ไลฟ์สไตล์

จะดำรงชีวิตอย่างไร?

จะดำรงชีวิตอย่างไร?

17 ก.ค. 2552

มีคนถามกันมากว่า ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ จะดำรงชีวิตอย่างไร?

 ขอตอบว่า "ในภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ จะต้องเรียนรู้ รับรู้ ยิ้มสู้ อยู่อย่างมีความหวัง"

 เรียนรู้ คือ ต้องเรียนรู้สภาวการณ์ สถานการณ์ของบ้านเมือง ให้รู้อย่างถ่องแท้ว่า ไม่มีอะไรเป็นไปตามที่คาดฝัน

 ๑.เกิดปัญหาต่อสินค้าประเภทผลิตภัณฑ์ ๒.บ้านจัดสรรขายไม่ออก ๓.ดอกเบี้ยไม่บาน ๔.โรงงานปิด ๕.ชาวบ้านไม่ได้ราคาสินค้าผลผลิต ๖.พระไม่มีกิจนิมนต์ ๗.คนจบการศึกษาใหม่ไม่มีงาน และ ๘.รัฐบาลไม่มีภาษีพัฒนาประเทศชาติ

 ทั้ง ๘ ข้อนี้ ตกอยู่ในสถานการณ์ "ก้าวหลัง" ไม่ใช่ "ก้าวหน้า" ซึ่งทุกคนควรใคร่ครวญพิจารณาในแต่ละประเด็น ก็จะเห็นชัดเจน เรียกว่า "เดือดร้อนกันทั่วหน้า"

 จากการเดือดร้อนทั่วหน้า ก็เข้าสู่ "เดือดร้อนกันทั่วหล้า" นี่คือ...ความจริงวันนี้ !
 รับรู้ คือ ต้องรับรู้วิธีการดำรงชีวิต "ให้ได้" ไม่ใช่ "ต้องได้" คิดเสียว่า...พอเป็นพอไป แล้วร่วมกันรับรู้ว่า รับทำ คือ ยอมรับความเป็นจริง ทิ้งความเคยชิน อยู่กินอย่างประหยัด หัดเลี้ยง หัดปลูก ทำความเข้าใจกับลูกหลาน อย่าเกี่ยงงาน บริหารทรัพย์สินด้วยบัญชีครัวเรือน

 เรื่อง "ยอมรับความจริง" นั้น ทุกคนต้องยอมรับ วิธีการยอมรับความจริงก็ขึ้นอยู่กับคาถา ที่จะพึงท่องบ่นภาวนา ดังนี้คือ

 "มันไม่มีใครดีไปกว่าใคร มันก็พอๆ กันนั่นแหละ อะไรมันจะเกิด มันก็ต้องเกิด เป็นอะไร ก็เป็นกัน และ เรื่องเท่านี้ สีทนได้"
 ทุกๆ เช้าก่อนลุกจากที่นอน พึงตั้งจิตระลึกอยู่เสมอว่า ตลอดทั้งวันนี้จะมีเรื่องผิดหวังเกิดขึ้นกับเรา มากกว่าเรื่องที่สมหวัง

 และระหว่างวัน ก็พึงระลึกอยู่เสมอว่า จะมีเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้นตลอดเวลา โดยไม่คาดฝัน
 ที่สำคัญคือ เรื่องที่ไม่คาดคิดมักเป็นเรื่องที่ผิดหวังมากกว่าเรื่องที่สมหวัง
 การตั้งสติและเตรียมรับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นคือ การตั้งตนอยู่บนความไม่ประมาทนั่นเอง
 หรือคำพูดที่ว่า มีสติไม่เสียสตางค์ มีสติไม่เสียชีวิต

"พระราชวิจิตรปฏิภาณ (เจ้าคุณพิพิธ)"