ไลฟ์สไตล์

เปิดตัว 4 ครอบครัวชาวนาตัวอย่างรุ่นแรก

เปิดตัว 4 ครอบครัวชาวนาตัวอย่างรุ่นแรก

03 มิ.ย. 2558

เกษตรกรคนเก่ง : เปิดตัว 4 ครอบครัวชาวนาตัวอย่างรุ่นแรก

 
                      ตามที่มูลนิธิข้าวไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ และ 4 องค์กรพันธมิตร ประกอบด้วย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร กรมการข้าวและกรมส่งเสริมการเกษตร และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้คัดเลือกครอบครัวชาวนาตัวอย่างเป็นครั้งแรก ภายใต้โครงการคัดเลือกครอบครัวชาวนาตัวอย่าง 4 คนจาก 4 ภาค ที่จะได้รับเข้ารับโล่พระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และรางวัลเงินสดครอบครัวละ 1 แสน บาท ในงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ 5  มิถุนายนนี้ ณ กรมการข้าว บางเขน กรุงเทพฯ ดังนี้
 
 
เปิดตัว 4 ครอบครัวชาวนาตัวอย่างรุ่นแรก
 
 
สืบทอดทำนา 4 ชั่วอายุ
 
 
                      นายนพดล สว่างญาติ อายุ 33 ปี เป็นตัวแทนของภาคกลาง อยู่บ้านเลข 64 หมู่ 1 ถ.เทศบาล 7 ต.ช้างใหญ่ อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา การศึกษา ปริญญาตรี (วิศวกรรมศาสตร์บัณฑิต) ได้สืบทอดการทำนามา 4 ชั่วอายุแล้วคือ โดยทำนามามา 4 ปี เริ่มจากร่วมกับพ่อแม่ในพื้นที่นา 20 ไร่ และของผู้เป็นตาอีก 10 ไร่
 
                      สิ่งที่น่าสนใจคือมีการนำนวัตกรรมในการทำนา 2 เรื่อง คือ พัฒนาเครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวแบบนั่งขับโดยใช้รถไถเดินตาม ทำให้ต้นทุนต่ำ สะดวก รวดเร็ว ลดการใช้อัตราเมล็ดพันธุ์ และลดการสูญเสียเมล็ดพันธุ์ โดยพัฒนามาเป็นต้นแบบที่ 1 มีถังใส่ข้าว 1 ถัง (ความจุ 15 กก.) หยอดได้ 6 แถว ระยะเวลา 1 ชั่วโมงหยอดได้ 4 ไร่ ใช้เมล็ดพันธุ์อัตรา 5 กก.ต่อไร่ พัฒนาเป็นต้นแบบรุ่น 2 มีถังใส่ข้าว 3 ถัง (ความจุถังละ 10 กก.) รวม 30 กก.ยอดได้ 12 แถว ใช้เวลา 1 ชั่วโมงหยอดได้7 ไร่ ใช้เมล็ดพันธุ์อัตรา 5 กก.ต่อไร่
 
                      นอกจากนี้ยังผลิตจุลินทรีย์ป้องกันและกำจัดโรคพืช โรคแมลง โดยใช้เชื้อราเมตาไรเซียม เพื่อให้ใช้ง่ายและเก็บได้นาน มีการผลิตใช้เองและจำหน่ายด้วย 
 
 
เปิดตัว 4 ครอบครัวชาวนาตัวอย่างรุ่นแรก
 
 
คนแก่งแห่งหลุ่มปากพนัง
 
 
                      นางบุญเรือน ทองจำรัส อายุ 56 ปี ครอบครัวจากภาคใต้ อบู่บ้านเลขที่ 085 หมู่ 5 ต.ดอนตรอ อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครศรีธรรมราช เป็นทายาทลูกชาวนารุ่นที่ 4 บรรพบุรุษทำนามาแล้ว 150 ปี มีอาชีพเสริมเป็นคนขับรถแบ็กโฮ นางบุญเรือนทำนาอยู่ 34 ไร่ 
 
                      มีความคิดสร้างสรรค์และริเริ่มปรับปรุงวิธีการทำนาให้เหมาะสมกับสภาพนา เริ่มจากการหว่านแห้งรอฝน ปรับเปลี่ยนเป็นหว่านน้ำตมพบปัญหาหอยเชอรี่ ต้องใช้วิธีการเลี้ยงเป็ดควบคู่กับการบริหารจัดการน้ำ จะย้ายเป็ดออกไปเมื่อข้าวอายุ 70 วัน หอยเชอรี่ที่เหลือเก็บไปหมักเป็นปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ ได้แบ่งที่นาออกเป็น 3 ส่วน ทำเกษตรอินทรีย์เอง 1 ส่วน อีก 2 ส่วนให้ลูกชาย 2 คน 
 
                      ใช้พันธุ์พื้นเมืองสังข์หยดในฤดูนาปี และข้าวหอมปทุมธานีในนาปรัง เนื่องจากข้าวพื้นเมืองอายุ 150 วัน จึงต้องปลูกก่อนปทุมธานี 1 เดือนเพื่อให้เก็บเกี่ยวใกล้เคียงกัน เพื่อเลี่ยงปัญหานกหนูทำลาย ส่วนน้ำใช้น้ำชลประทานที่มีแหล่งน้ำจากลำคลอง เน้นใช้ใช้แรงงานครอบครัวเป็นหลัก ตลอดระยะเวลาที่ทำนา ได้รับรางวัลประกาศนียบัตรที่ได้รับมากมาย
 
 
เปิดตัว 4 ครอบครัวชาวนาตัวอย่างรุ่นแรก
 
 
ดลบันดาลใจมากคำสอนของพ่อ
 
 
                      นายพิษณุ อรรคนิวาส อายุ 53 ปี จากภาคเหนือ อาศัยบ้านเลขที่ 63/1 หมู่ 1 ต.งิ้วราย อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร จบการศึกษามัธยมศึกษาตอนปลาย (มศ.5) สืบทอดการทำนา 3 ชั่วอายุ ทำนามาแล้ว 37 ปี มีพื้นที่ทำนาทั้งหมด 104 ไร่ เป็นเจ้าของ 33 ไร่ (ได้รับมรดกมาจากรุ่นแม่และรุ่นตาของภรรยา) และเช่าที่นา 71 ไร่
 
                      มีความคิดสร้างสรรค์และริเริ่มปรับปรุงสภาพดินให้เหมาะกับสภาพนา ด้วยการวิเคราะห์ดิน หาค่าความเป็นกรด-ด่าง และปรับปรุงดินก่อนปลูก ไม่เผาฝางข้าว ใช้น้ำหมักชีวภาพย่อยสลายฟาง คัดเลือกเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ทนโรคและแมลงก่อนปลูก เน้นข้าวขาวดอกมะลิ 105 และพันธุ์พื้นเมือง
 
                      นายพิษณุได้รับแรงบันดาลใจและปลูกฝังการทำนามาจากพ่อเคยสอนไว้ว่า “มึงมีที่นาทำกิน ไม่มีวันอดตายหรอก ถ้ามึงขยัน ที่นามึงก็อยู่ให้ทำกินไปจนถึงลูกหลาน มีข้าวสารกรอกหม้อกินทุกวัน มึงก็อยู่ได้” เป็นคำสอนที่ฝังใจมาตลอด ทำให้รักอาชีพทำนามาจนถึงทุกวันนี้
 
 
เปิดตัว 4 ครอบครัวชาวนาตัวอย่างรุ่นแรก
 
 
เน้นเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจัง
 
 
                      นายวินิจ สุภาจันทร์ อายุ 52 ปี ข้อมูล “ครอบครัวชาวนาตัวอย่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” อยู่เลขที่ 4 หมู่ 9 ต.นาเวียง อ.เสนางคนิคม จ.อำนาจเจริญ สืบทอดการทำนา 3 ชั่วอายุ ทำนามา 23 ปีในพื้นที่ 51 ไร่ และได้วางแนวทางให้ลูกชายและลูกสาวสืบทอดการทำนาต่อไป 
 
                      การทำนาในภาคอีสานต้องอาศัยน้ำฝนเป็นหลัก นายวินิจ แก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำด้วยการขุดบ่อน้ำเพื่อเก็บน้ำในฤดูฝนและใช้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานทดแทนมาใช้ในการสูบน้ำมาใช้ในแปลงนา
 
                      นอกจากนี้ยังมีการใช้จุลินทรีย์ในการปรับปรุงบำรุงดิน เป็นการช่วยสร้างธาตุอาหาร มีการใช้ปุ๋ยอินทีย์ควบคู่กับน้ำหมักชีวภาพ และหันมาทำนาเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2547 ซึ่งปัจจุบันมีผลผลิตต่อไร่ 600-700 กก. นอกจากนี้ยังมีการรวมกลุ่มผู้ปลูกข้าวหอมมะลิอินทรีย์คุณภาพในนาม “ข้าวสัจธรรมอำนาจเจริญ” มีสมาชิก 200 ราย