ไลฟ์สไตล์

สถานการณ์กาแฟหลังเออีซี (1)

สถานการณ์กาแฟหลังเออีซี (1)

22 พ.ค. 2558

ทำกินถิ่นอาเซียน : สถานการณ์กาแฟหลังเออีซี (1) : โดย...อาหมัด เบ็ญอาหวัง

 
                        กาแฟก็เป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งของไทยและกลุ่มประเทศไทยอาเซียน ซึ่งตามเงื่อนไขว่าด้วยเขตการค้าเสรีในอาเซียนนั้น หลังจากที่กลุ่มประเทศในอาเซียนต่างเห็นพ้องที่จะมีการรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปลายปีนี้ มีการตกลงกันว่าจะเริ่มลดภาษีนำเข้าเมล็ดกาแฟในปี 2553 กำหนดที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเมล็ดกาแฟ และกาแฟสำเร็จรูปด้วย 
 
                        สินค้ากาแฟสำเร็จรูปได้ลดภาษีนำเข้าเป็น 0% ให้แก่ประเทศสมาชิกอาเซียน แต่สำหรับสินค้าเมล็ดกาแฟถูกจัดว่าเป็นสินค้าอ่อนไหว (Sensitive List) ที่จำเป็นต้องใช้เวลาในการปรับตัวนานกว่าสินค้ากลุ่มอื่นๆ ฉะนั้นทางกลุ่มประเทศในอาเซียน จึงกำหนดให้ลดภาษีนำเข้าในปี 2553 มาอยู่ที่ 5% และจะลดลงเป็น 0% ในปี 2558 เช่นเดียวกับประเทศบรูไนและมาเลเซียที่กำหนดให้สินค้ากาแฟเป็นสินค้าอ่อนไหวเช่นกัน 
 
                        ข้อมูลจากกลุ่มประสานงานสหกรณ์อาเซียน กองแผนงาน กรมส่งเสริมสหกรณ์ ระบุว่ากาแฟเป็นสินค้าที่มีมูลค่าการค้าขายสูงเป็นอันดับที่สองของโลก จากข้อมูลขององค์กรกาแฟ นานาชาติ (International Coffee Organization - ICO) ปีเพาะปลูก 2554/2555 ผลผลิตกาแฟของโลกสูงถึง 8.7 ล้านเมตริกตัน ปัจจุบันมีการเพาะปลูกใน 70 ประเทศทั่วโลก ห้าอันดับผู้ผลิตรายใหญ่ ได้แก่ บราซิล เวียดนาม โคลอมเบีย อินโดนีเซีย เอธิโอเปีย ที่นิยมมากที่สุด 2 สายพันธุ์คือพันธุ์อาราบิก้า และพันธุ์โรบัสต้า
 
                        นั่นหมายถึงว่าอาเซียนเรามีผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ติดอันดับโลกคือเวียดนามอยู่อันดับ 2 ของโลก และอินโดนีเซียติดอันดับ 4 ของโลก ขณะที่ประเทศไทยไม่ติดอันดับต้น แต่ถ้าคิดในกลุ่มอาเซียนเราไทยจะอยู่ในอันดับสาม ตามด้วย ส.ป.ป.ลาว
 
                        แต่กระนั้นถ้าดูข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตรเป็นข้อมูลปี 2551 จะเห็ว่ากาแฟเป็นพืชเศรษฐกิจของเกษตรกรในภาคใต้และภาคเหนือของไทยอย่างพันธุ์โลบัสต้า จะปลูกมากที่สุดที่ จ.ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี กระบี่ ส่วนพันธุ์อาราบิก้า จะปลูกมากที่สุดที่ จ.เชียงราย เชียงใหม่ และตาก เป็นต้น มีเกษตรกรปลูกกาแฟทั้งหมด 28,698 ครัวเรือน สามารถทำรายได้จากการส่งออกเมล็ดกาแฟมูลค่า 150.9 ล้านบาท หรือ 1,662 ตัน หากเทียบกับประเทศคู่แข่งในอาเซียนด้วยกันแล้ว พบว่าไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกอันดับ 3 รองจากเทศเวียดนาม และอินโดนีเซีย
 
                        นั่นแปลว่า การรวมภายใต้กรอบเออีซี นั้นเราไม่สามารถที่จะแข่งกับเวียดนามและอินโดนีเซียได้เลย ซึ่งจากการประเมินของศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เมื่อเปิดเสรีอาเซียน เออีซี ในปี 2558 ไทยอาจเสียส่วนแบ่งการตลาดเมล็ดกาแฟในตลาดอาเซียนให้เวียดนาม 0.1% เป็นมูลค่าประมาณ 0.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากเสียเปรียบเรื่องต้นทุนและพื้นที่การเพราะปลูกที่ไม่เพียงพอ
 
                        ขณะที่สปป.ลาว ผลิตกาแฟตามไทยมาติดๆ คือ ปัจจุบันพื้นที่ปลูกกาแฟในลาวขยายตัวเพิ่มขึ้นมากขึ้น คาดว่าภายใน 2-3 ปีข้างหน้า ประเทศลาวจะมีผลผลิตกาแฟมากขึ้นเป็น 5-7 หมื่นตัน  ภายหลังรวมตัวเป็นเออีซี  คาดว่าจะมีกาแฟจากลาวทะลักเข้ามาตีตลาดภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น
 
                        ดังนั้นเกษตรกรของไทยจำเป็นต้องเร่งเตรียมพร้อมรับมือโดยเฉพาะผู้ผลิตกาแฟอาราบิก้าต้องเร่งพัฒนาระบบการผลิตให้ได้กาแฟคุณภาพดี 
 
 
 
 
 
-----------------------
 
(ทำกินถิ่นอาเซียน : สถานการณ์กาแฟหลังเออีซี (1) : โดย...อาหมัด เบ็ญอาหวัง)