
สถานการณ์กาแฟหลังเออีซี (3)
05 มิ.ย. 2558
ทำกินถิ่นอาเซียน : สถานการณ์กาแฟหลังเออีซี (3) : โดย...อาหมัด เบ็ญอาหวัง
คราวที่แล้วได้ทิ้งท้ายตรงที่ว่าตั้งแต่ปี 2554 จนถึง 2558 ไทยเราเสียส่วนแบ่งการตลาดเมล็ดกาแฟในตลาดอาเซียนด้วยให้เวียดนาม 0.1% เป็นมูลค่าประมาณ 0.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และปัจจุบันพื้นที่ปลูกกาแฟในบ้านเรากลับลดน้อยลงโดยเฉพาะพื้นที่ปลูกกาแฟโรบัสต้า ในขณะที่วงการกาแฟในอาเซียนทั้งการผลิตและตลาดกำลังคึกคัก
จะเห็นได้ว่ากลุ่มประเทศในอาเซียนมีถึง 8 ประเทศ ประกอบด้วยประเทศไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย ลาว พม่า ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และบรูไน มีการรวมตัวตั้งสมาคมกาแฟอาเซียน หรือเออีเอฟ (ASEAN Coffee Federation - ACF) ขึ้นมา เมื่อปี 2554 ยกเว้นกัมพูชากับมาเลเซียไม่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก
วัตถุประสงค์เพื่อก็เพื่อเพิ่มมาตรฐานอุตสาหกรรมกาแฟอาเซียนให้สูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และดูแลความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของภาคอุตสาหกรรมกาแฟในอาเซีย ซึ่งจะสามารถช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ผลิตกาแฟ และรับรองคุณภาพของกาแฟพิเศษในอาเซียน
นอกจากนี้จะให้ความรู้แก่ผู้ผลิตกาแฟด้านมาตรฐานสากลและคุณภาพ ให้ข้อมูลแก่ผู้บริโภคเพื่อสร้างมุมมองที่ดีเกี่ยวกับกาแฟที่มีคุณภาพ แลกเปลี่ยนกับตลาดโลก ส่งเสริมผู้ผลิตให้ผลิตกาแฟมาตรฐาน ยกระดับมาตรฐานโรงงานผลิตกาแฟให้ได้ผ่านมาตรฐาน จีเอ็มพี และเป็นแหล่งเงินทุน และในประเทศสมาชิกมี 2 ประเทศที่มีบทบาทสำคัญต่อตลาดกาแฟโลก ได้แก่ เวียดนาม และอินโดนีเซีย
พูดถึงเวียดนาม เริ่มปลูกกาแฟเมื่อปี 2400 สมัยอยู่ภายใต้อาณานิคมของฝรั่งเศส และกลายเป็นพืชเศรษฐกิจของเวียดนามจนถึงปัจจุบัน ที่เวียดนามสามารถส่งออกเมล็ดกาแฟไป 78 ประเทศทั่วโลก ผู้นำเข้าเมล็ดกาแฟของเวียดนามที่สาคัญได้แก่ เยอรมนี และสหรัฐอเมริกา เมล็ดพันธุ์กาแฟที่ปลูกในเวียดนาม ได้แก่ อาราบิก้า โรบัสต้า ชารี คาติมอร์
ปัจจุบันเวียดนามกำลังขับเคี่ยวและพยายามที่จะชิงความเป็นหนึ่งในการผลิตกาแฟมากที่สุดในโลกกับบราซิลที่ครองความเป็นหนึ่งที่เป็นผู้ผลิตและส่งออกกาแฟรายใหญ่ที่สุดของโลก จะเห็นได้จากในปี 2557 เวียดนามเป็นผู้นำในการส่งออกกาแฟโรบัสต้าของโลกทำรายได้ให้ประเทศมากถึง 3.62 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลาดส่งออกหลักๆ คือ สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป (เยอรมนี สเปน อิตาลี เบลเยียม)
แม้ว่าในเดือนมกราคม 2558 เวียดนามส่งออกกาแฟได้เพียงกว่า 1 แสนตัน มูลค่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือต่ำกว่าผลผลิตในช่วงเดียวกันของปี 2557 ร้อยละ 28.9 และมูลค่าส่งออกลดลงร้อยละ 23.6 ที่ถือว่าเป็นจุดตกต่ำที่สุดของปริมาณผลผลิตกาแฟของเวียดนามนับตั้งแต่ปี 2555 ก็ตาม แต่รายได้อาจไม่กระทบเท่าไรนักเพราะนักวิเคราะห์ประเมินว่าไตรมาสที่สองของปี 2558 ราคากาแฟสูงสุดในตลาดลอนดอน ของอักฤษ อาจจะขยับตัวสูงขึ้นประมาณร้อยละ 20
ฉะนั้นแนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมแปรรูปกาแฟในเวียดนามค่อนข้างสดใส และล่าสุดบริษัท MassiomoZanetti Beverage ซึ่งเป็นบริษัทกาแฟขนาดใหญ่ที่มีฐานอยู่ในอิตาลี ได้มาลงทุนเปิดโรงงานคั่วกาแฟ ซึ่งถือเป็นแห่งแรกในเวียดนาม
----------------------
(ทำกินถิ่นอาเซียน : สถานการณ์กาแฟหลังเออีซี (3) : โดย...อาหมัด เบ็ญอาหวัง)



