ไลฟ์สไตล์

‘แก่’ก่อน‘รวย’

‘แก่’ก่อน‘รวย’

25 พ.ค. 2558

‘แก่’ก่อน‘รวย’ : กมลทิพย์ ใบเงินรายงาน

              มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) ประเมินแนวโน้มประชากรไทยจะเพิ่มขึ้นสูงสุดเป็น 66.4 ล้านคน ในปี 2569 จากนั้นจะค่อยๆ  ลดลงเหลือ 63.9 ล้านคน ในปี 2583 สัดส่วนประชากรวัยเด็กและวัยแรงงานเริ่มลดลงตั้งแต่ปี 2569

              ปัจจุบันมีผู้สูงวัยจำนวน 9.6 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 14.9 ของประชากรทั้งหมด ถือได้ว่าประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย (Aging Society) มาตั้งแต่ปี 2548 คือมีประชากรสูงวัยเกินร้อยละ 10 ของประชากรทั้งหมด และในอีก 15 ปีข้างหน้า จะเพิ่มเป็นร้อยละ 25 ของประชากรไทยทั้งประเทศ

              ไม่เพียงเท่านั้น ขนาดครัวเรือนจะเล็กมาก ต่ำกว่า 2.5 คน ในปี 2576 ส่วนผู้สูงอายุจำนวนมากจะอยู่คนเดียว มีรายได้/สวัสดิการจำกัด โดยเฉพาะผู้อยู่ในตลาดแรงงานนอกระบบ ที่จะแก่-จน-โดดเดี่ยว

              เมื่อประเทศไทยเจอกับโจทย์ โครงสร้างประชากร วัยเด็กและวัยแรงงานลดลง ขณะเดียวกันประชากรวัยสูงอายุกลับเพิ่มทวีคูณขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นนี้ น่าจะมีอีกหลายประเด็นที่ชวนคิดต่อเพื่อหามาตรการรองรับให้ผู้สูงวัยไทยสามารถดำรงชีพได้อย่างมีความสุข ตราบสิ้นลมหายใจ

              ดูเหมือนว่า รัฐบาล "พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา" กำลังหาทางออกในเรื่องนี้ ล่าสุดมีความพยายามขยายเกษียณอายุจาก 60 ปี เป็น 65 ปี พร้อมเตรียมเสนอกระทรวงการคลังเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ ควบคู่กับการปรับทัศนคติส่งเสริมให้ผู้สูงอายุเข้าสู่ตลาดแรงงานเป็นวาระแห่งชาติ

              เรื่องนี้ได้รับการยืนยันจาก "ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์" รองนายกรัฐมนตรี ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับนโยบายด้านสังคม โดยเฉพาะการดูแลผู้สูงอายุผ่านกลไกของหน่วยงานรัฐ เช่น มีการจัดตั้งสถาบันเทคโนโลยีผู้สูงอายุ เช่น การผลิตหูฟังสำหรับผู้มีปัญหาการได้ยิน การผลิตข้อเข่าเทียม รวมไปถึงหน่วยงานภาครัฐ ผ่านกระทรวงสาธารณสุข ที่มีจัดหมอครอบครัวดูแลคนชุมชน และการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุดูแลกันด้วย เช่น ผู้สูงอายุที่อายุ 60 ปี เป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีอายุมาก หรือผู้สูงอายุที่ป่วยติดบ้านติดเตียง รวมถึงการผลักดัน พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ ซึ่งอยู่ในระหว่างขั้นตอนการดำเนินการ เพื่อส่งเสริมให้มีการออมตั้งแต่อายุยังน้อย แก้ไขปัญหาการไม่มีเงินออมหลังการเกษียณ และเพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ โดยขณะนี้ได้ให้กระทรวงการคลังพิจารณาช่วยเหลือ ซึ่งอาจเพิ่มจำนวนเงินให้มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ยากไร้

              “การเกษียณอายุในความเห็นส่วนตัวเห็นว่า ควรอยู่ที่ 65 ปี จากเดิมที่เกษียณตอน 60 ปี เนื่องจากเห็นว่า ผู้สูงอายุยังทำงานได้อยู่  ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณา นอกจากนี้จากข้อมูลกองทุนผู้สูงอายุพบว่า มีผู้สูงอายุกว่าร้อยละ 30 ที่มีศักยภาพในการทำงานสามารถพึ่งพาตนเองได้ รัฐบาลจึงมีแนวนโยบายการพัฒนาผู้สูงอายุ โดยการส่งเสริมอาชีพที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ มีการส่งเสริมการศึกษา โดยเฉพาะระบบไอที ขยายการศึกษาไปยังระดับมหาวิทยาลัยมากกว่าปัจจุบันที่จำกัดเฉพาะการศึกษานอกโรงเรียน หรือ กศน.เท่านั้น" ศ.ดร.ยงยุทธ กล่าว

              เหนืออื่นใด ศ.ดร.ยงยุทธบอกว่า สิ่งสำคัญคือการปรับทัศนคติของสังคมไทยที่มีต่อผู้สูงอายุ เช่น ไม่ต้องทำงานลูกหลานเลี้ยงได้ ทั้งที่ความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้น พอถึงเวลาไม่มีใครเลี้ยง ฉะนั้นเราต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติตรงนี้ โดยผ่านนโยบาย 3 รับ คือ 1.ผู้สูงอายุต้องรับมือกับสถานการณ์ปัจจุบัน ที่ต้องรู้จักการปรับตัวเรื่องการเรียนรู้เรื่องเทคโนโลยีมากขึ้น และรู้จักการออกกำลังกาย เพื่อให้ตัวเองมีสุขภาพที่ดีอยู่ตลอดเวลา 2.รองรับสถานการณ์อนาคต โดยรู้จักมีวินัยในการออม เพื่อให้มีจำนวนเงินที่พอใจหลังการเกษียณ และ 3.ต้อนรับสังคมสูงวัย รู้จักพลิกวิกฤติเป็นโอกาส ประเทศไทยควรมีการปรับใช้ มาร่วมกันคิดทำอาชีพ เพื่อผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการอำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุให้มากขึ้น

              ที่น่าวิตกคือ ปัญหาเงินออมของผู้สูงอายุก่อนเข้าสู่วัยหยุดทำงานยังมีปัญหา ฉะนั้นต้องมีการวางแผนล่วงหน้าเพื่อแก้ไขปัญหา ทั้งการส่งเสริมการสร้างงาน การหามาตรการรองรับสร้างหลักประกันทางรายได้หลังการเกษียณ เพื่อให้มีจำนวนเงินเพียงพอสำหรับการยังชีพตลอดอายุขัย

              สิ่งที่ชวนคิดต่อไปคือ ฉากทัศน์สังคมสูงวัยในอนาคต อาจเป็นไปได้ว่า เมื่อเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ปี 2564 และปี 2567 จะเป็น super-aged society (คนแก่อายุ 65 ปี มีร้อยละ 20) ส่งผลให้ประเทศไทยจะ “แก่” ก่อน “รวย” เน้อ!!