
ดูแลสุขภาพ : สมุนไพร..สู้เบาหวาน (จบ)
29 พ.ค. 2558
ดูแลสุขภาพ : สมุนไพร..สู้เบาหวาน (จบ)
สำหรับสมุนไพรสู้เบาหวานที่น่าสนใจอีก 5 ชนิด ได้แก่
ตำลึง (Ivy gourd) ชื่อวิทยาศาสตร์ Coccinia grandis (L.) Voigt ชื่อวงศ์ Cucurbitaceae เป็นผักสมุนไพรที่หาง่าย มีคุณค่าทางอาหารสูง และมีข้อมูลการใช้ในตำรับยาอายุรเวทในการรักษาเบาหวานมานานนับพันปี รวมถึงมีการศึกษาวิจัยมากมายและน่าเชื่อถือได้ ตำลึงแสดงผลการลดน้ำตาลทั้งในสัตว์ทดลองและในคน สามารถใช้ได้ทั้งใบ ราก ผล เป็นผักที่มีวิตามินเอสูงมากรองมาจากใบยอ แมงลัก โหระพา มีวิตามินซีสูงมากกว่ามะนาว มีวิตามินบี 3 ช่วยบำรุงผิวหนัง มีธาตุเหล็กช่วยบำรุงเลือด นอกจากนี้ยังมีกากใยสูงช่วยในการระบายอีกด้วย
วิธีใช้ ให้นำยอดตำลึง 1 กำมือ หรือขนาดที่กินพออิ่ม โรยเกลือหรือเหยาะน้ำปลา (เพื่อความอร่อย) ห่อด้วยใบตอง แล้วนำไปเผาไฟจนสุก ให้รับประทานจนหมดหรือรับประทานจนอิ่ม ก่อนนอนติดต่อกัน 3 เดือน
ว่านหางจระเข้ (Aloe) ชื่อวิทยาศาสตร์ Aloe vera Linn. ชื่อวงศ์ Aloaceae เป็นสมุนไพรที่มีการใช้มานานนับพันปี ในตำราสมุนไพรของกรีกมีรายงานการใช้ว่านหางจระเข้อย่างละเอียดพิสดาร ตั้งแต่การใช้รักษาบาดแผล นอนไม่หลับ กระเพาะอาหารทำงานไม่ปกติ ปวดหัว ผมร่วง โรคเหงือกและฟัน โรคผิวหนังพอง ถูกแดดเผา ผิวด่างดำ บำรุงผิวหนัง ในส่วนที่เป็นยานั้นพบว่า ช่วยลดน้ำตาลในเลือดทั้งในคนและสัตว์ทดลอง กระตุ้นการเผาผลาญของร่างกาย ดังนั้น จึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
วิธีใช้ ให้รับประทาน เนื้อว่านหางจระเข้สด วันละ 15 กรัม ทุกวัน ติดต่อกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์
อบเชยจีน (Chinese Cinnamon) ชื่อวิทยาศาสตร์ Cinnamomum camphora (L.) J.S. Presl/Cinnamomum aromaticum Nees ชื่อวงศ์ Lauraceae. เป็นพืชประจำถิ่นแถวเอเชียใต้ มีการบันทึกการใช้เป็นยามาตั้งแต่สมัยโบราณ และยังเป็นเครื่องเทศสำคัญจากเอเชียสู่ยุโรป นอกจากนี้ ยังมีการใช้เป็นยาสำหรับรักษาไซนัส หวัด หวัดใหญ่ มะเร็ง และล่าสุดมีการค้นพบสรรพคุณของอบเชย ในการช่วยในการลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยในอบเชยมีสาร Methylhydroxy Chalone Polymer (MHCP) ที่ทำให้เซลล์ไขมันตอบสนองต่อการทำงานของอินซูลินได้มากขึ้น ทำให้อินซูลินทำงานได้มีประสิทธิภาพ รวมทั้งยังมีฤทธิ์เหมือนอินซูลิน คือ ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด อีกทั้งอบเชยจีนยังช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ ลดไขมันตัวร้ายแอลดีแอล และลดคอเลสเตอรอลได้อีกด้วย
วิธีใช้ รับประทานผงอบเชยจีนประมาณ 1 ช้อนชาต่อวัน แบ่งเป็นเช้าครึ่งช้อนชา เย็นครึ่งช้อนชา รับประทานกับเครื่องดื่ม เช่น นม โอวัลติน ชา กาแฟ โยเกิร์ต หรือบรรจุแคปซูลรับประทาน ควรรับประทานติดต่อกันอย่างน้อย 20 วัน
อินทนิลน้ำ (Queen's Flower) ชื่อวิทยาศาสตร์ Lagerstroemia speciosa (L.) Pers ชื่อวงศ์ LYTHRACEAE เป็นไม้ต้นผลัดใบ พบทั่วไปตามที่ราบลุ่มและบริเวณฝั่งแม่น้ำ เป็นสมุนไพรยอดนิยมในการรักษาเบาหวานมาแต่โบราณของไทย ปัจจุบันมีการศึกษาพบว่า อินทนิลน้ำ มีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยมีสาระสำคัญชื่อ Corosolic acid ออกฤทธิ์เหมือนอินซูลิน จัดเป็นอินซูลินจากธรรมชาติ ไม่พบผลข้างเคียง ทั้งยั้งช่วยชะลอการย่อยแป้งในระบบทางเดินอาหาร และทำให้การลำเลียงน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ดีขึ้น ใบอินทนิลน้ำที่ดีเหมาะกับการนำมาทำยา คือ ใบแก่ใกล้ผลัดใบ นอกจากนี้ เมล็ดแห้งของอินทนิลน้ำก็สารถช่วยลดน้ำตาลได้เช่นกัน
และสมุนไพรสู้เบาหวานตัวสุดท้ายที่จะแนะนำ คือ หว้า ชื่อวิทยาศาสตร์ Syzygium cumini (L.) Skeels ชื่อวงศ์ MYRTACEAE ลูกหว้าเป็นผลไม้ป่า มีรสเปรี้ยว ฝาด หวาน รับประทานแล้วปากจะมีสีดำ สามารถนำไปแปรรูปเป็น ไวน์ แยม หรือทำน้ำสมุนไพรได้ มีการศึกษาประโยชน์ของหว้าทั้งในสัตว์ทดลองและในคน ถึงฤทธิ์ของการลดน้ำตาลในเลือดพบว่า มีฤทธิ์ยับยั้งการทำลายอินซูลิน ช่วยเพิ่มปริมาณอินซูลิน กระตุ้นการหลั่งอินซูลิน ลดระดับน้ำตาลในเลือด ยับยั้งเบาหวาน เพิ่มปริมาณไกลโคเจนในตับ และแม้แต่ในอเมริกาก็มีการยืนยันว่าสารสกัดด้วยน้ำของเมล็ดหว้ามีประโยชน์ต่อผู้ป่วยเบาหวาน
ตำรับยาต้มเมล็ดลูกหว้า ใช้เมล็ดสดของลูกหว้า 100 กรัม (1ขีด) น้ำสะอาด 1 ลิตร นำเมล็ดลูกหว้ามาโขลกใส่หม้อต้มให้เดือด เคี่ยวไฟอ่อนๆ 15 นาที ให้ตัวยาออกมา รับประทานครั้งละ 1 ถ้วยชา วันละ 3 มื้อ เป็นเวลา 1 เดือน อาการเบาหวานจะทุเลา สามารถลดยาหรือใช้สมุนไพรในการดูแลอย่างเดียวได้ แต่ควรวัดระดับน้ำตาลในเลือดเสมอ (สามารถใช้เมล็ดแห้งแทนได้ ในกรณีไม่มีเมล็ดสด)
ตำรับยาผงหรือแคปซูลหว้า ใช้ผงเมล็ดลูกหว้าแห้ง 250 มิลลิกรัม บรรจุแคปซูล หรือใช้ละลายน้ำ รับประทานวันละ 3 เวลา อาจเพิ่มขนาดได้ถึง 4 กรัมต่อวัน ควรรับประทานติดต่อกัน 1 เดือน และสังเกตผลระดับน้ำตาลในเลือด
นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ผลสดหรือผลแห้งของลูกหว้า มาต้มเป็นน้ำสมุนไพรลูกหว้า สำหรับผู้ป่วยเบาหวานได้เช่นกัน”
โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร



