
ตามรอยฟื้นฟูตามหลักพระราชา
09 มิ.ย. 2558
สังคม : ตามรอย ฟื้นฟูตามหลักพระราชา
ร่วมแรงร่วมใจกันมากว่า 2 ปี สำหรับการพัฒนาฟื้นฟูลุ่มแม่น้ำป่าสัก หวังแก้ไขและป้องกันปัญหาน้ำท่วม เพิ่มความอุดมสมบูณณ์ให้ประชาชนในวงกว้าง ในปีนี้จึงเป็นช่วงเวลาของการสานต่อโครงการ “พลังคนสร้างสรรค์โลก รวมพลังตามรอยพ่อของแผ่นดิน” ปีที่ 3 โดย บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิตจำกัด จับมือกับสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง และมูลนิธืกสิกรรมธรรมชาติ พร้อมพันธมิตรหลายภาคส่วน ร่วมปฏิบัติการด้วยศาสตร์ของพระราชชาอย่างต่อเนื่อง โดยมีการแถลงข่าว เล่ารายละเอียดโครงการ และเปิดรับอาสาสมัครร่วมฟื้นฟูพื้นที่ลุ่มแม่น้ำป่าสักตลอดการเดินทาง 9 วัน บริเวณ สยามสมาคมในพระบรมราชูปภัมภ์ เมื่อวันก่อน
ไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบิหาร บริษัท เชพรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า ในปีที่แล้วโครงการได้เดินทางฟื้นฟูพัฒนาพื้นที่ลุ่มแม่น้ำป่าสัก ใน จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งโครงการนี้ผลตอบรับดีขึ้น โดยได้ระดมความร่วมมือจากหลายหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน นักวิชาการ นักประชาสังคม ประชาชนในพื้นที่ รวมถึงจิตอาสาที่ตอนนี้มีประมาณ 2,000 กว่าคนแล้ว ด้วยการใช้ทฤษฎีที่เข้าใจง่ายทำได้จริง เช่น การขุดหลุมขนมครกเพื่อกักเก็บชะลอน้ำ การปรับปรุงหน้าดินฟื้นฟูทรัพยากร ให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเป็นวงกว้าง ในปีนี้มีการรณรงค์ ตั้งแต่วันที่ 18-26 ก.ค.2558 ในพื้นที่ จ.ลพบุรี และพัฒนาพัฒนาพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ ต่อเนื่องจากปีที่แล้วด้วย ใช้รูปแบบการเดินทางจากอาสาสมัครทั้งการวิ่ง เดิน ปั่นจักรยาน ขับเคลื่อนได้ทั่วถึงทุกชุมชน ทุกพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีเส้นทางขึ้นไปสัมผัสความอุดมสมบูรณ์ของ “ซับลังกา” ป่าสมบูรณ์ผืนสุดท้ายในเขตภาคกลาง อันเป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำของลุ่มน้ำป่าสักอีกแห่งหนึ่ง ที่นั่นทุกคนจะได้เรียนรู้ความสำคัญของการอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ และดิน อันเป็นแหล่งกำเนิดของอาหารและที่ดินทำกินของการเกษตร รวมทั้งกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับกสิกรรมธรรมชาติ และภูมิปัญญาท้องถิ่น
ในด้านภาคปฏิบัติ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร ประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง และมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ กล่าวถึงโมเดลการขับเคลื่อนในภาคประชาชนว่า จากปีก่อนเราใช้วิธีขุดหลุมขนมครกเพื่อรองรับน้ำบนพื้นที่สูงไม่ให้ไหลลงมาเยอะเกินไป พร้อมกักเก็บน้ำเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้พื้นที่นั้นๆ ปีนี้ได้ประยุกต์วิธีการให้ทุกบ้านได้กักเก็บน้ำจำนวนมากตามวิธีของตัวเองที่สามารถทำได้ อาจไม่ใช่การขุดหลุมแต่ใช้วัสดุเก็บกักน้ำ หรือยกคันนานิดหน่อยก็สามารถสำรองน้ำได้ฝนตกมาเก็บให้มากที่สุดไม่เดือดร้อนตัวเอง คนข้างล่างก็ไม่ถูกน้ำท่วมไปด้วย
“แนวคิดนี้เริ่มมีคนนำไปทำเยอะมาก ตอนแรกเราขอเวลา 9 ปี ให้คนเข้าใจ ปรากฏว่า 2 ปีกว่า เกิดเป็นรูปธรรมมากเกิดกว่าที่คาดคิดไว้ เดิมทีวิธีนี้พระบามสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเคยทำให้ดูเป็นตัวอย่าง พระองค์ท่านพระราชทานเงินให้ไปซื้อที่มาออกแบบหนองน้ำ โคก หนอง นา ประยุกต์เป็นทฤษฎีใหม่ปลูกและใช้นาใช้ป่ากักเก็บน้ำ ปรับเปลี่ยนรูปแบบตามพื้นที่ให้ชาวบ้านนำไปจัดการในที่ดินตัวเองได้ง่ายๆ โดยการดำเนินงานในปีนี้เราเลือกพื้นที่ จ.ลพบุรี เพราะเป็นที่ตั้งของเขื่อนป่าสักที่ยังมีปัญหาภูเขาหัวโล้น ตะกอนดินทับถมแต่ก็มีป่าดิบผืนสุดท้ายของภาคกลางทำหน้าที่เก็บน้ำได้อย่าสมบูรณ์ เป็นความมหัศจรรย์ที่ทุกคนรักษาไว้ได้ ซับลังกาจึงเป็นจุดสุดท้ายที่เราจะไปแสดงพลังขอปกป้องรักษาป่าแบบนี้และสร้างเพิ่มให้ได้ สุดท้ายที่จังหวัดนี้ยังมีหน่วยสงครามพิเศษที่ใช้สมอง และมวลชน ร่วมกันเรียนรู้รักษาป่าสามารถชวนชาวบ้านมารวมรักษาพื้นที่ลุ่มน้ำด้วยเป็นเรื่องง่ายเพราะเรามีตัวอย่างหน่วยงานที่ทุ่มเทเอาจริงเอาจังเรื่องนี้ คาดว่าการร่วมมือนี้จะทำให้อนาคตลุ่มป่าสักกลายเป็นพื้นต้นแบบที่มีการจัดงานอย่างครบถ้วนแท้จริง” ดร.วิวัฒน์ กล่าว



