ไลฟ์สไตล์

ฝ่าวิกฤติประมงไทย5เดือนพิสูจน์ฝีมือ‘รัฐนาวา คสช.’

ฝ่าวิกฤติประมงไทย5เดือนพิสูจน์ฝีมือ‘รัฐนาวา คสช.’

25 พ.ค. 2558

ฝ่าวิกฤติประมงไทยจากภัยไอยูยูอีก5เดือนพิสูจน์ฝีมือ‘รัฐนาวา คสช.’ : ดลมนัส กาเจ

              หากนับจากที่คณะกรรมาธิการยุโรป หรืออียู แจ้งเตือนต่อรัฐบาลไทย หรือที่เรียกว่าให้ "ใบเหลือง" อย่างเป็นทางการ กรณีที่ประเทศไทยยังไม่มีมาตรการเพียงพอในการแก้ปัญหาการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ไม่รายงานและไร้การควบคุม หรือไอยูยู โดยให้ดำเนินตามมาตรการในแผนปฏิบัติการ เวลา 6 เดือน เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2558 นั้น เท่ากับว่าประเทศไทยยังมีเวลาในการแก้ปัญหาอีก 5 เดือน

              จากปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้หลายภาคส่วนต่างหาแนวทางที่จะแก้ปัญหา เพื่อให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากใบแดงของอียู เนื่องจากอียูเป็นประเทศคู่ค้าสินค้าประมงไทยมีมูลค่ากว่า 3,285 ล้านยูโร หรือกว่า 1.14 แสนล้านบาท/ปี หากถูกระงับไปจะสร้างความเสียหายอย่างมหาศาล ล่าสุด คณะประมง ร่วมกับสถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระดมมันสมองนักวิชาการ-ตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ-เอกชน และตัวแทนภาคการประมง จัดเวที่เสวนา “ฝ่าวิกฤติประมงไทยจากภัยไอยูยู” ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารวชิรานุสรณ์ คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ
 
              รศ.ดร.ธงชัย สุวรรณสิชณน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า การเสวนาในครั้งนี้มุ่งหวังเพื่อให้เกิดช่องทางในการแลกเปลี่ยนข้อมูล สถานการณ์ของปัญหาที่เกิดขึ้น ตลอดจนรับฟังความคิดเห็นและมุมมองในการแก้ไขปัญหาจากการทำประมง ไอยูยูจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากสินค้าประมงมีความเชื่อมโยงเป็นห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่กิจกรรมต้นน้ำ คือการจับสัตว์น้ำขึ้นมาใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ หรือการนำเข้า กิจกรรมกลางน้ำ เกี่ยวข้องกับการขนส่งและกระจายสินค้า และปลายน้ำ เกี่ยวข้องกับการแปรรูปสัตว์น้ำเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า ความเชื่อมโยงตรงนี้เองที่ทำให้อียูนำมาใช้ในการควบคุมทางการค้า เพื่อต้องการควบคุมการประมงที่ผิดกฎหมายด้วย

              "ประเทศไทยคงไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากอียูเป็นหนึ่งในคู่ค้าหลักที่สำคัญของประเทศไทย การหาตลาดแห่งใหม่อาจช่วยเป็นทางออกทางหนึ่ง แต่ในยุคปัจจุบันสินค้าทางการเกษตรหลายชนิด รวมทั้งสินค้าประมง มีแนวโน้มที่จะถูกควบคุมการผลิตผ่านมาตรการหรือมาตรฐานสากลต่างๆ และกำลังถูกนำมาใช้บังคับอย่างจริงจัง ช่วงนี้เป็นโอกาสในการปรับเปลี่ยนหรือพัฒนาการประมงของประเทศไทยให้มีความยั่งยืน" รศ.ดร.ธงชัย กล่าว

              นายวิชาญ อิงศรีสว่าง ผู้ตรวจราชการกรมประมง กล่าวว่า จะมีการหารือร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ของสหภาพยุโรป (อียู) และกรมประมง เพื่อประเมินความก้าวหน้าของไทยในการแก้ปัญหาการทำประมงไอยูยู หลังจากที่อียูได้ขึ้นบัญชีเตือนสินค้าประมงไทย แต่การแก้ปัญหาที่ผ่านมาภาพรวมเจ้าหน้าที่อียูพอใจความก้าวหน้าในการดำเนินงานของไทย แต่มีบางประเด็นที่ต้องการให้ฝ่ายไทยดำเนินการเพิ่มเติม

              "อียู ประเมินความคืบหน้าการแก้ปัญหาไอยูยูของไทยใน 4 เรื่อง คือ พ.ร.บ.การประมง พ.ศ.2558 ที่จะมีผลบังคับใช้ ตรงนี้อียูพอใจที่ไทยมีกฎหมายฉบับใหม่ แต่ได้เสนอให้ไทย แก้ไขกฎหมายฉบับดังกล่าวเพิ่มเติม ให้ครอบคลุมการรับซื้อสัตว์น้ำจากต่างประเทศ และมีบทลงโทษผู้กระทำความผิดนอกน่านน้ำได้ด้วย ตอนนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา" นายวิชาญ กล่าว

              ด้าน พล.ร.ท.จุมพล ลุมพิกานนท์ ประธานอนุกรรมการด้านการให้ความรู้เรื่องผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติทางทะเล และเจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารเรือ กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินการจัดตั้ง “ศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย” หรือ ศปมผ.  เป็นศูนย์เฉพาะกิจขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี ขณะนี้ได้มีการวางแนวทางการแก้ไขปัญหาไอยูยู ด้วยการวางระบบและจัดระเบียบ พร้อมกับนำข้อเสนอแนะของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมาดำเนินการ

              สำหรับการปรับปรุงกฎหมาย เนื่องจาก พ.ร.บ.การประมง พ.ศ. 2558 ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 10 มิถุนายน 2558 ยังไม่ครอบคลุมไอยูยู จะต้องมีการกำหนดแนวทางโดยการออก พ.ร.บ. แก้ไข 2558 ที่สอดคล้องกับข้อเสนอแนะของอียู และสามารถดำเนินการสอดคล้องกับการจัดการทรัพยากรประมงของไทย รวมทั้งยังจะต้องมีการพิจารณากฎหมายลูก ไม่น้อยกว่า 17 ฉบับด้วย

              ในมุมมองของ รศ.ดร.เชษฐพงษ์ เมฆสัมพันธ์ หัวหน้าภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล เห็นว่า การที่คณะรัฐมนตรีแห่งสหภาพยุโรปออกกฎระเบียบประมงแบบไอยูยู เพราะการประมงที่ผิดกฎหมายเหล่านี้ ถือเป็นภัยคุกคามต่อการใช้ทรัพยากรสิ่งมีชีวิตทางทะเลอย่างยั่งยืน ฉะนั้นต้องควบคุมเพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสิ่งมีชีวิตทางทะเลที่ก่อให้เกิดสภาพการณ์ด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคมที่ยั่งยืนในอนาคต โดยกฎระเบียบดังกล่าว เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2553

              ส่วนการปรับปรุงปรับปรุง พ.ร.บ.การประมงและกฎหมายลำดับรอง เป็นสิ่งจำเป็นอีกประการหนึ่งของการกำหนดแนวทางการคุ้มครองทรัพยากร โดยจำเป็นต้องทำควบคู่ไปกับการจัดทำแผนระดับชาติในการป้องกัน ยับยั้ง และขจัดการทำประมงแบบไอยูยู รวมถึงการจัดทำระบบการตรวจสอบย้อนกลับ ที่ถูกต้อง แม่นยำ ยังเป็นมาตรการอีกหนึ่งข้อที่จะช่วยควบคุม และนำเสนอเส้นทางการได้มาของสินค้าประมงไทยได้อย่างชัดเจน

              ขณะที่ นายผณิศวร ชำนาญเวช นายกกิตติคุณสมาคมแช่เยือกแข็งไทย ระบุว่า ในส่วนของสมาคมแช่เยือกแข็ง ส่งออกสินค้าทะเลปีละราว 1 แสนล้านบาท เฉพาะตลาดอียูราว 2.4 หมื่นล้านบาท หลังจากที่สหรัฐอเมริกา และอียูให้ใบเหลือง ทำให้มูลค่าการส่งออกสินค้าประมงแช่แข็งไปอียูคงลดลง 1.5 หมื่นล้านบาท และผลกระทบต่อเนื่องจากการที่รัฐจัดระเบียบการทำประมง ทำให้มีเรือบางส่วนออกไปจับปลามาป้อนโรงงานไม่ได้อีก 5,000 ล้านบาท

              แม้ช่วงเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา ทางอียูจะแสดงความพอใจในการตั้งใจแก้ปัญหาประมงไอยูยูก็ตาม แต่หากระยะเวลาอีก 5 เดือนรัฐบาลไทยไม่สามารถแก้ปัญหาได้ตามเงื่อนไขนี้ สิ่งที่ตามมา ถ้าประเทศไทยจะได้ใบแดงต่อไปสินค้าประมงทุกประเภทที่จับโดยเรือที่ชักธงไทยจะได้รับผลกระทบ จะถูกระงับการนำเข้าสู่ตลาดสหภาพยุโรปอย่างแน่นอน ตรงนี้ต้องพิสูจน์ความสามารถในการแก้ปัญหานี้ได้หรือไม่?