ไลฟ์สไตล์

สถานการณ์กาแฟหลังเออีซี (2)

สถานการณ์กาแฟหลังเออีซี (2)

29 พ.ค. 2558

ทำกินถิ่นอาเซียน : สถานการณ์กาแฟหลังเออีซี (2) : โดย...อาหมัด เบ็ญอาหวัง

 
                      คราวที่แล้วได้พูดถึงสถานการณ์กาแฟซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งของไทย และกลุ่มประเทศไทยอาเซียน สรุปได้ว่ากาแฟในอาเซียนนั้นถึงอย่างไรเราก็สู้เวียดนามและอินโดนีเซียไม่ได้ เพราะ 2 ประเทศนี้ถือว่าเป็นยักษ์ใหญ่ในการผลิตกาแฟของโลก โดยเฉพาะอินโดนีเซียถือเป็นต้นตำหรับของกาแฟ อาทิ กาแฟขี้ชะมด และกาแฟกลิ่นกล้วยหอม ซึ่งปัจจุบันถือเป็นกาแฟที่มีราคาสูงมาก อย่างกาแฟขี้ชะมดขายกันขั้นตำกก.ละ 5 หมื่นบาท
 
                      พูดถึงตลาดกาแฟในอาเซียนรวมถึงเอเชียด้วยมักจะนิยมบริโภคกาแฟสำเร็จรูปที่แปรรูปมาจากกาแฟพันธุ์โรบัสต้า ที่นิยมปลูกมากที่สุดในเวียดนาม ส่วนไทยเราจะปลูกในพื้นที่ภาคใต้ อย่าง ชุมพร ระนอง และสุราษฎร์ธนี ส่วนคนยุโรปจะนิยมกาแฟสดหรือกาแฟอาราบิก้า ซึ่งทุกวันนี้ในอาเซียนเราทั้งเวียดนาม ไทย และสปป.ลาว หันมาปลูกกาแฟอาราบิก้ามากขึ้น
 
                      ปัจจุบันคู่แข่งกาแฟของเราไม่เพียงแต่จะเป็นเจ้าเก่าอย่างเวียดนาม และอินโดนีเซียเท่านั้น หากแต่ สปป.ลาวก็กำลังมาแรง โดยเฉพาะกาแฟอาราบิก้า ที่ปลูกในเมืองปากซอง ปากเซ ในแคว้นจำปาสัก ติดกับเวียดนาม
 
                      บ้านเรามีการนำกาแฟพันธุ์อาราบิก้ามาทดลองปลูกมาตั้งแต่ปี 2514 เนื่องจากเห็นว่าในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ มีชาวเขาเผ่าต่างๆ อาศัยอยู่บนพื้นที่ราบสูงจำนวนมากเกือบ 2 แสนคนบนตามดอยต่างๆ ที่มีระดับความสูงจากน้ำทะเลปานกลาง 1,000-1,200 เมตร ซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่เหมาะกับกาแฟพันธุ์อาราบิก้า โดยให้ชาวเขาปลูกเป็นอาชีพแทนการทำไร่เลื่อนลอย 
 
                      ว่ากันว่ากาแฟพันธุ์อาราบิก้าที่มีการปลูกในกลุ่มประเทศอาเซียนเรานั้นกาแฟจาก สปป.ลาวจะมีรสชาติดี และอร่อยที่สุด เนื่องจากสภาพพื้นที่ปลูกอยู่บนที่สูง และมีสภาพอากาศที่หนาวจัด ทำให้กาแฟที่ปลูกใน สปป.ลาว นับตั้งแต่เริ่มออกดอกจนเก็บผลผลิตได้ใช้เวลานาน 11 เดือน ขณะที่กาแฟอาราบิก้าของไทยที่ว่ารสชาติอร่อยที่สุดคือกาแฟที่ปลูกบนดอยช้าง ต.วาวี อ.แม่สรวย จ.เชียงราย ซึ่งมีระยะเวลาตั้งแต่ออกดอกจนเก็บผลผลิตได้ใช้เวลา 10 เดือน หมายถึงว่ายิ่งใช้เวลาในการออกผลผลิตยิ่งนานยิ่งดี  
 
                      ที่ผ่านมาประเทศไทยเองก็พยายามที่จะพัฒนาพันธุ์กาแฟ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณด้านการวิจัยกาแฟจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) เพื่อดำเนินโครงการการคัดเลือกพันธุ์กาแฟอาราบิก้า เพื่อรับรองสายพันธุ์ที่เหมาะสมสำหรับพื้นที่สูง หวังว่าจะสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ และตั้งเป้าไว้ว่าต้องมีรสชาติที่ไกล้เคียงที่สุดกับกาแฟสดบลูเมาท์เทน ซึ่งเป็นกาแฟพันธุ์อาราบิก้าของประเทศจาไมกาโน่น
 
                      หากดูข้อมูลนับตั้งแต่ปี 2554 จนถึง 2558 ไทยเราเสียส่วนแบ่งการตลาดเมล็ดกาแฟในตลาดอาเซียนด้วยให้เวียดนาม 0.1% เป็นมูลค่าประมาณ 0.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากเสียเปรียบเรื่องต้นทุนและพื้นที่การเพราะปลูกที่ไม่เพียงพอ 
 
                      ที่น่าเป็นห่วง คือปัจจุบันพื้นที่ปลูกกาแฟในบ้านเรากลับลดน้อยลงโดยเฉพาะพื้นที่ปลูกกาแฟโรบัสต้า เพราะเกษตรกรหันไปปลูกพืชอย่างอื่นที่มีรายได้ดีกว่า ฉะนั้นไทยต้องปรับยุทธศาสตร์เมล็ดกาแฟไทยกันใหม่ ภายใต้กรอบประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ที่จะเกิดขึ้นในปลายปีนี้ รายละเอียดเอาไว้วันศุกร์หน้าครับ!
 
 
 
 
 
----------------------
 
(ทำกินถิ่นอาเซียน : สถานการณ์กาแฟหลังเออีซี (2) : โดย...อาหมัด เบ็ญอาหวัง)