
โซนนิ่งร้านเหล้าถึงเวลาลุงตู่โอบป้องเยาวชน
โซนนิ่งร้านเหล้า ถึงเวลาลุงตู่โอบป้องเยาวชน : ทีมข่าวภูมิภาค
ถ้าจะอ้างถึงการเสียชีวิตของ อาทิตย์ สายสล้าง นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต จากการถูกคนร้ายที่เขม่นกันในร้านเหล้ารุมทำร้าย มาเป็นเหตุผลเรียกร้องให้รัฐบาลใช้ความเด็ดขาดจัดการกับปัญหาอาชญากรรมทำนองนี้ ที่ส่วนหนึ่งมักเริ่มต้นมาจากร้านเหล้าเป็นส่วนใหญ่ ก็คงไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทีเดียวนัก
เพราะเหตุการณ์แบบนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก และทุกครั้งที่มีนักศึกษาเสียชีวิตจากเหตุทะเลาะวิวาทในร้านเหล้า รัฐบาลสมัยนั้นก็มักถูกทวงถามถึงกฎหมาย โซนนิ่งร้านเหล้าใกล้สถานศึกษา ที่ภาคสังคมพร่ำขอจากรัฐบาลมาทุกยุคทุกสมัย
แต่ไม่น่าเชื่อว่าไม่เคยมีรัฐบาลชุดไหนเลยที่คิดผลักดันกฎหมายฉบับนี้ออกมาบังคับใช้อย่างจริงจัง นอกจากประวิงเวลาให้กระแสเลือนรางไปเอง
แต่ไม่แน่ว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งชัดเจนว่ามาจากการทำรัฐประหารที่มีกฎหมายพิเศษอยู่ในมือหลายมาตรา อาจใส่ใจพิจารณาข้อเสนอของ เครือข่ายเยาวชนป้องกันนักดื่มหน้าใหม่ ที่เพิ่งเข้ายื่นหนังสือเรียกร้องให้รัฐบาลออกกฎหมายห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รอบมหาวิทยาลัย ในรัศมี 500 เมตร ตาม พ.ร.บ.เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ที่ผ่านมา หรือหากจะเห็นชอบกับข้อเสนอของ นพ.สมาน ฟูตระกูล ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค ที่ต้องการให้รัฐบาลใช้ มาตรา 44 หรือ อำนาจพิเศษ จัดการกับแหล่งบันเทิง และร้านเหล้ารอบสถานศึกษา ก็จะยิ่งน่ายินดีที่เยาวชนไทยจะได้มีเกราะป้องกันทางสังคมเสียที เพราะต้องยอมรับว่าทุกวันนี้ มหาวิทยาลัยแทบทุกแห่ง ถูกรายล้อมไปด้วยสถานบันเทิง และแหล่งอบายมุขที่มีเสรีภาพค่อนข้างมาก
ฉะนั้น หากจะพูดถึงการเสียชีวิตของ อาทิตย์ เด็กหนุ่มที่กำลังมีอนาคต และมีดีกรีเป็นถึงนักฟุตบอลอาชีพของ สโมสรมหาวิทยาลัยรังสิต ก็คงต้องบอกว่า นี่คือการจุดประเด็นครั้งสำคัญที่รัฐบาล คสช.จะประวิงเวลาต่อไปอีกไม่ได้แล้ว
ยิ่งเมื่อกลับไปสำรวจข้อมูลใน จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นโซนที่ตั้งของมหาวิทยาลัยรังสิต พบว่า ปัจจุบันมีสถาบันการศึกษาขนาดใหญ่ กระจายอยู่ถึง 13 แห่ง และภาพที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ มีสถานบันเทิงหรือร้านเหล้าโอบล้อมอยู่โดยรอบ
ที่น่าสนใจก็คือ ปทุมธานี เคยถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ควบคุมการเปิดสถานบันเทิง แต่ในทางปฏิบัติสถานที่เหล่านี้ไม่ได้ถูกควบคุม แทบทุกแห่งเปิดเกินเวลา และมีลูกค้าเป็นเยาวชน
"ผมมองว่าการแก้ไขต้องแก้ไขอย่างเป็นระบบ ทำพร้อมกันทั่วประเทศ และที่ผ่านมาผมไม่เคยอนุญาตให้มีสถานบันเทิง จากนี้ไปต้องควบคุมรายเก่าไม่ให้กระทำผิดกฎหมาย ไม่ให้เปิดเกินเวลา ควบคุมอย่างจริงจังในเรื่องของอายุของผู้ที่จะเข้าไปใช้บริการ ตำรวจต้องเข้มงวดกับร้านเหล้า หรือสถานบันเทิงไม่ให้เปิดเกินเวลา ตั้งด่าน ป้องปรามเยาวชนที่จะเข้าหรือออกมาจากสถานบันเทิง"
นั่นคือความเห็นของ พงศธร สัจจชลพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ที่มองในมุมของนักปกครองที่อาจยังไม่ตอบโจทย์เรื่องการจัดโซนนิ่งเท่าใดนัก
เพราะการจัดโซนนิ่ง ตามความต้องการของภาคสังคม คือ การไม่มีอยู่ของแหล่งอบายมุขทั้งปวงรอบสถานศึกษาอย่างน้อยในรัศมี 500 เมตร หรือหากได้มากกว่านั้นคือ 3 กิโลเมตร ก็จะยิ่งดี ซึ่ง ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยรังสิต มองว่า สถานบันเทิงเหล่านี้เป็นศัตรูต่อระบบการศึกษา ในรัศมี 3 กิโลเมตร ไม่สมควรมีสถานบริการ ผับ บาร์ เพราะสถานที่เหล่านี้ล้วนเป็นที่มาของอาชญากรรมทุกรูปแบบ
"ปัจจุบันมีเยาวชนจากต่างประเทศเข้ามาศึกษาในไทย และต้องมาพบกับสภาพปัญหาอย่างนี้ ซึ่งมีแต่จะสร้างความเสื่อมเสียให้กับประเทศไทย"
ขณะที่ ศรีวรรณ เกื้อสกุล สรรพสามิตพื้นที่ปทุมธานี 1 บอกว่า ที่ผ่านมากฎหมายห้ามจำหน่ายสุราใกล้สถานศึกษา วัด หรือสถานบริการน้ำมันเชื้อเพลิง มีความเข้มงวดอยู่ตลอดเวลา แต่ที่ยังมีปัญหาถกเถียงกันไม่จบก็คือ จะใช้มาตรฐานไหนบอกว่า "ใกล้เคียง" ต้องห่าง 100 เมตร หรือ 500 เมตร ฉะนั้นกฎหมายที่สามารถเอาผิดกับร้านเหล้าได้ในขณะนี้มีเพียง กรณีจำหน่ายสุราให้แก่เยาวชน ที่สามารถระงับใบอนุญาตได้เพียงอย่างเดียว
นอกจาก จ.ปทุมธานีแล้ว จังหวัดศูนย์กลางภาคเหนืออย่าง จ.เชียงใหม่ ก็พบปัญหารูปแบบเดียวกันคือ สถานบันเทิงล้อมรอบสถานศึกษา อย่างเช่น มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีร้านเหล้า 127 ร้าน ผับและบาร์ 75 ร้าน ร้านขายส่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 49 ร้าน และร้านเหล้ายาดอง 29 ร้าน โดยบริเวณรอบมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (ชั้นใน) มีร้านเหล้าให้บริการอยู่ 15 ร้าน ผับและบาร์ถึง 49 ร้าน ส่วนบริเวณรอบมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ มีร้านเหล้า 55 ร้าน ผับและบาร์ 21 ร้าน
รศ.ดร.ธนารักษ์ สุวรรณประพิศ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ฝ่ายพัฒนาคุณภาพนักศึกษา บอกว่า การดูแลนักศึกษาให้รู้เท่าทัน กับสิ่งล่อแหลม ยั่วยุ ที่มีอยู่จำนวนมาก มหาวิทยาลัยทำอยู่ตลอด เพราะไม่ต้องการให้นักศึกษาไปมัวเมากับอบายมุข อันจะมีผลต่อการศึกษาได้ ทางมหาวิทยาลัยมีเครือข่ายในการป้องปรามแอลกอฮอล์ มีกิจกรรมที่ร่วมกับหลายสถาบัน เช่น โครงการเทเหล้าเผาบุหรี่ ไม่ยุ่งเกี่ยวสิ่งมึนเมา ยาเสพติด
"ร้านเหล้าที่อยู่รอบมหาวิทยาลัย เราไม่มีอำนาจที่จะไปบังคับนักศึกษา ห้ามไม่ให้เข้าไป เพราะเป็นสิทธิส่วนตัว เราทำได้เพียงสร้างจิตสำนึก ให้ตระหนักว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง" รศ.ดร.ธนารักษ์ ระบุ
ขณะที่ พล.ต.ต.ปชา รัตนพันธ์ รอง ผบช.ภ.5 ชี้แจงว่า ตำรวจเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ โดย พล.ต.ท.ธนิตศักดิ์ ธีระสวัสดิ์ ผบช.ภ.5 มีคำสั่งไปยังผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ทุกจังหวัด ให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะเรื่องของสถานบริการรอบสถานศึกษา ที่มีการจำหน่ายสุรา และเรื่องของการตรวจสอบอายุของผู้ใช้บริการ
"ในส่วนของสถานบริการ ที่อยู่ในระยะไม่เกิน 500 เมตร จากมหาวิทยาลัย ที่ผ่านมาก็ดำเนินการเข้าควบคุมอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะบริเวณรอบมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ที่มีร้านที่ประกอบการไม่ถูกต้องจำนวนมาก ที่ได้ขอความร่วมมือให้ยุติกิจการ แต่ก็ยังพบว่ายังมีสถานบริการอีกจำนวนมากที่ค่อนข้างหมิ่นเหม่ หรือหลบเลี่ยงกฎหมาย ซึ่งจะได้มีตรวจสอบอย่างต่อเนื่องต่อไป ไม่ละเลยแน่นอน" พล.ต.ต.ปชา ระบุ
ส่วนที่ จ.ขอนแก่น ประสบปัญหาไม่ต่างกันคือ มีร้านเหล้าอยู่รอบมหาวิทยาลัย ตั้งแต่ร้านระดับหรู ไปจนถึงร้านเหล้าดองยา รศ.ดร.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น บอกว่า ปัญหาเฉพาะหน้าที่เป็นผลข้างเคียงจากร้านเหล้าเหล่านี้ คือ การเป็นส่วนหนึ่งของอุบัติเหตุจากการใช้รถ เพราะเมาสุราแล้วขับ มีนักศึกษาได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต
"ผมเห็นด้วยกับข้อเรียกร้อง ให้ใช้มาตรา 44 มาจัดการกับสถานบันเทิงรอบมหาวิทยาลัย เพราะส่งผลเสียต่อเยาวชน ถึงเวลาที่รัฐบาลจะแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง โดยหลังจากนี้จะติดตามการดำเนินงานของรัฐบาลว่าเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไรหรือไม่ หากไม่มีความชัดเจน จะเตรียมข้อมูลเพื่อยื่นญัตติในสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป" อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น ระบุ
พ.ต.อ.สุภากร คำสิงห์นอก รอง ผบก.ภ.จว.ขอนแก่น ชี้แจงว่า การกวดขันสถานบริการรอบมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ผ่านมาทางตำรวจได้มีการประชุมผู้ประกอบการ เพื่อขอความร่วมมือให้เปิด-ปิดตามเวลาที่กฎหมายกำหนด ทั้งยังมีการปล่อยแถวในการออกปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ในช่วงเวลา 24.00 น. โดยเจ้าหน้าที่ส่วนหนึ่งจะไปตรวจตราความเรียบร้อย ทั้งการกวดขันให้ปิดตรงเวลา ตรวจสอบการจำหน่ายสุราให้เยาวชน การตรวจค้นอาวุธและสิ่งผิดกฎหมายเพื่อเป็นการป้องปราม ไม่ให้มีการก่อเหตุขึ้น
ข้อเรียกร้องให้ใช้มาตรา 44 เข้ามาจัดการกับต้นเหตุของปัญหาในเชิงสังคม จึงเป็นเสียงที่สะท้อนด้วยความหวังที่จะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลง ที่จะเป็นไปในทางที่เป็นบวก



