ไลฟ์สไตล์

'แควมะค่า' ป่าใหญ่ปางสีดา

'แควมะค่า' ป่าใหญ่ปางสีดา

14 มิ.ย. 2558

ชวนเที่ยว : 'แควมะค่า' ป่าใหญ่ปางสีดา : เรื่อง / ภาพ ... นพพร วิจิตร์วงษ์

 
                      ฤดูฝนมาเยือนทีไร เหมือนปลุกป่าใหญ่ ต้นไม้ ใบหญ้า ให้ตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่น น้ำตกหลายแห่งที่แล้งน้ำเริ่มส่งสายน้ำเย็นชื่นใจลงสู่เบื้องล่าง  ได้เวลาที่คนเมืองอย่างเราจะได้ไปคลายร้อน แหล่งหย่อนใจในธรรมชาติที่ไม่ไกลเมืองหลวง ชื่อของ อุทยานแห่งชาติปางสีดา จ.สระแก้ว ลอยมาอันดับต้นๆ ด้วยเพราะเป็นอุทยานแห่งชาติที่นอกจากไม่ไกล กทม.แล้ว ยังครบรสเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ที่มีทั้งน้ำตกหลายตัว ผีเสื้อแสนสวยหลากหลายสายพันธุ์ที่สยายปีกออกจากดักแด้ในช่วงนี้พอดี และที่นี่ยังมีธรรมชาติที่สงบนัก 
 
                      ชักชวนเพื่อนอีก 2 คน  ติดต่อขออนุญาตอุทยานแห่งชาติ หรือ อช.ปางสีดา เพื่อเข้าไปท่องเที่ยวในเส้นทาง น้ำตกแควมะค่า ซึ่งที่นี่เก็บตัวเงียบมานาน และดูเหมือนจะยังเงียบต่อไป  
 
                      เพื่อนฉันเคยเข้าไปเส้นทางนี้มาแล้ว แต่ไปได้แค่น้ำตกม่านธารา ด้วยเพราะน้ำใสๆ ปริมาณพอแช่เล่นสนุก จนหลงใหลไม่ต้องไปไหนต่ออีก ทริปนี้เราก็ตกลงกันว่า ตั้งแคมป์นอนกันที่นี่ แล้วค่อยเดินเข้าไปเที่ยวชมน้ำตกแควมะค่าแทน
 
                      จากกรุงเทพฯ ไป อช.ปางสีดา เส้นทางสะดวกสบายตลอด จะใช้เส้นทางลัดเข้าทางเขาหินซ้อน หรือจะตรงไป อ.กบินทร์บุรีแล้วแยกเข้าตัวเมืองสระแก้วก็ได้เหมือนกัน ทางเข้าปางสีดาอยู่ตรงตลาดกลางเมืองสระแก้วนั่นเอง มีป้ายบอกทางไปเรื่อย ถนนเส้นรองนี้เชื่อมต่อไปได้ถึงตลาดโรงเกลือ อ.อรัญประเทศ ประชิดด่านพรมแดนเมืองปอยเปตของกัมพูชาเลย
 
                      อช.ปางสีดา มีถึง 8 หน่วยย่อย กระจายดูแลผืนป่าดงพญาเย็นฝั่งตะวันออกนี้ ที่ทำการอุทยานฯ ตั้งอยู่ที่หน่วย ปด.4  แต่เรานัดเจ้าหน้าที่ไว้ที่หน่วยย่อย ปด.5 ก่อนถึงจุดชมวิวที่ กม.25 โดยจะผ่านน้ำตกปางสีดา โป่งผีเสื้อ ทุ่งหญ้าบุตาปอด ซึ่งเป็นจุดชมกระทิงของผืนป่านี้ด้วย  ถนนเป็นดินลูกรังอัดแน่น รถเก๋งใจถึงๆ ก็ขึ้นไปได้เหมือนกัน 
 
                      หลังจัดเตรียมเสบียงเรียบร้อย ด้วยความโอ้เอ้ กว่าจะได้ขึ้นเป้เดินเท้าก็ปาเข้าไป 11 โมงกว่า  ตั้งต้นกันตรงจุดชมวิวด้านบนนั่นเอง ก่อนออกเดินเท้า เจ้าหน้าที่ชี้ให้ดูจุดที่เราจะไป  มันช่างอยู่ลิบๆๆๆ นู้นนนน ที่พวกเรา 3 คนกับเจ้าหน้าที่อีก 3 คนจะไปกัน ซึ่งเส้นทางเข้าไปน้ำตกแควมะค่า ถือว่าเป็นเส้นทางเดินป่าระยะไกลสุดของผืนป่าแห่งนี้  
 
                      จังหวะเริ่มออกเดินเท้า ฟ้าครึ้ม เมฆหม่นคล้อยต่ำลงเรื่อยๆ บนทิวเขาที่เห็นอยู่เบื้องหน้า และนั่นก็เป็นเส้นทางของเราซะด้วย  เดินไปได้ไม่นานนัก ฝนเริ่มโปรยละออง ก่อนจะตกหนักขึ้นเรื่อยๆ ทั้งตัวทั้งเป้เปียกชุ่ม แต่ก็ช่วยให้คลายเหนื่อย คลายร้อน บรรยากาศแบบนี้แหละที่อยากเจอเป็นที่สุด  
 
                      พวกเราก้าวตามเจ้าหน้าที่นำทางไปเรื่อยๆ เท้าก้าวย่ำไปตามเส้นทางสันเขาที่ตอนนี้เจิ่งนองไปด้วยน้ำ บางช่วงถึงตาตุ่ม เส้นทางนี้เป็นถนนสายความมั่นคง หลังทางขาดก็ปล่อยทิ้งร้าง หลักกม. ป้ายบอกทางยังหลงเหลือให้เห็น ต้นไม้ข้างทางชุ่มโชกไปด้วยสายฝน แต่ก็แผ่ซ่านความชุ่มฉ่ำออกมาให้รู้สึกได้  
 
                      “ผืนป่าปางสีดา เป็นป่ารอยต่อกับทับลานและเขาใหญ่ เป็นผืนป่าดงพญาเย็นที่กว้างใหญ่จนได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ ในส่วนของฝั่งปางสีดานี่เคยเป็นพื้นที่สัมปทานไม้มาก่อน แต่เมื่อเวนคืนก็มีการดูแลเข้มงวด จนป่าฟื้นตัวมาได้”   พอได้มาเห็นของจริง เห็นถึงความอุดมและสวยงามของผืนป่าอันเป็นที่มาของชื่อห้วยมะค่า และแควมะค่า ก็อดนึกถึงถ้อยคำที่เคยได้ยินได้ฟังอดีตหัวหน้าอช. บอกกับนักเรียนที่มาช่วยกันทำโป่งกระทิงไม่ได้   
 
                       เดินกันมาถึงหลักกม.40 ถึงได้ตัดลงหุบ ฝนเริ่มซาลง ทำให้เดินผ่อนแรงสบายๆ แล้วยังได้แวะพักต้มน้ำจิบกาแฟอุ่นๆ กลางทาง ราวๆ 4 โมง เราก็เลาะถึงธารน้ำ ที่ยังเห็นลานหินโผล่ตรงกลาง เราเลาะข้างธารน้ำไปเรื่อย แล้วไม่นานก็ถึงจุดตั้งแคมป์ของเรา เหนือน้ำตกม่านธารา  น้ำตกที่ไหลตกจากหน้าผาลักษณะคล้ายม่านน้ำกว้างราว 30 เมตร สูง 15 เมตร แต่ธารน้ำกว้างๆ ตื้นๆ เหนือน้ำตกนี่เอง ที่ทำให้เพื่อนฉันหลงใหลจนไม่ยอมเดินต่อมาแล้ว คราวหน้ามาเห็นเอง ก็แทบจะเป็นความรู้สึกเดียวกัน ...  เราจะพักที่นี่ 2 คืนแล้วกัน 
 
                      วันรุ่งขึ้นหลังมื้อเช้า เตรียมเสบียงมื้อเที่ยง สะพายกล้องออกเดินทางมุ่งหน้าน้ำตกแควมะค่า สบายหน่อยตรงที่ไม่ต้องแบกสัมภาระมาทั้งหมด ทำให้เดินทำเวลาได้ดี เพราะมีทั้งไต่ขึ้นไต่ลงเขา แม้ระยะจะไม่ไกล 
 
                      รายทางต้นไม้ใหญ่ ร่องรอยสัตว์ป่า ทำให้ฉันรู้สึกหลงรักความสมบูรณ์ของที่นี่เข้าเต็มเปา (แต่จะไปเดินอีกคงต้องทบทวนพละกำลังกันใหม่) เจ้าหน้าที่บอกว่า เวลาออกลาดตะเวนแต่ละครั้งไปกันหลายคน ใช้เวลาเป็นอาทิตย์ เป็นเดือน ... อย่าถามถึงผลตอบแทนที่เป็นตัวเงินเลย ฉันว่ามันช่างน้อยนิดเมื่อเทียบกับภารกิจอันหนักอึ้ง แต่มันช่างเป็นคุณค่าทางจิตใจ คือความรักผืนป่า สัตว์ป่า และการรักษามันไว้เป็นสมบัติส่วนรวมของลูกหลานได้มากกว่า 
 
                      เดินกันไป คุยกันไป เพลินๆ ก็ด้ยินเสียงน้ำตกใหญ่แว่วเข้ามา ถึงตรงนี้ไต่กันระห่ำทีเดียว แล้วไม่นาน ก็หลุดลงมาถึงลานหิน “น้ำตกแควมะค่า” ที่ดั้นด้นมาหา ช่างยิ่งใหญ่กว่าที่คิดไว้มาก เชฟน้ำตกสวยงาม สายน้ำไหลลาดลงมาตามผาหินระยะความสูงประมาณ 70 เมตร  แต่น้ำยังไม่มาก แถมแดงอีกต่างหากเพราะฝนที่เพิ่งตกไปก่อนรุ่งสางนั่นเอง 
 
                      พักเหนื่อย กินข้าวเที่ยง จิบกาแฟกันหน้าน้ำตก แช่น้ำเล่นกันอีกพักใหญ่ ค่อยเดินกลับแคมป์ ไปแช่น้ำเล่นที่ม่านธารากันอีกยกใหญ่ ... ปางสีดาที่เคยร้อนแล้ง ยามนี้ช่างชุ่มฉ่ำยิ่งนัก 
 
                      ขากลับวันรุ่งขึ้นยังไม่วายเจอฝนอีก ไต่ทางชันย้อนกลับทางเดิม ซึ่งเหมือนจะหนักกว่าขามา แถมทางสันเขาเดินยังไงก็ไม่พ้นสักที กว่าจะทะลุออกมาถึงจุดชมวิวได้ ขาก็เกือบหลุดไปเหมือนกัน (ฮา)
 
                      เส้นทางเดินป่าระยะไกลของผืนป่าปางสีดา ทำให้เห็นชัดเจนว่า หากดูแลอนุรักษ์อย่างจริงจัง ผืนป่าก็พร้อมจะคืนความอุดมสมบูรณ์กลับคืนมา
 
 
 
 
--------------------
 
(ชวนเที่ยว : 'แควมะค่า' ป่าใหญ่ปางสีดา : เรื่อง / ภาพ ... นพพร วิจิตร์วงษ์)