ไลฟ์สไตล์

'ท้องผูก' เรื่องทรมานของหนูน้อย

'ท้องผูก' เรื่องทรมานของหนูน้อย

08 มิ.ย. 2558

'ท้องผูก' เรื่องทรมานของหนูน้อย : คอลัมน์ ดูแลสุขภาพ

 
 
          เพราะการที่ลูกน้อยจะเจริญเติบโตขึ้นมามีสุขภาพแข็งแรงได้นั่น ต้องประกอบไปด้วยองค์ประกอบหลายอย่าง หนึ่งในนั่นก็คือการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และเหมาะสมกับเด็กแต่ละช่วงวัย เอื้อต่อการย่อยอาหารในเด็กเพราะเด็กแต่ละช่วงวัยมีระบบการย่อยอาหารที่แตกต่างกัน คุณพ่อคุณแม่จึงควรใส่ใจในการเลือกอาหารและไม่ควรมองข้ามแม้เรื่องเล็กน้อย มิฉะนั่นสิ่งที่ตามมาก็คือปัญหาสุขภาพซึ่งส่งผลต่อพัฒนาการด้านร่างกายและอารมณ์ของลูกน้อยได้เช่นกัน 
 
          การที่เราจะสังเกตลูกน้อยว่ามีอาการท้องผูกหรือไม่นั้นดูได้จากความถี่ของการถ่ายอุจจาระ ถ้าน้อยกว่า 3 ครั้งใน 1 สัปดาห์ หรืออาจถ่ายอุจจาระทุกวันแต่ต้องเบ่งมากและอุจจาระแข็งอาจจะเป็นก้อนเล็กๆ คล้ายลูกกระสุนปืนอัดลม หรือเป็นก้อนที่มีขนาดใหญ่และแข็งมากทำให้เกิดความเจ็บปวดขณะเบ่งถ่าย บางครั้งอาจมีเลือดปนออกมาด้วย ซึ่งเด็กอาจมีอาการท้องผูกได้ทุกช่วงวัย พบมากที่สุดคืออายุ 6 เดือนถึง 4 ปี มีสาเหตุแตกต่างกันไปในเด็กแต่ละคน การท้องผูกมักเกิดจากปัจจัยหลายอย่างร่วมกัน ได้แก่ 
 
          1.เด็กเปลี่ยนจากนมแม่หรือนมวัวดัดแปลงมาเป็นนมวัวธรรมดา อาจเกิดท้องผูกได้ เนื่องจากนมวัวมีอัตราส่วนของโปรตีนต่อคาร์โบไฮเดรตสูงกว่านมแม่
 
          2.เด็กที่ดื่มน้ำน้อยหรือสูญเสียน้ำมากจากอากาศที่ร้อนหรือเป็นไข้ อุจจาระจึงมีลักษณะที่แข็งขึ้นทำให้ขับถ่ายลำบาก
 
          3.เด็กไม่ชอบรับประทานผักและผลไม้
 
          4.สาเหตุที่พบบ่อยในช่วงวัยอนุบาลคือ เด็กห่วงเล่นและกลั้นอุจจาระจนเป็นนิสัย
 
          5.เด็กที่ถูกฝึกให้ขับถ่ายเร็วเกินไปยังไม่พร้อมที่จะขับถ่ายเอง หรือเด็กที่มีความกังวลเกี่ยวกับการขับถ่าย ทำให้เกิดความเครียดและมีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างเด็กและพ่อแม่ผู้ปกครอง 
 
          แต่ยังมีเด็กส่วนหนึ่งที่มีอาการท้องผูกจากโรคทางกายอื่นๆ เช่น โรคลำไส้ใหญ่ส่วนปลายไม่มีปมประสาท โรคเกี่ยวกับประสาทไขสันหลัง โรคต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย ภาวะผิดปกติของเกลือแร่แคลเซียมและโพแทสเซียม หรือผลข้างเคียงจากยาบางอย่าง เป็นต้น
 
          วิธีการป้องกันและดูแลเบื้องต้นสำหรับเด็กที่มีอาการท้องผูกบ่อยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 อาหาร ควรเลือกรักรับประทานอาหารที่มีเส้นใยและการดื่มน้ำอย่างเพียงพอ เป็นหัวใจสำคัญของการป้องกันและรักษาอาการท้องผูก ส่วนที่ 2 การฝึกนิสัยการขับถ่ายให้เด็กถ่ายอุจจาระทันทีที่มีความรู้สึกอยากถ่าย ควรฝึกให้นั่งถ่าย 10-15 นาทีทุกวันในเวลาเดิม 
 
          โดยเวลาที่เหมาะสมคือหลังเวลาอาหาร เพราะจะมีการกระตุ้นให้ลำไส้ใหญ่บีบตัวและช่วยให้ก้อนอุจจาระเลื่อนผ่านออกมาง่ายขึ้น ควรกล่าวชมเชย เพื่อให้ลูกมีความตั้งใจที่จะฝึกขับถ่ายให้สม่ำเสมอต่อไป ส่วนยาระบายควรปรึกษาแพทย์ว่าจะใช้ยาชนิดไหนและอย่างไร ไม่ควรซื้อยาระบายหรือยาสวนมาใช้เองเพราะเป็นการรักษาที่ไม่ถูกต้องจะทำให้อาการแย่ลง ที่สำคัญจะทำให้เด็กไม่ได้รับการตรวจเพื่อหาโรคทางกายที่อาจพบร่วม
 
          อย่างไรก็ตาม หากพบภาวะที่เด็กถ่ายอุจจาระเล็ด เลอะเทอะกางเกง จะทำให้เกิดปัญหาพฤติกรรมการขับถ่ายเรื้อรัง อุจจาระจับเป็นก้อนแข็งขนาดใหญ่มากเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดการอุดตันได้ การเบ่งอุจจาระมากๆ ทำให้เกิดรอยฉีกบริเวณทวารหนัก และมีเลือดออก การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ อาจสัมพันธ์กับภาวะท้องผูกเรื้อรัง มีอาการปวดท้อง ท้องอืด อาเจียน รับประทานอาหารน้อยและมีการเจริญเติบโตช้า น้ำหนักน้อย ควรรีบนำส่งแพทย์ทันทีไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นานเด็กอาจเกิดอันตรายได้
 
พญ.พัชร เกียรติสารพิภพ
กุมารแพทย์ระบบทางเดินอาหารและตับ 
โรงพยาบาลปิยะเวท
 
.......................................
(หมายเหตุ 'ท้องผูก' เรื่องทรมานของหนูน้อย : คอลัมน์ ดูแลสุขภาพ)