ไลฟ์สไตล์

"ไฮโซ" แห่นอนรพ.หรูประกันจ่ายนับล้าน..สู้หวัด

"ไฮโซ" แห่นอนรพ.หรูประกันจ่ายนับล้าน..สู้หวัด

17 ก.ค. 2552

ไข้หวัดใหญ่ 2009 กลายเป็นโรคฮิตในหมู่เด็กและวัยรุ่นไฮโซไปเรียบร้อยแล้ว โรงพยาบาลเอกชนชื่อดังหลายแห่งในกรุงเทพฯ ต้องสละห้องคนไข้ให้กลุ่มผู้ป่วยนี้ถึง 1 ใน 4 ของจำนวนห้องทั้งหมด โดยมีค่านอนรักษาคืนละ 5,000-10,000 บาทขึ้นไป

 ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้ข้อมูลจำนวนผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 2009 ในไทยว่าเกินครึ่งเป็นผู้ป่วยในกรุงเทพฯ เช่น รายงานของวันที่ 13 กรกฎาคม ที่ผ่านมา มีผู้ป่วยทั้งหมด 3,308 ราย เป็นผู้อาศัยในเมืองกรุง 1,859 ราย ทำให้ต้องหายุทธศาสตร์ป้องกันอย่างเร่งด่วน เช่น ป้องกันคนไม่ให้ไปรวมตัวกันตามแหล่งต่างๆ รณรงค์ให้ใส่หน้ากากอนามัย ฯลฯ แต่ดูเหมือนไม่ได้ผลเพราะตัวเลขผู้เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเอกชนยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 "คม ชัด ลึก" สำรวจค่าใช้จ่ายเบื้องต้นของโรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพฯ หลายแห่งเปรียบเทียบกัน ทั้งโรงพยาบาลเอกชนเกรดบีและเกรดเอ เช่น รพ.พญาไท รพ.วิชัยยุทธ และ รพ.บำรุงราษฎร์ พบว่าส่วนใหญ่แบ่งค่ารักษาผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 2009 ออกเป็น 2 ช่วงคือ

 ช่วงแรกตรวจหาเชื้อไวรัสว่า เป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ เอชวัน เอ็นวัน 2009 หรือไม่ เริ่มจากเดินเข้าไปในโรงพยาบาลแผนกเปิดใหม่เฉพาะกิจ รองรับผู้ต้องสงสัยเป็นไข้หวัดใหญ่ 2009 พยาบาลสอบถามอาการเบื้องต้นเสร็จ จะถูกส่งไปขั้นตอนที่ 1 พบแพทย์วินิจฉัยอาการเบื้องต้น ค่าใช้จ่ายประมาณ 300-500 บาท ขั้นตอนต่อมาแพทย์จะนำเสมหะหรือสารคัดหลั่ง ไปตรวจหาเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ในห้องแล็บของโรงพยาบาลว่า เป็นสายพันธุ์เอหรือบี มีค่าใช้จ่าย 500-800 บาท

 ขั้นตอนที่สาม หากพบว่าเป็นสายพันธุ์เอ จะถูกส่งต่อไปยังห้องแล็บ รพ.จุฬาฯ หรือ รพ.รามาธิบดี ค่าส่งเชื้อและค่าบริการส่วนนี้ตก 2,500-3,500 บาท ใช้เวลาประมาณ 3 วันจึงจะรู้ผล ระหว่างรอผลตรวจผู้ที่มีอาการป่วยหนักจะเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล ที่มีค่าห้องพักและค่าบริการแพทย์ 

 ช่วงที่สองจะเป็นขั้นตอนการรักษาให้ยาต้านไวรัส และเฝ้าระวังไม่ให้เกิดโรคแทรกซ้อน ค่ารักษาขึ้นอยู่กับชนิดของห้อง หากเป็นห้องเดี่ยวแบบคนไข้พิเศษราคาเริ่มต้นที่ 4,000 บาทขึ้นไป หากเป็นห้องวีไอพีจะเริ่มต้นที่ 7,000 บาท ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ทั่วไปจะพักรักษาตัวในโรงพยาบาล 2-5 วัน ก่อนกลับไปพักรักษาตัวที่บ้านต่ออีกระยะหนึ่ง จากการคำนวณตัวเลขค่าใช้จ่ายเบื้องต้นพบว่า ชาวไฮโซกรุงเทพฯ ที่ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ต้องเตรียมควักกระเป๋าประมาณ 3-6 หมื่นบาทต่อราย  

 นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญระบบทางเดินหายใจ หัวหน้าแผนกผู้ป่วยวิกฤติ (ไอซียู) รพ.วิชัยยุทธ อธิบายว่า ผู้ป่วยที่ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 หากไม่มีอาการป่วยหนักควรมาพบแพทย์ เพื่อรับยาต้านไวรัสแล้วกลับไปนอนพักรักษาตัวที่บ้าน แค่ 2-3 วันก็ฟื้นตัวเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว จะเหลือผู้ที่ป่วยหนักไม่กี่รายที่แพทย์แนะนำให้นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล เพื่อเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด

 "ตอนนี้เตียงในโรงพยาบาลประมาณ 1 ใน 4 เป็นของผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 2009 เกือบทั้งหมด หรือร้อยละ 85 อายุประมาณ 6-15 ขวบ จาก 2 เหตุผลคือ 1.พ่อแม่เป็นห่วงไม่อยากให้อยู่ที่บ้าน กลัวนำเชื้อไวรัสไปแพร่ให้สมาชิกครอบครัว 2.มีประกันสุขภาพกับบริษัทประกันภัย ต้องนอนโรงพยาบาลจึงจะสามารถเบิกค่าใช้จ่ายได้ บางรายก็นอนหลายวัน ทั้งที่ความจริงแล้วนอนแค่ 2 วันก็พอ และถ้าอยากหยุดโรคนี้ไม่ให้แพร่กระจายที่บ้าน ก็ต้องใช้หน้ากากอนามัยให้ถูกวิธี เพราะถ้าใช้ผิดวิธีจะกลายเป็นแหล่งเชื้อมรณะ" นพ.มนูญ กล่าว
 
 นพ.มนูญสอนวิธีการใช้หน้ากากอนามัยให้ได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า ผู้ป่วยต้องล้างมือก่อนจับหน้ากากอนามัย ใส่ให้กระชับ เมื่อจะพูดไม่ต้องขยับหน้ากากออกจากปากหรือจมูก หากเปียกน้ำหรือน้ำลายต้องถอดทิ้ง โดยจับที่สายคล้อง ไม่จับที่หน้ากากโดยตรง จากนั้นเอาไปทิ้งขยะที่มีฝาปิดมิดชิด แล้วล้างมือให้สะอาดก่อนไปจับสิ่งของอย่างอื่น ผู้ป่วยต้องเปลี่ยนอย่างน้อยวันละ 3-4 ชิ้น หากป่วย 7 วันต้องใช้อย่างน้อย 30 ชิ้นต่อคน เพราะหน้ากากอนามัยที่ใช้แล้วจะมีเชื้อโรคกระจายอยู่ไม่ต่ำกว่าล้านตัว

 ส่วนผู้ที่ไม่ได้ป่วยแต่ต้องการใส่ไว้ป้องกันต้องระมัดระวังเวลาเก็บให้ดี ส่วนใหญ่มักจะถอดแล้วยัดใส่กระเป๋ากางเกง ที่เต็มไปด้วยเชื้อโรคจากเศษเหรียญ กระดาษ หรือธนบัตรต่างๆ ควรเตรียมถุงพลาสติกใสเล็กๆ ไว้เก็บหน้ากากเมื่อไม่ต้องการใส่แล้ว

 "ตอนนี้หน้ากากอนามัยมีราคาแพงขึ้นหลายเท่าจาก 5 บาทเป็นหลายสิบบาท วิธีดีที่สุดคือหันไปใช้หน้ากากผ้า ต้องหมั่นซักให้สะอาด ซื้อไว้ 3-4 อัน แล้วหมุนเวียนใช้จะปลอดภัยกว่า ที่สำคัญคือเวลาเก็บต้องมีถุงพลาสติกใส่ป้องกันเชื้อกระจาย ทุกวันนี้ผมเห็นรณรงค์ให้ใส่หน้ากากอนามัย แต่คนป่วยเวลาจะพูดก็ถอดออก กลัวคนไม่ได้ยิน เชื้อโรคก็พุ่งออกมาเหมือนเดิม หรือใช้เสร็จถอดออกแล้วโยนทิ้ง ไม่ล้างมือ แล้วก็ไปจับลูกบิด ราวบันได สิ่งของต่างๆ กลายเป็นตัวแพร่เชื้อไป ทั้งที่พยายามใส่หน้ากากอนามัย ถ้าใช้ให้ถูกวิธีก็ไม่ต้องเสียเงินไปนอนโรงพยาบาล รัฐก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมหาศาล" นพ.มนูญ กล่าว

 ด้าน พญ.จงกล เลิศเธียรดำรง สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ ระบุในงานวิจัยเมื่อ 5 ปีที่แล้วว่า โรคไข้หวัดใหญ่ทำให้เสียค่าใช้จ่ายหลายส่วนด้วยกัน ได้แก่ 1.ค่ารักษาพยาบาล 2.ค่าเดินทาง 3.ผู้ป่วยและญาติต้องเสียรายได้หรือขาดงานเพื่อดูแลรักษาตัว ผลการศึกษาในปี 2547 พบต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ของไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล สำหรับประเทศไทยอยู่ระหว่าง 928-2,360 ล้านบาท แบ่งเป็นการสูญเสียจากค่ารักษาพยาบาล 384-824 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง 80-300 ล้านบาท และค่าเสียโอกาสจากการทำงาน 464-1,236 ล้านบาท หรือประมาณ  992-2,417 บาทต่อผู้ป่วย 1 คน

 "ขณะนี้ไม่มีข้อมูลแน่ชัดว่าไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่ระบาดอย่างหนัก จะมีต้นทุนทางเศรษฐกิจเท่าไร เพราะยังไม่มีตัวเลขชัดเจนถึงอัตราการป่วย จำนวนผู้นอนในโรงพยาบาล หรือค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคแทรกซ้อน หรือเครื่องมือแพทย์ต่างๆ เช่น จำนวนผู้ป่วยที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เป็นตัวกำหนดต้นทุน" พญ.จงกล กล่าวถึงสถานการณ์ปัจจุบัน

 หากอ้างผลวิเคราะห์ของงานวิจัยที่เสร็จสิ้นไปแล้วก็ประมาณการได้ว่า การระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในปี 2552-2553 ตัวเลขต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์อาจสูงขึ้นไปถึง 5,000-47,000 ล้านบาท

 รัฐบาลรับรู้ตัวเลขเหล่านี้หรือไม่ และเตรียมงบประมาณไว้หรือยัง เป็นคำถามที่ประชาชนอยากรู้คำตอบ

 ทั้งนี้ จากการสอบถามไปยังสมาชิกสมาคมประกันชีวิตไทย บริษัทประกันภัยชั้นนำหลายแห่ง ยอมรับว่า ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา มีลูกค้าป่วยด้วยไข้หวัดใหญ่ 2009 มาเคลมประกันไปแล้วหลายราย โดยเฉพาะบริษัท อยุธยา อลิอันซ์ ซี.พี. ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) ระบุยอดตัวเลขผู้ประกันตน ซึ่งป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ เอชวัน เอ็นวัน จนถึงวันที่ 12 กรกฎาคม  จำนวน 112 ราย โดยบริษัทให้ความคุ้มครองถึง 2 เท่า ต้องจ่ายเคลมเงินประกันไปราวๆ 3.4 ล้านบาทแล้ว

  ส่วน "อดิศักดิ์ สุภารี" เจ้าหน้าที่ผู้พิจารณาสินไหม บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด บอกว่า รอบสัปดาห์ที่ผ่านมามีผู้ประกันตนเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล และมีการเคลมเงินประกันไปประมาณ 10 ราย มูลค่าประมาณ 1 แสนบาท โดยแพทย์ลงความเห็นว่าเป็นไขหวัดใหญ่ และอยู่ในขั้นตอนการตรวจพิสูจน์ว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ เอชวัน เอ็นวัน หรือไม่

 ด้าน "พัทธวรรณ ชาวนา" เจ้าหน้าที่ประสานโรงพยาบาล บริษัท ไทยสมุทรประกันชีวิต จำกัด บอกว่า ขณะนี้มีผู้ประกันตนป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ 2009 ประมาณ 5 คนแล้ว เป็นยอดจากแฟกซ์ที่โรงพยาบาลต่างๆ แจ้งเข้ามา เฉพาะกรณีที่จ่ายเป็นเงินสด ส่วนที่ชำระค่ารักษาพยาบาลเป็นเครดิตหรือเช็คยังไม่ทราบยอดที่แน่ชัด