
ความฝันวันฉลองประชาคมอาเซียน
14 มิ.ย. 2558
ท่องไปกับใจตน : ความฝันวันฉลองประชาคมอาเซียน : โดย...ธีรภาพ โลหิตกุล [email protected]
นับถอยหลัง อีกไม่ถึง 200 วัน ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจะเกิดขึ้นกับภูมิภาคของเรา จาก “สมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” (ASEAN) กลายเป็น “ประชาคมอาเซียน” (AC - ASEAN Community) ในวันที่ 31 ธันวาคมนี้ วันที่ประชากรอาเซียนกว่า 650 ล้านคน จะเป็นครอบครัวเดียวกัน แล้วเปลี่ยนความเฉยเมย เป็นความใส่ใจดูแลกัน เปลี่ยนความห่างเห็นเป็นความใกล้ชิด เปลี่ยนการแข่งขันเป็นความร่วมมือ เปลี่ยนอดีตที่เคยบาดหมาง เป็นการกอดคอกันก้าวสู่อนาคต เปลี่ยนพวกเขาเป็นพวกเรา เพื่อเปลี่ยนความฝันให้กลายเป็นความจริง ภายใต้ปรัชญา “เอกภาพบนความแตกต่างหลากหลาย” (Unity in Diversity)
ผมประทับใจสุนทรพจน์ของคุณสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน ที่ยอมรับว่าอาเซียนมีความแตกต่างกันมาก ทั้งศาสนา ภาษา วัฒนธรรม แต่เราจะทำให้ความขัดแย้งนั้น ย้อนกลับมาทำลายเรา หรือเราจะแปรความขัดแย้งนั้นให้กลาย “มูลค่า” (Value) หรือ “ต้นทุน” (Asset) ในการพัฒนาภูมิภาคของเราให้ดีขึ้น
เรามาลองแปรความขัดแย้งให้กลายเป็นมูลค่า หรือต้นทุน ให้เห็นกันชัดๆ เลยดีไหมครับ สมมุติเราจะจัดงานเฉลิมฉลองการสถาปนาประชาคมอาเซียน วันที่ 31 ธันวาคม นี้ เราจะออกแบบงานนี้อย่างไร? กิจกรรมแรก ผมมองไปที่แนวชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ในอดีต เรามีปัญหาเส้นเขตแดนกันมาตลอด ถึงวันนี้ ก็ยังปักปันเขตแดน (มรดกบาปที่เจ้าอาณานิคมทิ้งไว้) ไม่เสร็จสิ้น จะเสร็จเมื่อไรไม่มีใครรู้ แต่ที่แน่ๆ ไทยกับเพื่อนบ้าน 3 ประเทศ มีวัฒนธรรมร่วมกันคือการนับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท ผมจินตนาการถึงงานมหกรรม “ตักบาตร 7 สะพาน 4 แผ่นดิน” (ไทย พม่า ลาว กัมพูชา”) โดยนิมนต์พระจากทั้งสองฝั่งแดน ขึ้นมารับบิณฑบาตบนสะพานมิตรภาพร่วมกัน คือ 1.สะพานมิตรภาพไทย - ลาว 1 หนองคาย - เวียงจันทน์ 2.นครพนม - คำม่วน 3.มุกดาหาร - สะหวันนะเขด 4.เชียงของ - ห้วยทราย 5.สะพานมิตรภาพลาว - พม่า (บ่อแก้ว - ท่าขี้เหล็ก) 6.สะพานมิตรภาพไทย - พม่า (แม่สอด - เมียวดี)
ส่วนเขตแดนไทย - กัมพูชา ไม่มีสะพานมิตรภาพ อาจใช้พื้นที่ที่เหมาะสม บริเวณด่านอรัญประเทศ - ปอยเปต เป็นสะพานใจ จัดกิจกรรมตักบาตรมิตรภาพร่วมกันได้ หรือด่านชายแดนทุกจุด จะนัดหมายมาตักบาตรมิตรภาพกันก็ยิ่งดี กิจกรรมนี้ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก กับเมืองเมียวดีของพม่า เคยจัดเป็นแบบอย่างครั้งแรกในงานฉลอง 15 ปีสะพานมิตรภาพ ไทย - พม่า พ.ศ.2555 โดยนิมนต์พระสงฆ์ฝั่งละ 99 รูป ขึ้นไปรับบิณฑบาตร่วมกันบนสะพานมิตรภาพ กลายเป็นภาพประวัติศาสตร์ที่น่าประทับใจยิ่ง จากนั้นช่วงสาย จะต่อยอดด้วยกิจกรรม “ปั่นจักรยานมิตรภาพข้ามประเทศ” ก็ยิ่งเท่กันไปใหญ่ งานนี้หอการค้าจังหวัดตากกับเมืองเมียวดี จัดเป็นประเพณีกันมาร่วม 20 ปีแล้ว แต่ละปีมีจักรยานจากฝั่งไทยนับ 2,000 คัน ปั่นข้ามสะพานมิตรภาพ โดยมีจักรยานของชาวเมียวดีราว 800 คันปั่นมาต้อนรับ ชวนกันไปกินข้าว ไปชมการแสดง แล้วไปเที่ยววัด ไปทำบุญ ซื้อของฝาก ก่อนปั่นกลับด้วยความอิ่มเอมใจ คิดดูว่าถ้ามีการปั่นจักรยานมิตรภาพแบบนี้ ทั้ง 7 สะพาน 4 แผ่นดิน เพื่อฉลองประชาคมอาเซียน จะเป็นภาพที่ชวนขนลุกเพียงใด
และในท่ามกลางความแตกต่าง หลายคนอาจไม่ทราบว่า ใน 10 ประเทศอาเซียนนั้น มีถึง 7 ประเทศที่มีการแสดงโขนรามเกียรติ์ หรือรามายณะ แม้ชุดการแต่งกายจะแตกต่างกัน แต่เดินเรื่องตามมหากาพย์รามายณะของชาวฮินดูในอินเดีย คือมีพระราม พระลักษมณ์ นางสีดา ทศกัณฐ์ หนุมาน เป็นตัวละครเอกเหมือนกัน ไม่เว้นแม้แต่ฟิลิปปินส์ ซึ่งประชากรส่วนใหญ่ถือคริสต์ และประเทศที่มีประชากรเป็นมุสลิมมากที่สุดในโลกอย่างอินโดนีเซีย ทั้งนี้เพราะมหากาพย์ฮินดูเรื่องนี้ แพร่หลายเข้ามาก่อนชาวฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่จะนับถือคริสต์ และชาวอินโดนีเซียจะนับถืออิสลาม “มหกรรมรามายณะ” จึงเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่เหมาะกับการเฉลิมฉลองประชาคมอาเซียน ซึ่งนับเป็นเรื่องน่ายินดี ที่ทราบว่ากระทรวงวัฒนธรรมของไทย มีโครงการจัดมหกรรมรามายณะอาเซียน เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในช่วงเดือนธันวาคม นี้ อย่างที่เคยจัดมาแล้วในปี 2554 โดยมี 7 ประเทศอาเซียนเข้าร่วม คือไทย กัมพูชา พม่า ลาว สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และยังเชิญอินเดียในฐานะต้นกำเนิดของมหากาพย์รามายณะ มาร่วมแสดงเป็นประเทศที่ 8 ด้วย
มีโขนรามเกียรติ์แล้วก็ต้องมีแฟชั่นโชว์อีกสองรายการ คือแฟชั่นโชว์ผ้าทอพื้นบ้านของชนเผ่าอันหลากหลายในอาเซียน กับแฟชั่นโชว์ผ้าบาติก หรือผ้าปาเต๊ะ ซึ่งมาเลเซียกับอินโดนีเซียเคยแย่งกันนำเสนอเป็น “มรดกโลกทางภูมิปัญญา” (Intangible cultural heritage) พร้อมกับกริช หนังตะลุง (วายัง กุลิต) และเพลง “ราซะซายังเอ” จนกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศมาแล้ว ทั้งๆ ที่มรดกวัฒนธรรมเหล่านั้น เป็นภูมิปัญญาร่วมของชาวมลายูแถบหมู่เกาะทะเลใต้ มาเนิ่นนานก่อนที่ฝรั่งตาน้ำข้าวเจ้าอาณานิคม จะมาขีดเส้นแบ่งเขตแดนเป็นประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ บรูไน ฯลฯ เสียอีก ดังนั้น เมื่อจะเป็นครอบครัวเดียวกันในนามประชาคมอาเซียนแล้ว แทนที่จะแย่งกันเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ก็มาจัดงานฉลองกันให้ครึกครื้นจะดีกว่า รวมถึงไทยกับกัมพูชา ที่แย่งกันเป็นเจ้าของหนังใหญ่ และท่าจีบมือในการฟ้อนรำ ก็ควรจัดงานฉลองร่วมกันด้วย
อีกกิจกรรมหนึ่งที่ผมฝันจะได้เห็น คือมหกรรมเรือพายและรถถีบพื้นบ้านแห่งอาเซียน เพราะยานพาหนะสองอย่างนี้ มีความแตกต่างหลากหลายอย่างสนุกสนานและมีสีสันมาก ผมนึกถึงสถานที่จัดงานที่มีบึงน้ำและมีถนนคนเดินอยู่โดยรอบ ในน้ำมีเรือแจวด้วยเท้าจากทะเลอินเลในพม่า มาโชว์พร้อมกับเรือแบบใช้สองเท้าถีบ รวมทั้งเรือกระจาดรูปทรงกลม ไม่มีหัวไม่มีท้าย แต่พายได้จากเวียดนาม เรือแมงมุมจากอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ เรือกะละมังจากทะเลสาบเขมร ส่วนไทยเรา ผมเสนอส่ง “เรือผีหลอก” คือเรือหาปลาแบบที่พายไปในคืนเดือนมืด แล้วปลากระโดดขึ้นมาให้จับได้โดยง่าย …เข้าประกวด ส่วนบนถนนรอบบึงน้ำ มีรถสามล้อแบบผู้โดยสารเป็นแนวหน้า ที่เรียกว่า “ซีโคล่” จากเวียดนาม รถ “ไซกา” หรือสามล้อพม่าที่ให้ผู้โดยสารนั่งข้าง กับรถสามล้อถีบของไทย รวมถึงรถม้าลำปาง รถม้าชวา รถม้าดาลัต เวียดนาม และรถม้าเมเมียวจากพม่า มาคอยบริการรับส่งผู้เข้ามาชมงาน
หากจะแถมอีกกิจกรรม ผมเสนอ “มหกรรมคอแข็งเอาบุญ” โดยเชิญสาวบาหลีจากอินโดนีเซีย สาวมอญสังขละบุรี สาวพม่าจากเมืองยะไข่ สาวชาวจามจากเวียดนามตอนใต้ มาโชว์ลีลาการ “ทูน” สำรับกับข้าว หม้อน้ำ กระจาดผลไม้ และสารพัดสิ่งที่สาวๆ ชาวอาเซียนเหล่านี้นิยมทูนไปวัดหรือไปตลาด จนผมให้สมญาว่าเป็นชาติพันธุ์คอแข็งเอาบุญ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ เป็นเพียง “หนังตัวอย่าง” ของความเหมือนและความต่างของวัฒนธรรมอาเซียน ซึ่งเป็นทั้งต้นทุนและมูลค่าที่ชาวอาเซียนควรภาคภูมิใจ และนำเสนอให้โลกประจักษ์ ไม่ใช่มาทะเลาะแย่งกันเป็นเจ้าข้าวเจ้าของให้อายชาวโลกเขา
--------------------
(ท่องไปกับใจตน : ความฝันวันฉลองประชาคมอาเซียน : โดย...ธีรภาพ โลหิตกุล [email protected])



