
ไขปัญหาสุขภาพแผนจีน : วุ้นในตา
22 พ.ค. 2558
ไขปัญหาสุขภาพแผนจีน : วุ้นในตา : โดย...หมอไพร
�
� � � �เรียนคุณหมอไพรที่เคารพ มีคำถามขอให้คุณหมอช่วยอธิบายด้วยค่ะ
�
� � � �1)ลูกตามีหยากไย่หรือคล้ายสาหร่ายสีดำกระจายอยู่ทั่วๆ มากบ้างน้อยบ้าง บางเวลาก็ไม่เห็น บางเวลาก็เห็นชัดเจนไป และยามหลับตานิ่งๆ โดยเฉพาะเวลานอน สังเกตเห็นเป็นจุดดำเล็กๆ รวมศูนย์ ไม่ทราบว่าคนอื่นเป็นแบบนี้ไหม ฯลฯ เลย ปกติทุกอย่างค่ะ อยากทราบเกิดจากอะไร ต้องรับการรักษาอย่างไรในระบบของแพทย์จีน
�
� � � �2)พาร์กินสัน (น้องสาว) ในระบบหมอจีนอธิบายว่าเกิดเพราะอะไร ควรรักษาอย่างไร การรักษา 2 ระบบคู่กัน แต่คนไข้จากไม่เคยหกล้ม ก็มาหกล้มมากขึ้น
�
� � � �3)ลุกจากที่นอนจะเจ็บส้นเท้าด้านหลัง บางคนเจ็บหลายปี นวดไทยประจำยังไม่หาย บางครั้งนั่งรถทัวร์นานๆ เวลาลงก็จะเจ็บสักครู่ก่อนเดินได้ตามปกติ อยากทราบว่าร่างกายสะท้อนอะไร บอกเรา คนทั่วไปเป็นกันมาก
�
� � � �ตอบ�1)เป็นอาการของวุ้นในดวงตาขุ่น ปกติวุ้นในดวงตาคนเราจะใส หากมีเลือดออกหรือมีเม็ดเลือดขาวจากการอักเสบ มีโปรตีนบ้าง แม้แต่เล็กน้อย หากหลุดมาลอยในวุ้นนี้ ทำให้รู้สึกขุ่นมัว หรือมีหยากไย่ หรือเป็นสีดำกระจายทั่ว คุณควรไปตรวจตากับหมอแผนปัจจุบันบ้าง สำหรับหมอจีน ดวงตาเป็นทวารของตับ ดวงตามีปัญหาต้องรักษาที่ตับ ตับทำงานผิดปกติก็มีหลายแบบ อาจเป็นตับยิน หยาง เลือด ชี่ หมอจีนต้องให้ยาปรับสมดุลตับ ที่ผ่านมามีผู้ป่วยอาการเช่นนี้มารักษาเหมือนกัน หลังให้กินยาจีนที่ดูแลตับ ฝังเข็มปรับเส้นลมปราณเพื่อให้เลือดลมไปเลี้ยงตับและดวงตาได้ดี หยากไย่เหล่านั้นก็ค่อยจางหายไป ส่วนเร็วหรือช้า แต่ละคนไม่เหมือนกัน
�
� � � �2)โรคพาร์กินสันในแผนจีนเห็นว่า เมื่ออายุมากขึ้น สารยินในร่างกายน้อยลง ยินตับและไตร่อยหรอลง กล้ามเนื้อเส้นเอ็นขาดการบำรุงเลี้ยง จึงแข็งแกร่ง อีกทั้งเมื่อยินของตับและไตน้อย อ่อนแอ ดึงรั้งหยางตับไว้ไม่ได้ ลมตับป่วนทำให้ส่วนปลายของร่างกายสั่น จะแสดงออกหลายอย่างเช่น ลมตับป่วนภายใน ยินตับและยินไตพร่อง ผู้เขียนเคยรักษาผู้ป่วยที่เพิ่งเริ่มเป็นด้วยการกินยาจีนที่บำรุงยินไตและตับ บวกยาลดหยางลง พร้อมกับฝังเข็มไล่ลมภายใน ได้ผลน่าพอใจ แต่ถ้าเป็นหนักหรือเป็นนานแล้ว จะไม่ค่อยได้ผล
�
� � � �3)ส้นเท้าเป็นที่รองน้ำหนักตัวเราทั้งหมด ในยามที่เราอายุยังน้อย ส้นเท้ามีความยืดหยุ่นดี ช่วยรับน้ำหนักได้โดยไม่มีอาการเจ็บปวด แต่เมื่ออายุมากขึ้น ความยืดหยุ่นที่ส้นน้อยลง น้ำหนักตัวที่กดทับพร้อมแรงโน้มถ่วงโลกกดลงกับพื้นแข็งๆ ทำให้เจ็บส้นเท้าได้
�
� � � �ความเย็นชื้น ที่เราชอบเดินเท้าเปล่าในพื้นกระเบื้องเย็น ความเย็นชื้นรุกเข้าสู่เส้นเอ็นตรงส้น อักเสบ เจ็บจนวางเท้าไม่ได้
�
� � � �การใส่รองเท้าส้นแบนราบ น้ำหนักตัวลงตรงส้นเต็มๆ การกดทับส้นเท้ามากขึ้น จึงควรใส่รองเท้าพื้นหนาสัก 1-2 ซม. ส้นสูงกว่าปลายเท้า 2-5 ซม. เพื่อช่วยให้แบ่งน้ำหนักกระจายไปที่ปลายเท้า ไม่รวมศูนย์ที่ส้นเท้าอย่างเดียว
�
� � � �ผู้ที่ไม่มีอุ้งเท้า เท้าแบนราบก็เจ็บส้นเท้าได้ เพราะความโค้งของกระดูกฝ่าเท้าไม่อาจรับน้ำหนักตัวได้ดีพอ เวลายืนหรือเดินหนานจึงมีอาการปวดฝ่าเท้าหรือส้นเท้าได้
�
� � � �การที่นั่งนานลุกขึ้นแล้วเดินไม่ได้ในทันที เป็นเพราะตับกึ่งแข็งแรง ไตอ่อนแอ เลือดส่งมาเลี้ยงปลายมือปลายเท้าไม่พอส่งผลให้กระดูกและเส้นเอ็นอ่อนแอตามไปด้วย นอกจากจะต้องยืนสักพักจึงเดินได้ยังเกิดการปวดส้นเท้าที่เรียกว่ารองช้ำขึ้นได้ด้วย
�
�
�
�
�



