.บำรุงไม่ตอบตรงๆ แต่เล่าประสบการณ์ให้ไปคิดเอาเอง เพราะแกบอกเซียนป่าอย่างแกยังหลงทาง  และเล่าเรื่องของลูกน้องที่เป็นกะเหรี่ยงโดนผีเข้าให้ฟัง 
 
                          จบการเรียนในห้องแล้วก็ไปฝึกขับรถในสนามฝึก โดยแบ่งเป็นฐานฝึกต่างๆ สำหรับเบสิกอย่างผมต้องหัดขับ ขั้นทางชัน ลงทางชัน เน้นสลับ ฝึกการใช้เทคนิค ขับออฟโรดสองเท้า คือทั้งเร่งทั้งเบรกไปพร้อมกัน ก็ใช้เวลาครึ่งวันก่อนจะไปลองของจริงในทางออฟโรด ด้วยการเดินทางไปสำนักสงฆ์ บางกะม่า ที่อยู่ห่างสนามไปพอสมควร ซึ่งสภาพเส้นทางมีลักษณะความยาก 2-3 พอให้ได้บรรยากาศธรรมชาติ ส่วนสำนักสงฆ์แห่งนี้หลายคนคงเคยได้ยินชื่อ ที่นี่พยายามรักษาความเป็นวัดเดิมๆ อยู่กับป่าไว้ ช่วงหลังมีผู้คนแวะเวียนไปมาก พระท่านคงอยากอยู่เงียบๆ มากว่า 
 
                          เดี๋ยวนี้ความเจริญรุกเข้ามามาก ที่ไหนมีแหล่งธรรมชาติเหลืออยู่ผู้คนก็อยากไปเห็นอยากไปดู ไปสัมผัส ไปแล้วก็นำเอาความเจริญแบบคนเมืองไปทิ้งไว้ให้ พื้นที่ไหนภูมิคุ้มกันของคนในพื้นที่อ่อนแอ ไม่นานก็ถูกลืนไปแล้วพอหมดเสน่ห์ พวกคนเมืองก็ไปแสวงหาที่แห่งใหม่แล้วก็เกิดสภาพแบบนี้เป็นวงจรไป ดังนั้นใครจะไปเที่ยวไหนก็เคารพสิ่งที่เขาเป็นอยู่ให้มากและถ้าเป็นไปได้ควรช่วยกันยับยั้งบางอย่างที่ไม่เหมาะไม่ควรไว้บ้างก็ดี
 
 
 
 
 
---------------------
 
(เปิดโลกยนตรกรรม : 'เคาะสนิมเดี๋ยวจะไปเที่ยวป่า' : โดย...ยุทธพงษ์ ภาษี)