ไลฟ์สไตล์

โรแมนติก@ซันมูนเลค

โรแมนติก@ซันมูนเลค

31 พ.ค. 2558

โรแมนติก@ซันมูนเลค : ชวนเที่ยว เรื่อง / ภาพ : นพพร วิจิตร์วงษ์

                 เกาะเล็กๆ ที่เรียกตัวเองว่า ไต้หวัน (Republic of China) ความยาวเหนือจรดใต้แค่ 400 กว่ากิโลเมตร แต่เป็นดินแดนที่อัดแน่นไปด้วยความหลากหลาย ทั้งความทันสมัยของความเป็นเมือง ธรรมชาติที่สวยงาม และความเก่าแก่ของวัฒนธรรม

                ปัจจุบัน การเดินทางไปไต้หวันยังต้องขอวีซ่าเข้าประเทศ แม้ไต้หวันไม่มีสถานทูตในไทย แต่มีสำนักตัวแทนคือ สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย ทำหน้าที่ทุกอย่างแบบเดียวกับสถานทูตหรือสถานกงสุลทั่วไป

                สนามบินไต้หวันอยู่ที่เมืองเตาหยวน ห่างจากกรุงไทเปราวๆ 40 กิโลเมตร แต่ใช้เวลาเดินทางราวๆ ครึ่งชั่วโมงเศษ เนื่องจากการจราจรที่คล่องตัว อ้อ... ถ้าไม่มีใครมารับ หรือเดินทางกันเอง ที่นี่ก็สะดวก ด้วยรถสาธารณะทั้งแท็กซี่ รถเมล์ หรือรถไฟใต้ดิน ที่ดูเหมือนจะมีคนใช้บริการมาก เนื่องจากค่าเดินทางที่ไม่แพงนัก อย่างแท็กซี่เริ่มต้นที่ 60 ดอลลาร์ไต้หวัน ราคาค่าเงินไต้หวันกับบาท ก็สูสีกัน (แลกที่สนามบินที่ไต้หวันจะได้เรตดีกว่า ซึ่งเขามีแลกเงินไทยด้วย)

                เป้าหมายของฉันจะพาไปโรแมนติกที่ซันมูนเลค (Sun Moon Lake) ที่ได้ชื่อไทยเก๋ไก๋ว่า ทะเลสาบสุริยันจันทรา อยู่ห่างจากกรุงไทเประยะเดินทางโดยรถบัสก็ราวๆ 3 ชั่วโมงกว่า แต่ถ้าไปด้วยรถไฟด่วนหัวกระสุน ก็ย่นระยะไปได้เยอะ เพราะจากไทเปไปลงที่ไทจง ใช้เวลาราวๆ 45 นาที จากไทจงต่อรถโดยสารผ่านภูเขา ลอดอุโมงค์ อีกราวๆ 1 ชั่วโมงก็ถึงที่หมายแล้ว

                ทะเลสาบสุริยันจันทรา จัดได้ว่าเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่สุดในไต้หวัน ปัจจุบันเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งไปแล้ว อยู่ที่เมืองหยูชี ในเขตหนานเถา ขุนเขาที่เห็นข้างทางระหว่างนั่งรถเข้าเมือง ทำให้รู้ว่าเมืองนี้ไม่ได้มีแค่ทะเลสาบนะ หากแต่มีเทรลเดินสำหรับนักผจญภัย ชอบไต่เขา และฝังตัวกับธรรมชาติอยู่มาก และมากไปกว่านั้นคือเป็นเมืองที่มีชนเผ่า 9 วัฒนธรรมเลยทีเดียว

                ที่พักของฉันอยู่ริมทะเลสาบด้านทิศใต้ เลยได้อ้อยอิ่ง พักอารมณ์อยู่ริมบึงน้ำใหญ่นี่เอง แม้จังหวะที่ไป น้ำในทะเลสาบยังน้อยเพราะผ่านช่วงแล้ง เพิ่งจะได้น้ำฝนในวันที่เดินทางไปถึง แต่ก็เห็นความเขียวขจีของต้นวอเบิร์ก วิลโล (Warburg willow) พืชชนิดหนึ่งที่ขึ้นในพื้นที่ชุ่มน้ำ ริมลำธารหรือทะเลสาบ ใช่เป็นพืชป้องกันตลิ่งได้ดีอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีพวกพืชล้มลุก มองแล้วชื่นตาจริงๆ

                รอบๆ ทะเลสาบเป็นเส้นทางปั่นจักรยาน ใครใคร่ปั่นก็ปั่นไป ใครใคร่เดินก็เดินสูดอากาศไปสบายๆ เลยได้เห็นหลากหลายอารมณ์ในยามเช้าและเย็น ฉันเองเห็นวัดอยู่บนเขาไม่ไกล จริงๆ ทางรถก็ผ่าน แต่เดินเลาะทะเลสาบไปแค่ไม่กี่ร้อยเมตร ก็ถึงวัดที่ว่า เดินขึ้นไปถึงได้รู้ว่า อยู่ในเส้นทางไปท่าเรือหรือย่านตลาด วัดนี้ชื่อ หลงเฟิง (Longfeng) จากประวัติที่ติดไว้หน้าวัด บอกว่า สร้างมากว่าศตวรรษแล้ว เริ่มจากชาวชุยเชคนหนึ่งตั้งโต๊ะบูชาที่หน้าบ้าน เพื่อนำความโชคดี และป้องกันปีศาจร้ายที่จะเข้ามาทางอ่าว ต่อมา ชาวบ้านคนอื่นเห็นแบบนั้นก็เลยช่วยกันสร้างเป็นวัดขึ้นมาแทนที่ ช่วงที่ญี่ปุ่นเข้ายึดครองเกาะไต้หวัน (ค.ศ.1895-1945) และได้เข้ามาพัฒนาแหล่งทะเลสาบที่นี่ ทำให้ระดับน้ำท่วมสูงขึ้น จึงได้ย้ายวัดขึ้นมาอยู่บนที่สูง ก็คือที่ตั้งในปัจจุบันนี่เอง

                จากที่พักฉันเดินเท้าอีกราวๆ 10 นาทีก็ถึงดาวน์ทาวน์ ที่นี่มีท่าเรือ สำหรับล่องชมทะเลสาบ ซึ่งทะเลสาบนี้เป็นทะเลสาบบนที่สูง โดยตั้งอยู่ในระดับ 748 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล 27 เมตร โดยมีพื้นที่รอบบริเวณทะเลสาบประมาณ 7.93 ตารางกิโลเมตร แน่นอนว่า ส่วนใหญ่เป็นทิวเขา จึงมีทางเดินสำหรับการปีนเขาหลายเส้นทาง

                หลังจากซื้อตั๋ว แสตมป์ข้อมือ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ จากนั่นก็เลือกขึ้นเรือ จะมีไกด์ประจำเรือ อธิบายเรื่องราว ทั้งประวัติ และชี้ให้ดูนู่นนี่ แต่เสียดายที่พูดแต่ภาษาจีน ฉันเลยได้น้องชาวไต้หวันที่พูดภาษาอังกฤษได้ คอยอธิบายให้ฟัง ถึงได้รู้ว่า ฝั่งตะวันออกคือ Sun หมายถึงสุริยา และอีกฝั่งคือ Moon หมายถึงจันทรา สมัยก่อนเคยเห็นดวงอาทิตย์และดวงจันทร์พร้อมๆ กัน จนเรียกกันว่า ซันมูนเลค

                ระหว่างทางล่องเรือจะผ่านเกาะเล็กๆ เรียกว่า เกาะลาลู (Lalu) เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของชนเผ่าเซา ในตำนานชาวเซาเป็นนักล่าสัตว์ ขณะที่กำลังไล่ล่ากวางขาวผ่านบริเวณหุบเขาจนมาเจอทะเลสาบ ซึ่งนอกจากเป็นทะเลสาบที่สวยงามแล้ว ยังค้นพบแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ ทุกวันนี้กวางขาวตัวนั้นยังเป็นตำนานที่เล่าต่อกันมา โดยมีรูปปั้นหินอ่อนเป็นสัญลักษณ์บนเกาะลาลู จนกระทั่ง เกิดน้ำท่วม รวมถึงต่อมาเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ 21 กันยายน 1999 (2542) ทำให้เกาะถูกน้ำท่วมสูง เหลือบริเวณยอดอยู่นิดเดียว แต่เรายังได้เห็นรูปปั้นของสัตว์สีขาวที่ว่านั้นด้วย บริเวณนี้ไกด์บอกว่า น่าจะมีความลึกถึงราว 400 เมตร

                เลยจากเกาะนี้ไปไม่ไกล เรือไปจอดเทียบท่าให้ขึ้นไปไหว้พระ ไม่ต้องห่วงว่าจะลงมาแล้วไม่เจอเรือ เพราะขึ้นเรือลำไหนก็ได้ เนื่องจากมีแสตมป์ที่ข้อมือไว้เแล้วนั่นเอง ใช้เวลาราวๆ 20 นาที ขึ้นไหว้พระที่นี้คนแน่นมาก ทั้งที่มาทางเรือ และทางรถ ออกจากท่าเรือนี้ เรือจะไปแวะเทียบท่าอีกจุดหนึ่ง เป็นช็อปปิ้งเซ็นเตอร์ มีจุดขึ้นกระเช้าขึ้นไปชมวิวยอดเขาด้วย (ซื้อตั๋วต่างหาก)

                ทะเลสาบกลางขุนเขา ที่มีหมอกหลังฝนลอยอ้อยอิ่ง ซอกซอนไปตามหลืบเขา ให้อารมณ์ที่แสนสบาย เชื่อมั้ยว่า ต่อให้ยุ่งแสนยุ่งแค่ไหน พอได้มาหยุดที่นี่ อารมณ์ก็เย็นลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งบรรยากาศและภาพโดยรอบที่สวยงาม กลายเป็นสถานที่ฮันนีมูนของคู่รักหลายๆ คู่ไปแล้ว ปกติที่นี่ไม่อนุญาตให้ว่ายน้ำเล่น แต่จะมีการแข่งขันว่ายน้ำประจำปีระยะทาง 3 กิโลเมตร ชื่องานว่า "The Swimming Carnival of Sun Moon Lake" ในช่วงเทศกาลกลางฤดูใบไม้ผลิของทุกปี และมีผู้เข้าร่วมแข่งขันมากขึ้นทุกปีเช่นกัน

                ทอดอารมณ์อยู่ริมทะเลสาบได้เต็มอิ่ม ถึงได้เดินทางกลับเมืองใหญ่ไทเป มาตระเวนดูความทันสมัยและไฮเทคโนโลยีดูบ้าง

                มาถึงไทเป เขาบอกว่า อย่าได้พลาดตึกสูงที่สุดคือ ไทเป 101 ซึ่งอยู่เขตซินหยี่ เป็นย่านธุรกิจการเงินใจกลางเมือง แค่ขึ้นไปที่ตึกนี้ ก็จะมองเห็นกรุงไทเป ทั้งภาพเมืองและทิวเขาที่รายรอบ ก็เพราะตึกนี้สูงถึง 508 เมตร

                เมื่อก่อนไทเป 101 ได้ชื่อว่าเป็นตึกระฟ้าที่สูงที่สุดในโลกมาแล้ว ก่อนจะมีตึกระฟ้าอื่นๆ ผุดขึ้นมาทำลายสถิติ แต่ทุกวันนี้เขาก็ยังประกาศตัวว่าเป็นตึกที่ลิฟต์เร็วที่สุด คือใช้เวลา 1,010 เมตรต่อนาที

                ตึกนี้ได้ชื่อว่า เป็นนวัตกรรมด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีที่เป็นความภาคภูมิใจของไต้หวัน ที่ผสมผสานสถาปัตยกรรมแบบตะวันออกดั้งเดิมกับปัจจุบัน ได้อย่างลงตัว และลงตัวกับตึกแวดล้อม มีการจัดพื้นที่ชั้นบนเกือบถึงชั้นดาดฟ้าเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ชมทิวทัศน์รอบด้าน ฉันเลยอาศัยขึ้นไปกินข้าวที่ภัตราคารจีนบนชั้น 86 แล้วชมวิวแทน

                ภาพของเมืองใหญ่ ตึกสูง กับขุนเขาที่มีสายหมอกคลอเคลีย ...ไต้หวัน ยังมีอะไรให้ค้นหาอีกเยอะ อาทิตย์หน้าค่ะ จะพาตะลุยเมืองใหญ่บนเกาะเล็กๆ แห่งนี้กัน

โรแมนติก@ซันมูนเลค