
หาความจริง 'หลง-หลินลับแล' (1)
14 มิ.ย. 2558
ท่องโลกเกษตร : ขึ้นดอยเข้า 'สวนทุเรียนร้อยปี' (1) หาความจริง 'หลง-หลินลับแล' : โดย...ดลมนัส กาเจ
ราวๆ 10 ปีที่ผ่านมา ทุเรียนพื้นเมืองชื่อดังของ จ.อุตรดิตถ์ "หลง-หลินลับแล" เริ่มเป็นที่รู้จักของนักบริโภคทุเรียนอย่างกว้างขวาง ทำให้ราคาขยับขึ้นจากเดิมที่ขายกิโลกรัมละ 90-100 บาท ปัจจุบันราคาสูงขึ้นถึงกิโลกรัมละ 350-700 บาท เนื่องจากมีเอกลักษณ์และความโดดเด่นที่ไม่เหมือนทุเรียนพันธุ์อื่น ทั้งเนื้อละเอียดแน่น ผิวเนื้อแห้ง รสชาติหวานมัน กลิ่นน้อย เมล็ดแฟบ โดยเฉพาะหลินลับแลบางลูกแทบไม่มีเม็ดเลย แกะพูออกไม่ติดภาชนะ แม้กระทั่งกระเป๋าเสื้อ อาทิตย์นี้ "ท่องโลกเกษตร" ขึ้นเหนือฝ่าเปลวแดดมุ่งหน้าสู่ยอดดอย หาความจริงถิ่นกำเนิดทุเรียน "หลง-หลินลับแล" ที่เมืองแม่หม้าย อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์
ลับแลเป็นอำเภอหนึ่งของ จ.อุตรดิตถ์ ที่คนเรียกติดปากว่าเมืองลับแล ถือเป็นเมืองล้านนาโบราณที่มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมัยก่อนกรุงสุโขทัย ตามข้อสันนิษฐานของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ตั้งข้อสังเกตว่า เดิมชาวเมืองแพร่ เมืองน่าน ได้หนีข้าศึกไปหลบซ่อนตัวในป่ากลางหุบเขา และตั้งชุมชนอยู่บริเวณนี้ขึ้นมา อันเป็นพื้นที่ข้าศึกมองไม่เห็น และหายากเพราะอยู่ในหุบเขาที่เต็มไปด้วยป่ารกชัฏ หลบซ่อนตัวง่ายหรือที่ลึกลับจึงเรียกว่าลับแล
บางก็ว่าเดิมทีตั้งชื่อเมืองกัมโภช ที่อยู่ในอ้อมโอบของขุนเขาที่มีสภาพทางภูมิประเทศเป็นป่าเขาสลับซับซ้อน มีบรรยากาศเย็นสบาย ถึงเวลาพลบค่ำ ยามพระอาทิตย์ต่ำลงแสงแแดถูกตัดเหลี่ยมดอยม่อนฤๅษีเป็นฉากกั้น ทำให้แสงสลัวจึงได้ชื่อว่า "ป่าลับแลง" ซึ่งคำว่า "แลง" ในภาษาล้านนาแปลว่า เวลาเย็น ต่อมาเพี้ยนเป็น "ลับแล" ซึ่งกลายมาเป็นชื่อ อ.ลับแล แห่งนี้ในสมัยปัจจุบัน
ส่วนที่เรียกว่าเมืองแม่หม้าย ใช่ว่าเมืองแห่งนี้เต็มไปด้วยแม่ม่าย จนสร้างความสงสัยว่าเหตุไฉนที่ไร้สามี ก็มีเรื่องเล่าว่า เมื่อครั้งเก่าก่อนโน้น ใครไปลับแล ห้ามพูดโกหก ตำนานได้เล่าไว้ว่า ครั้งหนึ่งมีชายหนุ่มจากหมู่บ้านแห่งหนึ่งเดินทางไปหาของป่าในดงป่าลึก ได้พบเห็นหญิงสาวงามหลายคนเดินออกมาจากชายป่า ไปหยิบกุญแจที่ซ่อนไว้ตามพุ่มไม้ แล้วก็เดินหายลับเข้าป่าไปอย่างไร้ร่องรอย แต่ยังมีหญิงสาวอีกคนหนึ่งหากุญแจของตัวเอง ชายหนุ่มไปเห็นกุญแจวางอยู่บนพุ่มไม้จึงเก็บเอาไว้ แล้วบอกกับหญิงสาวคนนั้นว่า เขาได้เก็บกุญแจเอาไว้หากอยากได้ต้องพาไปในเมืองด้วย ทำให้เธอตกลงเพราะต้องการเข้าเมือง ในที่สุดทั้งสองอยู่ด้วยกันฉันสามีภรรยา จนมีลูกด้วยกัน 1 คน อยู่ในเมืองลับแล ซึ่งเป็นเมืองที่ได้กำหนดกติกาเอาไว้ว่ามาอยู่เมืองนี้ห้ามพูดโกหก
วันหนึ่งเธอออกจากบ้านเพื่อไปทำธุระ โดยฝากลูกไว้ให้สามีเลี้ยง ลูกร้องหาแม่ ผู้เป็นพ่อปลอบยังไงก็ไม่หยุดร้อง จึงบอกลูกไปว่า แม่มาแล้ว ลูกจึงหยุดร้อง แต่ชาวบ้านคนแถวนั้นได้ยินและต่างเห็นว่าชายหนุ่มคนนี้พูดโกหกจึงขับไล่เขาออกจากเมือง ภรรยาจึงกลายเป็นม่ายนั่นเอง
เราปักหลักที่ตัวเมือง จ.อุตรดิตถ์ เป็นจุดเริ่มต้น โดยมี บัญชา อรุณเขต ประธานสภาเกษตรจังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นผู้นำทางมุ่งหน้าสู่หมู่บ้านผามูบ ต.แม่พูล อ.ลับแล อยู่ตีนดอยม่อนน้ำจำ แหล่งกำเนิดทุเรียนพื้นเมืองหลง-หลินลับแล โดยมีจุดหมายปลายทางที่จะเดินทางต่อไปยัง "สวนทุเรียนร้อยปี" ของข้าราชการครูบำนาญ "ไพริน เรียนแผง" บนดอยที่บ้านห้วยทราย ต.แม่พูล ห่างไปราว 10 กม.
ระหว่างทาง บัญชา บอกว่า ใน จ.อุตรดิตถ์ มีพื้นที่ปลูกไม้ผลโดยเฉพาะทุเรียน ราว 4-5 หมื่นไร่ แต่ในส่วนของ อ.ไพริน มีพืชเศรษฐกิจหลัก 3 ชนิด คือทุรียน ลองกอง และลางสาด โดยเฉพาะมีพื้นที่เพาะปลูกรวมกว่า 1.6-2 หมื่นไร่ ในจำนวนกว่า 90% เป็นพันธุ์หมอนทอง รองลงมาจะเป็นพันธุ์หลงลับแลมีพื้นที่ราว 1,400-1,500 ไร่ ส่วนพันธุ์หลินลับแล พื้นที่เพาะปลูก 100 ไร่เท่านั้น โดยทุเรียนจะสร้างรายได้เข้า อ.ลับแล ปีละกว่า 2,000 ล้านบาท
ไพริน เล่าพร้อมชี้ให้เห็นดอยม่อนน้ำจำว่า ทั้งหลง-หลินลับแลต้นแรกขึ้นบนดอยแห่งนี้ ซึ่งทั้ง 2 ชนิดเป็นทุเรียนพื้นเมืองดั้งเดิม โดยหลงลับแล เจ้าของเดิมคือ นายลม-นางหลง อุประ อยู่บ้านนาปอย ต.แม่พูล ส่วนทุเรียนพันธุ์หลินลับแล เป็นของนายหลิน ปันดาล อยู่บ้านผามูบ ต.แม่พูล เช่นกัน ซึ่งนายหลินปลูกด้วยเมล็ดเมื่อปี 2493 แล้วเกิดการ กลายพันธุ์มีลักษณะที่แปลกกว่าทุเรียนพันธุ์อื่นๆ จึงนำไปให้เพื่อนบ้านกินกันหลายคนบอกว่ารสชาติดี
กระทั่งในปี พ.ศ.2520 เจ้าของต้นเดิมได้ส่งทุเรียนพันธุ์นี้เข้าประกวดในการประกวดทุเรียนที่ปลูกจากเมล็ด จัดโดยกรมวิชาการการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตรและจังหวัดอุตรดิตถ์ ปรากฏว่าทุเรียนพันธุ์หลงลับแลได้รับรางวัลยอดเยี่ยม ส่วนหลินลับแลได้รางวัลรองชนะเลิศ และได้รับรองพันธุ์ในวันที่ 20 กันยายน 2521 ต่อมาได้มีการสนับสนุนให้ชาวลับแลปลูกทุเรียนทั้ง 2 พันธุ์นี้มากขึ้นจนเป็นที่รู้จักของคนไทยทั่วประเทศ จนทำให้หลงลับแลขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 350-500 บาท แต่ที่หน้าสวน 200-250 บาท ส่วนหลินลับแลขายกิโลกรัมละ 500-700 บาท
"เดิมทีการปลูกทุเรียนทั้งสองสายพันธุ์นี้ กว่าจะโตจนเก็บผลผลิตได้ใช้เวลานาน 8-10 ปี แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาการขยายพันธุ์ด้วยการเสียบยอด ตอนกิ่งใช้เวลาเพียง 4 ปี ก็ได้ผลผลิตแล้ว แต่การปลูกชาวบ้านจะนิยมปลูกอยู่ในป่า ไม่ทำสวนแบบทุเรียนทั่วไป ไม่มีการรดน้ำ ปล่อยให้เทวดาดูแล ขั้นตอนการเก็บก็ลำบากเพราะต้นสูงต้องปีนเอา การขนส่งก็ยากลำบาก เนื่องจากปลูกบนภูเขาสูง ต้องใช้สลิงขนเข่งทุเรียนข้ามดอยหรือระหว่างดอย จากนั้นใช้จักรยานยนต์ลำเลียงลงมา ทำให้ราคาแพง" ไพริน กล่าวก่อนที่จะพาพวกเราจะนั่งรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อตะลุยขึ้นไปยังสวนทุเรียนร้อยปีในตอนสายของวันเดียวกัน (อ่านต่ออาทิตย์หน้า)
--------------------
(ท่องโลกเกษตร : ขึ้นดอยเข้า 'สวนทุเรียนร้อยปี' (1) หาความจริง 'หลง-หลินลับแล' : โดย...ดลมนัส กาเจ)



