
ศิลป์แห่งแผ่นดิน : ศิลปะชีวิต
07 มิ.ย. 2558
ศิลป์แห่งแผ่นดิน : ศิลปะชีวิต : โดย...ศักดิ์สิริ มีสมสืบ
ตลอดระยะเวลา เกือบ 30 ปี ที่เดินทาง เดินสาย พูด, บรรยาย, ร้อง-เล่น ดนตรี, เป็นวิทยากรตามค่าย, กิจกรรม วรรณกรรม ศิลปะ ดนตรี ผมได้เจอหัวข้อ “ศิลปะ ดนตรี กวี ชีวิต” บ่อยครั้ง คำว่า “ดนตรี กวี ศิลป์” เป็นที่นิยม โดยพ่วงเอา “ชีวิต” เข้าไปด้วย นอกจากประโยคฮิต” ศิลปะส่องทางแก่กัน แล้ว (คำของท่านอาจารย์ เจตนา นาควัชระ) คลี่คลายมาเป็น “ศิลปะส่องทางให้ชีวิต” ผมเองถูกขอให้พูดเรื่อง ศิลปะ (ของการใช้) ชีวิตอยู่บ่อยๆ ผมก็พูดไปเรื่อยเปื่อย สุดท้ายก็แถมประโยคเด็ดสุด คือ “ตัวใครตัวมันเถอะโยม”
ผมเป็นคนหนึ่งที่เกิดมาชาตินี้ทำอะไรอื่นไม่เป็นเรื่อง นอกจากทำงานศิลปะ เขียนหนังสือ วาดรูป ทำเพลง (แต่ง,ร้อง-เล่น) พูดได้เต็มปากว่า ผมเลี้ยงตัวเลี้ยงกายเลี้ยงใจ ดูแลครอบครัวมาได้ด้วย “ศิลปะ” โดยแท้
แม้จะไม่สามารถทำเงินได้เป็นถุงเป็นถัง แต่ก็เพียงพอ มีอาหารกิน มีเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม มีบ้านที่อยู่อาศัย มียารักษาโรค โดยสุขภาพกายผมยังปกติดี ถ้าหากป่วยเป็นโรคร้ายที่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายมากก็ค่อยว่ากัน ซึ่งนั่นปล่อยให้เป็นไป “ตามยถากรรม” ซึ่งเป็นอีกประโยคที่ผมชอบตอบเวลามีใครถามถึง “หลักการดำเนินชีวิต”
คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต สำหรับผมคือ คนที่ 1.มีอายุยืนยาวเกิน 80 ปี โดยไม่ถูกโรคร้ายคร่าชีวิตไปเสียก่อน 2. ได้ทำในสิ่ง(งาน)ที่ตนเองฝันจนบรรลุถึงความโปร่งโล่ง 3. มีครอบครัว, มิตรภาพ, ที่สวยงาม
ถ้าถามถึงศิลปะการดำเนินชีวิต ผมเองก็ตอบไม่ถูก ได้แต่พูดสนุกปากไปว่า ...ก็อยู่ไปวันๆ” คำว่าอยู่ไปวันๆ นั้นมีความหมายแตกต่างกันไป ในแต่ละคน อันที่จริงทุกคนก็ล้วนแต่อยู่ไปวันๆ ทั้งนั้น
“อยู่ไปตามยถากรรม” วจีกรรม กายกรรม มโนกรรมก็ว่ากันไป คนเราก็ “ปฏิบัติทำ” กันไป สร้างเหตุไว้ก็รับผลไปนั่นแล
“กินน้อยตายยาก กินมากตายไว” พ่อผมสอนไว้
“นอนหัวค่ำ ตื่นก่อนตะวัน” พ่อแม่สอนมา
กินมากเกินไปเป็นบาป...เพราะถ้าเรากินมาก คนอื่นก็ได้กินน้อย หลังตะวันตกดินไม่ควรกินอะไรเลย..การออกกำลังกายให้สอดคล้องกับชีวิตประจำวัน คือไม่แยกการออกกำลังกายออกมาอยู่ต่างหาก และไม่ใช่ว่าออกกำลังกายเพราะกลัวตาย ผมไม่เคยเห็นตายายพ่อแม่ออกกำลังกายแบบที่คนปัจจุบันทำกัน เห็นแต่ท่านเคลื่อนไหวทำงานไปตามปกติชีวิต
ผมเองช่วงหนึ่งชอบขี่จักรยาน พออายุใกล้ 60 ชอบเดิน...เดินไกลๆ... ชอบกวาดลานบ้าน
หากผมประสบความสำเร็จในชีวิตตามข้อ 1. คือ อยู่ยืนยงไปถึงอายุเกิน 80 ปี ผมตั้งใจจะเขียนหนังสือ ศิลปะการดำเนินชีวิตสักเล่ม ให้ครอบคลุมทั้งการสุขภาพกาย, จิตวิญญาณ, อุดมคติ, ยิ่งถ้าอยู่ดีมีชีวิตที่งดงามไปได้ถึง 90 กว่า เหมือนรุ่น ปู่ ย่า ตา ยาย ผม การได้เขียนหนังสือดังกล่าวย่อมเป็นกุศลอย่างยิ่ง หากอยู่ได้เกิน 100 ปี หนังสือที่ผมเขียนคงได้รับการยอมรับนับถือ และหลักการดำเนินชีวิต 2. ประโยคของผม (คือ อยู่ไปวันๆ และอยู่ตามยถากรรม) คงได้รับการแจกแจง ขยายความอย่างละเอียดถี่ถ้วน...ก่อนต่อท้ายว่า “ตัวใครตัวมันเถอะ”
วัยใกล้ 60 เป็นวัยที่ต้องครุ่นคิดเรื่องชีวิตอย่างจริงจังจริงๆ เสียที ที่ว่า “เรื่องกินเรื่องใหญ่” ก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาจริงๆ ถามตัวเองบ่อยครั้งว่า ความรู้ทั้งหลายที่ร่ำเรียนมาตลอดชีวิตนั้นช่วยอะไรได้บ้าง อ่านหนังสือหมื่นเล่มเดินทางหมื่นลี้ ประสบการณ์โชกโชนในชีวิตนั้น ตอบโจทย์ความทุกข์ได้สักข้อไหม
หนังสือประเภท แผนที่ชีวิต ประตูสู่แสงสว่าง หนทางเป็นทุกข์ ทั้งหลายนั้น เรายังต้องอ่านอีกกี่หมื่นเล่ม
การมีอายุยืนยาวเป็นความปรารถนาของทุกคน แม้บางคนไม่ให้ค่าสำคัญที่การมีอายุยืนก็ตาม สำหรับผมซึ่งก็เหมือนคนอื่นๆ ที่ท่อง “ประโยคสำคัญๆ ได้.. เกิดแก่เจ็บตายเป็นเรื่องธรรมดา...อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา... ฯลฯ หากไม่ต้องคิดไปไกล แค่รักษาฟันในปากไว้ให้ดี ไม่ให้หลุดถอนไปก่อนเวลาอันควร ก็นับว่าเป็นความสำเร็จแล้ว
ผมเพิ่งเสียฟันกรามไปหนึ่งซี่ ก็เลยคิดเรื่อยเปื่อย.. ไม่มีอะไรหรอก



