
เตือนภัยสาวออฟฟิศอันตรายละเลยเท้า
05 มิ.ย. 2558
สังคม : เตือนภัยสาวออฟฟิศ อันตราย ละเลยเท้า
เท้าเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในร่างกายของเราแต่คนส่วนใหญ่กลับไม่ใส่ใจดูแลเท่าที่ควร ซึ่งในข้อเท็จจริงทางการแพทย์พบว่า ในขณะเดินมีแรงกระทำต่อเท้าถึงข้างละประมาณ 120% ของน้ำหนักตัว และในขณะวิ่งจะมีแรงกระทำต่อเท้ามากขึ้นถึงข้างละเกือบ 3 เท่าของน้ำหนักตัว และเมื่อไรที่เราสวมใส่รองเท้าส้นสูงนั้น เท้าของเราจะรับน้ำหนักที่ไม่สม่ำเสมอกัน โดยปลายเท้าจะยิ่งรับน้ำหนักมากขึ้น แต่ในปัจจุบัน ด้วยตารางเวลาที่แน่นและยุ่งวุ่นวายของคนเมืองวัยทำงาน ทำให้อาจละเลยและลืมที่จะดูแลเอาใจใส่เท้า จนทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา
พญ.ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล แพทย์อเมริกันบอร์ดแอนตี้-แอจจิ้ง เมดิซีน โรงพยาบาลสมิติเวชสุขุมวิท กล่าวว่า หลายคนลืมนึกไปว่าผิวเท้านั้นก็ต้องได้รับการดูแลเหมือนผิวกายหรือผิวหน้า ทำให้ละเลย ไม่ค่อยใส่ใจดูแลเท้าเท่าไรนัก สิ่งที่เห็นได้ประจำก็คือ เรื่องของเชื้อราและกลิ่นเท้าที่เกิดจากการหมักหมมของเหงื่อ เนื่องจากการที่ใส่รองเท้าที่ปิดและการใช้เท้ามากๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดินหรือการออกกำลัง อีกทั้งผู้หญิงบางคนอาจจะนิยมการทำเล็บ และชอบที่จะให้ช่างทำเล็บแคะเล็บขบให้ การทำเช่นนั้นหากไม่ได้รับการทำความสะอาดอย่างดี อาจจะทำให้เกิดแผลซึ่งอาจจะติดเชื้อในเวลาต่อมา ในบางครั้งเราอาจจะลืมดูแลผิวหนังบริเวณส้นเท้า ทำให้หนังสะสมจนหนาตัวขึ้น และเมื่อไม่ได้รับการดูแลนานๆ อาจจะนำไปสู่ปัญหาส้นเท้าแตกได้
"จริงๆแล้วนั้น ส้นเท้าแตกอาจจะเกิดจากหลายสาเหตุ อย่างเช่น การมีน้ำหนักมากเกินไป เพราะฉะนั้นไม่ควรปล่อยให้น้ำหนักเกินเกณฑ์ หรือการมีผิวแห้งและถูกกดทับหรือเสียดสี และอีกสิ่งที่ควรทราบคือโรคสะเก็ดเงิน เป็นโรคเท้าที่สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ ซึ่งการปล่อยให้ส้นเท้าแตกโดยไม่รักษาอาจจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น เลือดออกหรือติดเชื้อแบคทีเรียตามรอยแตกได้และหากส้นเท้ามีอาการแตกมากจนถึงขั้นมีแผลติดเชื้อหรือเลือดออก ก็ควรทายาปฏิชีวนะป้องกันการติดเชื้อ ทั้งหมดนี้หากปล่อยไว้เรื้อรัง อาจเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งได้แบบไม่คาดคิด” คุณหมอให้คำแนะนำ
พร้อมกันนี้คุณหมอแนะนำวิธีการดูแลสุขภาพเท้าให้ดีนั้นว่า ทุกคนดูแลสุขภาพผิวเท้าให้ดี โดยขั้นตอนง่ายๆ คือ ล้างเท้าทั้งสองข้างทุกวันโดยแช่ในน้ำอุ่นผสมน้ำสบู่ประมาณ 10 นาทีจากนั้นล้างด้วยน้ำสะอาด และเช็ดให้แห้งสนิท โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณซอกนิ้วเท้า ต้องให้แห้งสนิทจริงๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกลิ่นที่อับชื้นและเหม็นตามมา เมื่อส้นเท้านุ่มขึ้นและไม่เจ็บแล้วอาจใช้หินขัดเท้า ค่อยๆ ขัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว หลุดลอกออกทีละน้อย ไม่ควรขัดออกทีละมากๆ เพราะจะทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ และสุดท้ายการใช้ครีมบำรุงผิวที่เข้มข้น ประกอบด้วยสารหล่อลื่นและสารชุ่มชื้นผิวสูง เช่น ยูเรียครีม ทาถูหนาๆ วันละ 2-3 ครั้ง ก่อนนอนควรทาครีมนี้หนาๆ ที่ส้นเท้าและทั่วผิวเท้า จากนั้นใช้ถุงพลาสติกที่ใหม่และสะอาดมาห่อหุ้มเท้าจนถึงรุ่งเช้า วิธีนี้เป็นการทำเซาว์น่าให้เท้าด้วยตนเองเป็นการเพิ่มความชุ่มชื้นและหล่อลื่นผิวเท้าที่รวดเร็วโดยเนื้อครีมจะสามารถแทรกซึมเข้าผิวหนังได้ดี



