ไลฟ์สไตล์

วอนช่วย!ดญ.วัย13วันกะโหลกรั่วสมองอยู่ด้านนอก

วอนช่วย!ดญ.วัย13วันกะโหลกรั่วสมองอยู่ด้านนอก

16 มิ.ย. 2558

วอนช่วยเหลือ! ‘น้องชมพู’ ด.ญ.วัย 13 วัน กะโหลกศีรษะรั่วทำให้สมองไหลออกมาอยู่ข้างนอก อีกรายที่จ.สุพรรณบุรี สองตายายพิการทั้งคู่ มีฐานะยากจน อยู่กับหลานวัย 9 ขวบ

 
         เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 16 มิถุนายน 2558 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พระศรีสวรรค์ อมรธัมโม รองเจ้าอาวาสวัดราชบูรณะ พลโทวิเชียร ไชยปกรณ์ อุปนายกสมาคมผู้เสียสละ จ.พิษณุโลก พร้อมด้วย นายมงคลเชาวราช ทั่งมั่งมี ประธานชมรมสื่อมวลชนพิษณุโลก ได้นำเงินและเครื่องอุปโภคบริโภค เข้าช่วยเหลือครอบครัวเด็กหญิงนชรัตน์ ยอดสิน หรือ น้องชมพู อายุ 13 วัน ที่มีอาการผิดปกติตั้งแต่แรกคลอด โดยพบว่าบริเวณด้านหลังศีรษะ กะโหลกมีรอยรั่วส่งผลทำให้สมองและถุงน้ำ ไหลออกมาเป็นก้อนอยู่นอกกะโหลกศีรษะ
 
         นางสาวนิชาดา ไกรสังข์ อายุ 21 ปี อยู่บ้านเลขที่ 205 /2 หมู่ 3 ตำบลปลักแรด อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก มารดาน้องชมพู เล่าว่า หลังจากที่ทราบว่าตัวเอง ตั้งครรภ์ ก็ไปฝากครรภ์ตามปกติ ที่อนามัยใกล้บ้าน จนกระทั่งอายุครรภ์ครบ 4 เดือน ได้ไปทำการอัลตร้าซาวน์ที่โรงพยาบาล แพทย์ก็ยืนยันว่าน้องปกติดี ต่อมาพออายุครรภ์ประมาณ 8 เดือน ได้ไปทำการอัลตร้าซาวน์อีกครั้ง แพทย์แจ้งว่า เด็กในครรภ์มีอาการผิดปกติที่บริเวณกะโหลกศีรษะ มีลักษณะเป็นก้อน ขนาดเท่ากำปั้น
 
         จนกระทั่งเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2558 ตนครบกำหนดคลอด ได้ไปผ่าตัดคลอดที่โรงพยาบาลพุทธชินราช อ.เมืองพิษณุโลก แรกเกิดมีน้ำหนัก 3,300 กรัม ก็พบว่า น้อง มีมันสมองอยู่นอกกะโหลกศีรษะ และน้องมีอาการหยุดหายใจ ทางทีมแพทย์จึงใส่เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งทีมแพทย์บอกกับตนว่า อาการของน้องเกิดจากความผิดปกติที่กะโหลกศีรษะด้านหลัง กะโหลกศีรษะมีรูโหว่ จึงทำให้สมองและถุงน้ำ ไหลออกมาอยู่นอกกะโหลกศีรษะ ไม่สามารถที่จะรักษาอาการของน้องได้เนื่องจากน้องยังเป็นเด็ก ประกอบกับหากเข้ารับการผ่าตัดอาจจะเกิดอาการติดเชื้อได้
 
         โดยน้องชมพู มีอาการปกติเหมือนเด็กทั่วไปทุกอย่าง เพียงแต่ไม่สามารถที่จะดูดนมแม่ได้ แพทย์จึงได้ทำการใส่สายเพื่อให้นมทางสายยาง
 
         นางสาวนิชาดา ได้บอกต่อว่า ครั้งแรกที่เห็นหน้าลูกหัวใจแทบสลาย รับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดของลูก หากเลือกได้อยากขอเป็นฝ่ายที่เจ็บปวดแทน ถึงแม้แพทย์จะบอกว่าไม่มีหนทางในการรักษา หลังจากพักฟื้นอยู่ที่โรงพยาบาลเป็นเวลา 7 วัน จึงพาน้องกลับมาที่บ้านพัก ในวันที่ 10 มิถุนายนที่ผ่านมา น้องอาจจะไม่สามารถมีชีวิตที่ยาวนานกว่านี้ แต่ตนก็ได้แต่หวังว่าอยากให้มีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น อยากให้มีหนทางใดที่จะสามารถรักษาลูกของตนให้กลับมาใช้ชีวิตได้เหมือนเด็กปกติทั่วไป
 
         สำหรับผู้มีจิตศรัทธาท่านใดต้องการให้ความช่วยเหลือน้องชมพู สามารถติดต่อได้โดยตรง ที่นางสาวนิชาดา ไกรสังข์ ที่หมายเลขโทรศัพท์ 088- 1574284 หรือ สามารถโอนเงินเข้าบัญชี ธนาคารกรุงไทยสาขาบางระกำ ชื่อบัญชี นางสาวนิชาดา ไกรสังข์ เลขที่บัญชี 624 -0-20528-1
 
 
วอนช่วย! สองตายายชาวสุพรรณฯพิการทั้งคู่ อยู่กับหลานวัย 9 ขวบ
 
 
         เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 16 มิ.ย.2558 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากนางบุญเอื้อ สอดสี นายก อบต.บางงาม อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี ว่ามีครอบครัวสองตายายฐานะยากจนแถมยังพิการทั้งคู่ไร้คนเหลียวแล จึงเดินทางไปยังบ้านเลขที่ 46 หมู่ที่ 4 ตำบลบางงาม พบว่า เป็นสภาพบ้านชั้นเดียว ภายในบ้านพบนางคนึง นุชนารถ อายุ 64 ปี ซึ่งมีอาการเดินไม่สะดวกใช้แขนทั้งสองข้างประคองตัวถัดตัวเคลื่อนที่ไป และ ด.ญ.รัชนีวรรณ อายุ 9 ขวบ กำลังนั่งดูแลนายสุนันท์ นุชนารถ อายุ 75 ปี สามีของนางคนึง ซึ่งได้ล้มป่วยด้วยโรคเส้นเลือดฝอยในสมองแตกมาตั้งแต่เมื่อปี2556 จนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้
 
         นางคนึง กล่าวว่า ตนและนายสุนันท์ ได้แต่งงานอยู่กินกันมานานและมีลูกชายด้วยกัน 2 คน คนโตเสียชีวิตแล้ว ส่วนคนที่สองเป็นพ่อของ ด.ญ.รัชนีวรรณ หลังจากที่เลิกกับภรรยาได้นำ ด.ญ.รัชนีวรรณ มาให้ตนเลี้ยงตั้งแต่ 3 ขวบ และก็ไม่มาหาหลายปีแล้ว ส่วนการดำรงชีวิตประจำวันมีเพียงเด็กหญิงรัชนีวรรณ คอยดูแล
 
         “ฉันมีอาการเป็นโรคหัวข้อเข่าและสะโพกเสื่อม การเคลื่อนไหวเป็นไปด้วยความยากลำบากการใช้ชีวิตประจำวันได้หลานสาวเป็นผู้ดูแล โดยมีเพื่อนบ้านใกล้เคียงนำอาหารมาให้และพาหลานสาวไปซื้อกับข้าวที่ตลาด”
 
         นางคนึง กล่าวต่อว่า ส่วนรายได้ที่ใช้เลี้ยงชีวิตในครอบครัว มีเพียงเงินสวัสดิการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ซึ่งนายสุนันท์ ได้รับเงินสวัสดิการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 700 บาท ส่วนตัวเองได้รับเงินสวัสดิการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 600 บาท ซึ่งไม่พอกับรายจ่ายในชีวิตประจำวันของครอบครัว เมื่อถึงเวลาที่จะต้องพาตัวเองและสามีไปโรงพยาบาลก็จะให้หลานสาวไปไหว้วานเพื่อนบ้านให้พาไปโรงพยาบาลที่ใกล้เคียง
 
         ด้านนางบุญเอื้อ กล่าวว่า สภาพความเป็นอยู่โดยรอบพบว่ายังขาดเครื่องอุปโภคและบริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องอำนวยความสะดวกเกี่ยวผู้ป่วยที่ติดเตียง ไม่ว่าจะเป็นเตียงนอนผู้ป่วยแบบไขขึ้นลงได้, โต๊ะวางอาหารผู้ป่วย, รถเข็น (วีลแชร์), ที่นอนลมสำหรับป้องกันแผลกดทับ เนื่องจากนายสุนันท์ ต้องนอนอยู่กับที่ตลอดเวลา ซึ่งทาง อบต.กำลังประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยเหลือต่อไป