
เผยร่าง พ.ร.บ.ยาสูบฉบับใหม่ เครื่องมือสกัด 'นักสูบรุ่นเยาว์'
01 มิ.ย. 2558
เผยร่าง พ.ร.บ.ยาสูบฉบับใหม่ เครื่องมือสกัด 'นักสูบรุ่นเยาว์'
พิษภัยของบุหรี่เป็นสิ่งที่รัฐบาลทุกประเทศต่างรับทราบ และมีผลกระทบต่อผู้ที่สูบบุหรี่ โดยเฉพาะมีการศึกษาวิจัยพบว่า เป็นอันตรายอย่างมากที่อายุของนักสูบรุ่นใหม่มีวัยน้อยลง จึงอยู่ที่ว่า ทิศทางการป้องกันและใช้มาตรการปกป้องอย่างไร เพราะเรื่องนี้เกี่ยวพันกับผลประโยชน์มหาศาลของบริษัทยักษ์ใหญ่ค้าบุหรี่ ที่มีกลยุทธ์อาศัยช่องโหว่กฎหมายในการสร้างยอดขายและผลกำไรในแต่ละปีนับแสนล้านบาท
ทุกวันที่ 31 พฤษภาคมของทุกปี เป็น "วันงดสูบบุหรี่โลก" (World No Tobacco Day) โดยเริ่มจัดครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม ค.ศ.1988 โดยองค์การอนามัยโลก เพื่อให้เห็นอันตรายของบุหรี่ต่อสุขภาพและโทษของบุหรี่ การจัดงานวันงดสูบบุหรี่โลกก็เพื่อกระตุ้นให้ผู้สูบบุหรี่เลิกสูบและให้รัฐบาลทุกชาติ ตลอดจนประชากรโลกไปจนถึงชุมชนและครอบครัวที่เป็นหน่วยเล็กที่สุดของสังคม ได้ตระหนักถึงความสำคัญและเข้าร่วมกิจกรรม
ในส่วนของประเทศไทย มีความพยายามรณรงค์ให้เลิกสูบบุหรี่และลดนักสูบรุ่นใหม่ให้น้อยลงมาโดยตลอด ล่าสุดมีการผลักดันกฎหมายฉบับใหม่ในการควบคุมการสูบบุหรี่ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและวัยรุ่น เพื่อป้องกันเยาวชนของชาติ ทั้งนี้ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ครม.มีมติอนุมัติหลักการ "ร่าง พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ" ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ โดยเป็นการยกเลิก พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ.2535 และ พ.ร.บ.คุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่ พ.ศ.2535
สาระสำคัญ กำหนดอายุขั้นต่ำของผู้ที่จะซื้อผลิตภัณฑ์ยาสูบ จากเดิม 18 ปี เป็น 20 ปี ห้ามแบ่งขายผลิตภัณฑ์ยาสูบแยกเป็นมวน และห้ามขายผ่านรูปแบบของพริตตี้ รวมถึงห้ามขายในสถานที่ต่างๆ เช่น วัด สถานบริการ สาธารณสุข สถานศึกษา สวนสาธารณะ นอกจากนี้ ห้ามการโฆษณาในรูปแบบเป็นผู้สนับสนุนการประกวดและการแข่งขัน นอกเหนือจากการห้ามโฆษณาผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ เครือข่ายคอมพิวเตอร์
รวมทั้งยังกำหนดให้ผลิตภัณฑ์ยาสูบครอบคลุมไปถึงผลิตภัณฑ์ที่มีสารนิโคติน เป็นส่วนประกอบ เช่น มอระกู่ มอระกู่ไฟฟ้า บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ และห้ามผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก ผู้แทนจำหน่าย ดำเนินกิจกรรมในลักษณะให้การอุปถัมภ์ หรือการสร้างความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสังคม
ที่สำคัญได้เพิ่มเติมอำนาจเจ้าหน้าที่มีอำนาจในการออกใบสั่ง ยึดหรืออายัด และเพิ่มอัตราโทษการขายให้บุคคลที่มีอายุต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด จากโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เป็นโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ และเพิ่มโทษการสูบบุหรี่ในเขตปลอดบุหรี่ จากปรับไม่เกิน 2,000 บาท เป็นมีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท
พร้อมทั้งให้กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแก้ไขผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้ โดยเฉพาะการหามาตรการเยียวยาเกษตรกรผู้ปลูกใบยาสูบรายย่อยที่จะได้รับผลกระทบจากการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้
หากพิจารณาตามสถิติที่ทำการวิจัยไว้ จะพบว่า อัตราการเพิ่มของผู้สูบบุหรี่ของไทยนับว่าอยู่ในภาวะที่น่าวิตกและเข้าขั้นควรต้องเร่งรีบแก้ไขก่อนจะสายเกินไป หากอัตราการสูบบุหรี่พุ่งสูงขึ้น และยิ่งเป็นกลุ่มเยาวชนที่เริ่มเป็นหน้าใหม่เข้ามาเป็นผู้สูบบุหรี่แล้ว จะทำให้เยาวชนที่จะเป็นคนรุ่นใหม่ของชาติกลายเป็นกำลังที่อ่อนแอสะสมโรคร้ายภายในร่างกาย และยิ่งมีผู้สูบบุหรี่มากเท่าใดก็ยิ่งสูญเสียงบประมาณในการรักษาพยาบาลกลุ่มผู้ป่วยจากการสูบบุหรี่มากขึ้นเท่านั้น ทั้งที่งบประมาณเหล่านี้น่าจะไปทำอย่างอื่นที่เกิดประโยชน์มากกว่า อยู่ที่ว่าจะหยุดยั้งการเติบโตของนักสูบบุหรี่ได้มากน้อยเท่าใด
สำนักงานสถิติแห่งชาติได้สำรวจในปี 2557 ถือเป็นครั้งที่ 17 ที่ทำติดต่อกันมาทุกปี โดยเก็บรวบรวมข้อมูลในเดือนมิถุนายน 2557 โดยสุ่มเลือกผู้ตอบสัมภาษณ์ที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ที่เป็นสมาชิกในครัวเรือนตัวอย่างและตอบสัมภาษณ์ ด้วยตนเองครัวเรือนละ 1 คน โดยมีจำนวนครัวเรือนตัวอย่างทั้งในเขตเทศบาลและนอกเขตเทศบาลทั่วทั้งประเทศ 25,758 ครัวเรือน และมีผลการสำรวจที่สำคัญสรุปได้ดังนี้
พบว่าในจำนวนประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไปทั้งสิ้น 54.8 ล้านคน เป็นผู้ที่สูบบุหรี่ 11.4 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 20.7 โดยเป็นผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ 10 ล้านคน ร้อยละ 18.2 และเป็นผู้ที่สูบบุหรี่นานๆ ครั้ง 1.4 ล้านคน ร้อยละ 2.5 เมื่อพิจารณาอัตราการสูบบุหรี่ตามกลุ่มวัย พบว่ากลุ่มวัยทำงาน อายุ 25-59 ปี มีอัตราการสูบบุหรี่สูงสุด ร้อยละ 23.5 รองลงมาคือกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และกลุ่มเยาวชน อายุ 15-24 ปี ร้อยละ 16.6 และ 14.7 ตามลำดับ และพบว่าอัตราการสูบบุหรี่ของผู้ชายมากกว่าผู้หญิง 18.4 เท่า
เมื่อพิจารณาอัตราการสูบบุหรี่ของประชากรอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป ในภาพรวมพบว่า ในช่วงปี 2547-2552 อัตราการสูบบุหรี่มีแนวโน้มลดลง คือร้อยละ 23.0 และ 20.7 ตามลำดับ ทั้งนี้ในปี 2554 อัตราสูบเพิ่มขึ้นอีกเป็นร้อยละ 21.4 และลดลงเหลือร้อยละ 19.9 ในปี 2556 แต่ผลสำรวจครั้งล่าสุดในปี 2557 อัตราการสูบเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 20.7 เมื่อเปรียบเทียบอัตราการสูบบุหรี่ปี 2557 กับปี 2556 ยังพบว่า ทั้งเพศชายและหญิงมีอัตราการสูบบุหรี่เพิ่มสูงขึ้น ผู้ชายเพิ่มจากร้อยละ 39.0 เป็น 40.5 ผู้หญิงเพิ่มเพียงเล็กน้อยจากร้อยละ 2.1 เป็น 2.2
อย่างไรก็ตาม เมื่อวิเคราะห์ผลการสำรวจในปี 2557 พบว่า อายุเฉลี่ยที่เริ่มสูบบุหรี่ครั้งแรกของผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ คือ 17.8 ปี ขณะที่อายุเฉลี่ยที่เริ่มสูบบุหรี่เป็นปกตินิสัย คือ 19.5 ปี เมื่อเทียบกับปี 2550 พบว่าทุกกลุ่มวัยมีอายุเฉลี่ยที่เริ่มสูบบุหรี่น้อยลง โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน อายุ 15-24 ปี เริ่มสูบบุหรี่เมื่ออายุน้อยลงค่อนข้างมากกว่ากลุ่มอื่น คือ จากปี 2550 เยาวชนเริ่มสูบบุหรี่เมื่ออายุ 16.8 ปี แต่ในปี 2557 ลดลงมาเป็น 15.6 ปี ดังนั้นผลสำรวจในปี 2557 ชี้ให้เห็นว่า อายุของนักสูบหน้าใหม่เป็นกลุ่มวัยรุ่นอายุน้อยลงเรื่อยๆ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรทบทวนและบังคับใช้มาตรการและกฎหมายต่างๆ ที่มีอยู่อย่างเป็นรูปธรรมเพื่อสกัดกั้นการเกิดนักสูบหน้าใหม่
สอดคล้องกับที่ ทพ.สุธา เจียรมณีโชติชัย รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ที่กล่าวในงานแถลงข่าวโครงการรณรงค์สัญลักษณ์กระต่ายขาเดียว ป้องกันนักสูบหน้าใหม่โดยทันตบุคลากร ว่า จากการสำรวจ "เด็กประถมศึกษา" อายุ 8-12 ปี ในปี 2557 จำนวน 3,532 คน พบร้อยละ 22 มีเพื่อนที่สูบบุหรี่ ร้อยละ 1.5 คิดว่าจะลองสูบบุหรี่ถ้าเพื่อนชวน ร้อยละ 7.6 เคยลองสูบบุหรี่ และร้อยละ 40 เคยถูกผู้ใหญ่ใช้ไปซื้อบุหรี่ นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่แสดงว่าปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการสูบบุหรี่ของเยาวชนมากที่สุด คือครอบครัว เช่น คนใกล้ชิดในครอบครัวสูบบุหรี่ รวมทั้งเด็กยังขาดความรู้ความเข้าใจถึงพิษภัยของบุหรี่ มีพฤติกรรมเลียนแบบจากสื่อภาพยนตร์
ขณะที่ ทพ.ดร.ณัฐวุธ แก้วสุทธา รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ระบุว่า จากสถิติพบว่าเด็กไทย 10 คนที่ติดบุหรี่ 7 คนจะเลิกไม่ได้จนตลอดชีวิต การป้องกันนักสูบหน้าใหม่ ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นเด็ก จึงเป็นมาตรการที่ทุกประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญ ประเทศไทย พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบที่ใช้ปัจจุบันใช้มากว่า 20 ปีแล้ว ทำให้ล้าสมัย ไม่สามารถควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบรูปแบบใหม่ๆ และกลยุทธ์การตลาดของบริษัทยาสูบที่มีการพัฒนาต่อยอดเชิงธุรกิจมาโดยตลอด
ดังนั้น ข้อบัญญัติใน พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบฉบับใหม่ ที่ได้จำกัดกลยุทธ์ส่งเสริมการขาย การห้ามแบ่งซองขายบุหรี่เป็นรายมวน ห้ามการโฆษณาบนซองบุหรี่ รวมถึงห้ามผลิตภัณฑ์ยาสูบใหม่ๆ ที่เย้ายวนจูงใจเยาวชน คนไทยทุกคนจึงควรให้การสนับสนุน พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบฉบับใหม่ เพื่อปกป้องลูกหลานให้เติบโตแข็งแรงเป็นกำลังที่สำคัญของประเทศในอนาคต



