
สกัดไวรัสร้ายเมอร์สหมอรัชตะมั่นใจไทยเข้มทุกช่องทาง
สกัดไวรัสร้ายเมอร์ส หมอรัชตะมั่นใจไทยเข้มทุกช่องทาง
สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจตะวันออกกลาง หรือไวรัสเมอร์ส ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตมากมายในประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้หลายฝ่ายมีความกังวลว่าประเทศไทยพร้อมสำหรับการรับมือแค่ไหน ? และอย่างไร?
เกี่ยวกับสถานการณ์การเตรียมความพร้อมในการรับมือไวรัสเมอร์สของประเทศไทยนั้น นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ ชั่วโมงที่ 26 ช่อง Now26 ว่า ความกังวลในเรื่องความเสี่ยงนั้น การที่จะแพร่ระบาดยังมีอยู่ หากเทียบกับโรคซาร์ส และอีโบลา ซึ่งใน 2 กรณีก่อนหน้านั้นมีความเสี่ยงกว่ามาก แต่ก็ไม่ประมาท จึงเตรียมพร้อมเต็มที่ในการเฝ้าระวัง และหากเกิดมีผู้ต้องสงสัย หรือติดเชื้อ จะจัดการทันที ความเสี่ยงมีอยู่ในระดับหนึ่ง แต่ไม่ต้องตระหนกมากเกินไป ทางการมีมาตรการในการเฝ้าระวัง
"ความเสี่ยงที่กล่าวถึง ที่สำคัญที่สุด คือการเดินทางไปยังประเทศที่แพร่ระบาด ถ้าอยู่ในบ้านเราไม่มีโอกาส แต่ในขณะนี้ที่กำลังระบาดมีอยู่ 7 ประเทศ ครั้งแรกที่เกิดโรคนี้ขึ้นมามีอยู่ 24 ประเทศ โดยการแพร่ระบาดเริ่มที่ตะวันออกกลางมาก่อน ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ต่อมาก็กระจายไปยังประเทศต่างๆ ส่วนที่ใกล้ไทยที่สุด คือเกาหลีใต้ แต่ว่าทั้งหมดนั้น ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการติดต่อ คือ เดินทางไปยังตะวันออกกลาง ถ้าหากเราไม่ได้เดินไปยังประเทศเสี่ยงหรือมีการแพร่ระบาดก็ไม่มีโอกาสเสี่ยงติดเชื้อ"
ทั้งนี้ สถานการณ์ในเกาหลีหากวิเคราะห์กันพบว่า การติดเชื้ออยู่ในโรงพยาบาล 15 แห่ง ไม่ได้มีการแพร่กระจายออกมาสังคมภายนอก การติดเชื้อในโรงพยาบาลเป็นเพราะผู้ป่วยคนแรกที่ติดเชื้อมาได้รับการวินิจฉัยล่าช้าเท่านั้น เพราะความสงสัยของแพทย์ในเบื้องต้นไม่มีมากนัก เมื่อยังไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง จึงมีโอกาสที่ไปเผยแพร่เชื้อให้ผู้อื่น และผู้ใกล้เคียง เพราะเชื้อนี้สามารถติดต่อกันได้ด้วยการสัมผัสละอองไอ จาม เสมหะต่างๆ
ส่วนกลุ่มคนไทยที่ไปแสวงบุญที่ประเทศแถบตะวันออกกลางนั้น สธ.ได้ดูแลคนกลุ่มแรกที่กำลังไปทำพิธีฮัจญ์จำนวน 1 หมื่นคน โดยได้เชิญมาตรวจร่างกายทั้งหมด และลงทะเบียนไว้เพื่อดูความพร้อมของร่างกาย โดยเจ้าหน้าที่จะเร่งให้เสร็จก่อนเดือนสิงหาคม รวมทั้งฉีดวัคซีน 2 ชนิด ไข้หวัดใหญ่ ไข้กาฬหลังแอ่น เพราะทั้ง 2 โรคนี้มีโอกาสแพร่ระบาด นอกจากนี้เมื่อผู้แสวงบุญไปถึงปลายทางที่ซาอุดีอาระเบียจะมีหน่วยแพทย์ติดตามเฝ้าระวังอีกด้วยจำนวน 40 คน หากพบอาการป่วยสามารถติดต่อรักษาได้ทันที จากนั้นเมื่อกลับมาแล้วจะเฝ้าติดตามต่ออีก 14 วัน
ขณะเดียวกันในส่วนประเทศไทยมีการเฝ้าระวังอย่างเข้มข้น เริ่มจากมาตรการตรวจบุคคลในด่านตรวจคนเข้าเมือง ทั้งท่าอากาศยาน และด่านต่างๆ รอบประเทศ โดยทุกๆ ด่านจะมีการเฝ้าระวังทั้งหมด อย่างเช่นการเข้าประเทศทางอากาศก่อนเครื่องจะลง ทางเจ้าหน้าที่ได้ขอความร่วมมือกับทุกสายการบินให้ประกาศว่า ถ้าเดินทางมาจากประเทศเสี่ยงหากแสดงอาการเป็นไข้ให้แจ้งเจ้าหน้าที่
นอกจากนี้ ยังตรวจวัดอุณหภูมิเครื่องวัด ถ้าคนไหนมีไข้จะสอบถามและเชิญตัวไปโรงพยาบาลทันที ก่อนหน้านี้มีผู้ต้องสงสัย 30 รายที่ผ่านกระบวนการดังกล่าว แต่เมื่อผ่านกระบวนการห้องตรวจสอบแล้วยังไม่มีใครติดเชื้อ ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ยังมีป้ายเตือนสำหรับผู้เดินทางมาจากประเทศแพร่ระบาด ทั้งตะวันออกกลาง และเกาหลีใต้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นมาตรการเบื้องต้นในการคัดกรองและป้องกัน โดยเฉพาะในกรณีเป็นชาวต่างชาตินั้น ถ้าไม่ทราบว่าจะไปยังสถานที่ใดเพื่อตรวจสอบอาการ ทางกระทรวงสาธารณสุขมีเบอร์โทรศัพท์ติดต่อ 1422 กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เพื่อบริการให้คำแนะนำแก่ประชาชนเรื่องไวรัสเมอร์ส ทุกท่านสามารถโทรศัพท์สอบถามได้ตลอด 24 ชั่วโมง"
"ยกตัวอย่างจากการประชุมนานาชาติที่เมืองทอง ซึ่งมีชาวเกาหลีใต้หลายพันคน ซึ่งเราให้การดูแลเป็นพิเศษ ทั้งการติดต่อกับกลุ่มต่างๆ ที่เป็นชาวเกาหลีใต้ให้ทราบถึงข้อปฏิบัติต่างๆ รวมทั้งตั้งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ในสถานที่ประชุม รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ ที่จะรองรับสถานการณ์ในภาพรวม"
ทั้งนี้ การแพร่ระบาดของไวรัสเมอร์สนับตั้งแต่ปี 2555 ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อเพียง 1,000 ราย หากเทียบกับอีโบลา ซึ่งทั่วโลกมีผู้ป่วย 2 หมื่นราย และเสียชีวิตถึงร้อยละ 10 จึงมีความต่างกันมากในเรื่องขนาดของการแพร่กระจาย จากประสบการณ์การเรียนรู้สถานการณ์โรคระบาดใหญ่ๆ 2 ครั้งนั้น ทำให้ประเทศไทยต้องเฝ้าระวังอย่างเข้มข้น โดยตรวจจับให้เร็ว วินิจฉัยให้เร็ว และสำคัญที่สุดคือการรับรู้ให้เร็วในเบื้องต้น อาทิ บุคคลเหล่านั้นเดินทางไปในประเทศเสี่ยงหรือไม่ ทั้งเกาหลีใต้และโซนตะวันออกกลาง เมื่อทราบตรงจุดนี้แพทย์จะได้แยกกักตัว ตรงนี้เป็นกระบวนการสำคัญในการป้องกันการแพร่กระจาย ขณะนี้โรงพยาบาลทั่วประเทศเกือบทุกแห่งยังไม่มีห้องแยกผู้ป่วย ซึ่ง สธ.กำลังเร่งให้ครบถ้วน ส่วนโรงพยาบาลเอกชนและโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยมีห้องแยกหมดแล้ว
"ห้องแยกแล้ว ไม่ใช่เพียงการรักษาตามปกติ โดยบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ดูแล ต้องดูแลต้องระวังตนเองในการปฏิบัติหน้าที่ตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัด หน้ากากต้องเป็นหน้ากากเอ็น 95 (เป็นหน้ากากกรองอากาศป้องกัน 2 ชั้น) ป้องกันเชื้อได้ ที่สำคัญการป้องกันตามกระบวนการนั้นสำคัญ ต้องกระทำให้ถูกต้อง เพราะว่าไม่ใช่การใส่เสื้อ หรือใส่หน้ากากตามปกติ ทุกอย่างต้องมีขั้นตอน เพราะการปฏิบัติหน้าที่ก็มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเช่นกัน ซึ่งเคยเกิดขึ้นแล้วในสมัยการแพร่ระบาดอีโบลา แต่ยืนยันว่า บุคลากรของ สธ.มีความพร้อม แต่ทุกคนต้องซักซ้อม ขณะนี้ สธ.ได้ทำวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ เพื่อความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่หากเกิดการแพร่ระบาด พร้อมเน้นย้ำให้ทุกโรงพยาบาลแยกผู้ป่วยที่มีอาการไอ หรือ หวัด มาไว้อีกกลุ่มหนึ่งก่อน
ส่วนที่ถามว่าจะทำอย่างไรให้การวินิจฉัยได้รวดเร็ว มองว่า เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับในห้องปฏิบัติการ เพราะอาการไข้ ไอ เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้กับหลายๆ โรค ทั้ง ไข้หวัด ปอดบวม ปัจจุบันมีห้องปฏิบัติการของ สธ. 14 แห่งทั่วประเทศที่พร้อมปฏิบัติงาน สามารถส่งตัวผู้ต้องสงสัยโดยใช้เวลาประมาณ 8 ชั่วโมงสามารถวินิจฉัยได้ เมื่อวินิจฉัยได้ก็สามาถดูแลได้ แต่ในขณะนี้มีปัญหาตรงที่ยังไม่มียารักษาไวรัสตัวนี้ แต่สามารถรักษาแบบประคับประคองได้ ส่วนการแพร่ระบาดในเกาหลีใต้นั่นอาจเป็นเพราะไม่มีการกักกันการแพร่ระบาดในโรงพยาบาลจึงเกิดการแพร่กระจายในจุดนั้น
ทั้งนี้ ในส่วนของ สธ.ที่ประกาศให้ไวรัสเมอร์สเป็นโรคติดต่อร้ายแรงนั้น คือเป็นมุมทางกฎหมาย เมื่อมีผู้ที่สัมผัสเชื้อไวรัส ทางเจ้าหน้าที่อยากจะขอเชิญตัวไว้ก่อนในโรงพยาบาล หรือสถานที่ที่กำหนดไว้ แต่ติดขัดตรงที่หากเขาไม่ยอมก็ไม่สามารถทำอะไรได้ จึงต้องประกาศราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้อำนาจในการปฏิบัติหน้าที่ เพราะหากผู้ต้องสงสัยขัดขืน หรือหลบหนี ก็สามารถใช้อำนาจตามกฎหมายได้
"ก่อนหน้านี้ สธ.ได้ใช้อำนาจทางกฎหมายในสมัยการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลา คือถ้าใครเดินทางมาจากทางแอฟริกาต้องลงทะเบียนไว้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถโทรศัพท์ติดตาม หรือโทรแจ้งเรื่องได้ ในตอนนั้นมีชายต้องสงสัยแจ้งเบอร์ติดต่อแต่หายไป ทางสธ.จึงประสานตำรวจให้หาตัวได้ทันที"
นพ.รัชตะ กล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับโรคภัยต่างๆ นั้น สามารถเกิดขึ้นใหม่ได้เสมอ และหลายครั้งเป็นการติดต่อจากสัตว์มาสู่คน เช่น อีโบลา ไข้หวัดนก โดยเฉพาะไวรัสเมอร์สยังไม่มียารักษาเช่นเดียวกับอีโบลา ดังนั้น สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังนั้นคือ การสร้างสิ่งแวดล้อมให้อยู่ในสภาพที่ดี โดยทุกคนต้องดูแลไม่ให้โรคเกิดขึ้น ซึ่งการป้องกันคือทุกหน่วยงานต้องร่วมมือป้องกันอย่างเข้มแข็ง



