ไลฟ์สไตล์

‘พัฒนาทุนมนุษย์’‘ฟินแลนด์’แชมป์โลกไทยรั้งอันดับที่57

‘พัฒนาทุนมนุษย์’‘ฟินแลนด์’แชมป์โลกไทยรั้งอันดับที่57

22 พ.ค. 2558

‘พัฒนาทุนมนุษย์’‘ฟินแลนด์’แชมป์โลกไทยรั้งอันดับที่57 : ภมรศรี แดงชัย นักวิชาการสื่อสาร สสค. รายงาน

              เวิลด์อีโคโนมิคฟอรั่มจัดอันดับดัชนีการพัฒนาทุนมนุษย์ พบฟินแลนด์อันดับ 1 ของโลก ไทยติดอันดับที่ 57 จากทั้งหมด 124 ประเทศ ด้านญี่ปุ่นติด 1 ใน 5 ของโลก เหตุลงทุนการศึกษาในทุกช่วงอายุ ชี้การแข่งขันเศรษฐกิจโลกวัดกันที่ "ทุนทรัพยากรมนุษย์" ผ่านการศึกษา-การพัฒนาทักษะ ย้ำโครงสร้างการศึกษาเดินต่อไม่ได้เพียงลำพัง เหตุเทคโนโลยี-ความรู้ หมุนเร็วกว่าการสอนท่องจำ จำเป็นต้องดึงภาคธุรกิจร่วมออกแบบการจัดการศึกษา

              น.ส.ธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ นักวิชาการด้านนโยบายการศึกษาต่างประเทศ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) กล่าวถึงรายงานผลการจัดอันดับดัชนีการพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital Index) ปี 2015 โดยเวทีเศรษฐกิจโลก หรือเวิลด์อีโคโนมิคฟอรั่ม จากการจัดอันดับใน 124 ประเทศ พบว่า ฟินแลนด์ ได้รับเลือกให้เป็นประเทศที่มีการพัฒนาทุนมนุษย์เป็นอันดับ 1 ของโลก ตามด้วย นอร์เวย์ (2) สวิตเซอร์แลนด์ (3) แคนาดา (4) และญี่ปุ่น (5) ตามลำดับ โดยประเทศในทวีปยุโรปติด 10 อันดับมากที่สุดถึง 7 ประเทศ ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในลำดับปานกลางคืออันดับที่ 57 ส่วนประเทศในกลุ่มเอเชีย ได้แก่ สิงคโปร์ (อันดับที่ 24) เกาหลีใต้ (30) ฟิลิปปินส์ (46) มาเลเซีย(52) เวียดนาม( 59) และจีน (64) ส่วนหลายประเทศในตะวันออกกลางและแอฟริกามีคะแนนรั้งท้ายเนื่องจากความเหลื่อมล้ำ โดยผู้หญิงมีโอกาสทางการศึกษาน้อยกว่าผู้ชาย

              น.ส.ธันว์ธิดา กล่าวว่า การจัดอันดับดัชนีการพัฒนาทุนมนุษย์มุ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการลงทุนและการพัฒนาด้านทรัพยากรมนุษย์ตลอดช่วงชีวิต เพื่อรองรับการพัฒนาเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ วิธีการวิเคราะห์จะประเมินจากผลลัพธ์ 2 ด้าน ได้แก่ การเรียนรู้และการจ้างงาน โดยมีตัวชี้วัดย่อยทั้งหมด 46 ตัว อาทิ คุณภาพการศึกษา จำนวนการเข้าเรียน ระดับการศึกษาสูงสุดของประชากร การเรียนรู้ต่อเนื่องระหว่างทำงาน โอกาสและการเรียนรู้ในที่ทำงาน ทักษะการทำงาน และอัตราการจ้างงาน เป็นต้น สาเหตุที่ฟินแลนด์ได้รับเลือกให้เป็นอันดับ 1 ของโลก เพราะมีมาตรการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงและมีการพัฒนาทักษะ การฝึกอบรมในทุกกลุ่มอายุตรงตามความต้องการของภาคธุรกิจ ส่วนญี่ปุ่นติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลกโดยเป็นประเทศตัวอย่างการพัฒนาทักษะความรู้แก่ประชากรผู้สูงวัย

              นักวิชาการ สสค. กล่าวว่า สำหรับประเทศไทยการประเมินสมรรถนะทุนมนุษย์ในแต่ละช่วงอายุพบว่า ประชากรอายุต่ำกว่า 15 ปี ไทยอยู่อันดับที่ 68 โดยประเมินจากจำนวนการเข้าเรียนทั้งในระดับประถมและมัธยมศึกษา คุณภาพของประถมศึกษา และการใช้แรงงานเด็ก ประชากรช่วงอายุระหว่าง 15-24 ปีซึ่งถือเป็นเยาวชน ไทยอยู่อันดับที่ 41 ประเมินจากจำนวนการเข้าเรียนในระดับอุดมศึกษา การเรียนสายอาชีพ คุณภาพของระบบการศึกษา และการอ่านออกเขียนได้ ประชากรกลุ่มช่วงอายุระหว่าง 25-54 ปี ซึ่งถือเป็นกลุ่มวัยแรงงาน ไทยอยู่อันดับที่ 57 จุดเน้นการประเมินคือ การเรียนรู้ต่อเนื่องระหว่างการทำงาน ทักษะฝีมือการทำงาน ระดับการศึกษาขั้นสูงสุดและโอกาสในการจ้างงาน ประชากรช่วงอายุระหว่าง 55-64 ปี และอายุมากกว่า 65 ปี ไทยอยู่อันดับที่ 71 และ 73 ตามลำดับ โดยพิจารณาจาก ระดับการศึกษาขั้นสูงสุด โอกาสการจ้างงานและการใช้ชีวิต และช่วงเวลาที่จะมีสุขภาพดีในวัยสูงอายุ

              น.ส.ธันว์ธิดา กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่กำลังเป็นปัญหาคล้ายกันทั่วโลกรวมทั้งไทย คือ การผลิตบัณฑิตไม่ตรงความต้องการของตลาดแรงงานและการพัฒนาเศรษฐกิจ หลายประเทศ เช่น ชิลี อาร์เจนติน่า ไอร์แลนด์ สเปน เป็นต้น มีจำนวนประชากรที่จบการศึกษาในระดับอุดมศึกษาเป็นจำนวนมาก ในขณะที่ตำแหน่งงานว่างมีน้อย ทำให้ผู้ที่จบการศึกษาจะต้องทำงานในวุฒิที่ต่ำกว่า ซึ่งไทยก็เข้าข่ายนี้ ในปัจจุบันมีจำนวนนักศึกษาไทยที่ลงเรียนสายสังคมศาสตร์ ธุรกิจและกฎหมาย สูงที่สุดจำนวนถึง 1,337,272 คน (คิดเป็น 53% ของนักเรียนทั้งหมด) ขณะที่สายวิศวกรรม การผลิต และการก่อสร้างมีเพียง 247,883 คน หรือ 9% สายวิทยาศาสตร์ 8% และการบริการ 1.8% 

              “ข้อค้นพบสำคัญจากการจัดอันดับดัชนีการพัฒนาทุนมนุษย์พบว่า ระบบการศึกษาในหลายประเทศยังขาดความเชื่อมโยงเรื่องการเรียนและการพัฒนาทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน การจัดการศึกษาเพียงลำพังของระบบโครงสร้างและสถาบันที่เป็นทางการไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจที่รวดเร็วกำลังเป็นช่องว่างระหว่างการศึกษาและตลาดแรงงานออกไป แต่ระบบการศึกษาปัจจุบันยังคงเน้นเนื้อหาและความจำ

              ขณะที่ทักษะความสามารถ เช่น การทำงานร่วมกับผู้อื่น ความคิดสร้างสรรค์ และการแก้ปัญหากลับมีความสำคัญมากขึ้น ดังนั้นเส้นแบ่งระหว่างโลกวิชาการและตลาดแรงงานต้องจางลง เพราะการเรียนรู้และนวัตกรรมเกิดขึ้นตลอดเวลาจากการทำงาน ภาคธุรกิจจึงต้องทำงานร่วมกับนักการศึกษาและรัฐบาลเพื่อช่วยให้ระบบการศึกษาสามารถตามทันความต้องการของตลาดแรงงาน ซึ่งการจะปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงทางประชากรที่รวดเร็วแบบนี้จำเป็นต้องอาศัยทัศนคติของผู้กำหนดนโยบายที่ต้องสามารถก้าวข้ามวงจรทางการเมืองให้ได้” น.ส.ธันว์ธิดา กล่าว