
ย่ำแดนเมียนมาร์ตามรอยพระพุทธศาสนา
21 พ.ค. 2558
ศิลปวัฒนธรรม : ย่ำแดนเมียนมาร์ตามรอยพระพุทธศาสนาเชิญมาบูชาที่เมืองไทย
เมื่อเอ่ยถึง “พระพุทธศาสนา” นอกจากประเทศไทยแล้ว “เมียนมาร์” ก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ผู้คนเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาอยู่มาก และในโอกาสวันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นวันมหามงคลที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด จึงร่วมกับ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยน้ำทิพย์ คอมเมอร์เชียล จำกัด ส่ง ณัฐศมน วงศ์กิตติพัฒน์ ผู้บริหารสาวตัวแทนจาก เดอะมอลล์ กรุ๊ป และ สิริพร ใจสะอาด ผู้จัดงานอาวุโส สายงานโฆษณาและลูกค้าสัมพันธ์ บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย อ.คฑา ชินบัญชร ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปวัฒนธรม บินลัดฟ้าสู่ประเทศเมียนมาร์ อัญเชิญพระอรหันตธาตุของพระสาวก และองค์จำลองพระอุปคุต ซึ่งได้ทำพิธีจาก พระอาจารย์ภัททันตะ กิตติวาระ เจ้าอาวาสวัดบารมี เมืองย่างกุ้ง มาให้พุทธศาสนิกชนชาวไทยได้สักการะบูชา เพื่อความเป็นสิริมงคล ในงาน “เดอะมอลล์ วิสาขบูชา มหามงคล” ประจำปี 2558 จะจัดระหว่างวันที่ 22 พฤษภาคม-1 มิถุนายน ที่ เอ็มซีซี ฮอลล์ ชั้น 4 เดอะมอลล์ งามวงศ์วาน
อ.คฑา ชินบัญชร เผยว่า การเดินทางมาเมียนมาร์ครั้งนี้ได้อัญเชิญสิ่งศักดิ์กลับไปให้คนได้สักการะบูชา 2 สิ่ง สิ่งแรกคือพระอรหันตธาตุของพระสาวก ที่มีความเป็นเลิศด้านต่างๆ ซึ่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยกย่อง ได้แก่ พระสารีบุตร ทรงเลิศด้วยปัญญา ปฏิภาณไหวพริบ, พระโมคคัลลานะ ทรงเลิศด้วยอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ มากด้วยอำนาจบารมี, พระมหากัสสปะ ทรงเลิศในด้านธุดงควัตร และเป็นที่นับถือในหมู่สงฆ์ทั้งปวง และองค์สุดท้าย พระสีวลี เป็นเลิศทางด้านลาภสักการะและเป็นที่รักของเหล่าทวยเทพและเทวดาทั้งหลาย โดยทั้ง 4 องค์ล้วนเป็นพระอรหันต์ที่ทรงเอหิภิกขุอุปสัมปทา คือพระสงฆ์ที่พระพุทธเจ้าทรงบวชให้ อีกหนึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อัญเชิญกลับไปคือ พระอุปคุต ในตำนานพม่าและล้านนาจะเห็นว่าเป็นพระอรหันต์ในยุคหลังจากพระพุทธเจ้าทรงปรินิพพานแล้ว แต่ยังมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบันตามความเชื่อ ในตำนาน นิทานพื้นบ้าน และชาดกต่างๆ ของชาวมอญ เมียนมาร์ ล้านนา ล้านช้าง เชื่อกันว่าพระอุปคุตเป็นผู้มีอำนาจบารมี และมีอิทธิฤทธิ์มากจนเหล่ามารเกรงกลัว
เมื่อมีโอกาสเดินทางไปเมืองที่พระพุทธศาสนาแข็งแกร่ง จึงมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อีกหลายแห่งที่ควรแวะไปสักการะด้วย ที่คนไทยรู้จักกันดีก็อย่าง “เทพทันใจ” หรือ “นัตโบโบจี” เทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อว่าสามารถขอพรได้ตามความปรารถนา จากนั้นข้ามไปอีกฝากหนึ่งของถนนเพื่อสักการะ “เทพกระซิบ” หรือ “เมี้ยะนางหน่วย” ตามตำนานกล่าวว่านางเป็นธิดาของพญานาค ที่เกิดศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า รักษาศีล ไม่ยอมกินเนื้อสัตว์จนเมื่อสิ้นชีวิตไปกลายเป็นนัต ซึ่งชาวพม่าเคารพกราบไหว้กันมานานแล้ว การเคารพขอพรเทพกระซิบ ต้องไปกระซิบเบาๆ ห้ามคนอื่นได้ยิน
พลาดไม่ได้เมื่อมาเหยียบย่างกุ้ง คือ “มหาเจดีย์เวดากอง” เจดีย์ทองคำคู่บ้านคู่เมืองของเมียนมาร์ อายุกว่า 2,500 ปีและมีขนาดใหญ่ที่สุด มีความสูงถึง 326 ฟุต โอบหุ้มด้วยทองคำน้ำหนักถึง 1,100 กิโลกรัม ยอดฉัตรประดับประดาด้วยเพชรพลอยอัญมณีล้ำค่ากว่า 5,548 เม็ด รวมถึงทับทิมขนาดเท่าไข่ไก่บนยอด องค์พระเจดีย์เป็นลานกว้างรองรับแรงศรัทธาของพุทธศาสนิกชนได้จำนวนมาก บริเวณทางขึ้นทั้งสี่ทิศจะมีวิหารโถง สร้างด้วยเครื่องไม้ หลังคาทรงปราสาทปิดทองล่องชาดประดับกระจกทั้งหลัง ภายในประดิษฐานพระประธานให้ประชาชนกราบไหว้บูชา และบ้างเดินประทักษิณรอบองค์เจดีย์
ตระการตากับมหาเจดีย์คู่บ้านคู่เมืองแล้ว อย่าลืมไปนมัสการ “พระพุทธไสยาสน์เจ๊าทัตจี” หรือ “พระนอนตาหวาน” เป็นพระนอนขนาดใหญ่ที่มีดวงตาสวยงามที่สุดในประเทศเมียนมาร์ มีขนตางดงาม ส่วนที่ควรสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคลคือฝ่าพระบาทที่แกะสลักเป็นภาพมงคล 108 ประการ ต่อด้วยนมัสการ พระพุทธรูปหินอ่อนขนาดใหญ่ที่สุด หรือที่คนเมียนมาร์รู้จักกันดีในชื่อ “เจ๊าต่อจี” หากยังพอมีเวลา อ.คฑา แนะนำเพิ่มเติมให้เดินทางต่อไปเมืองสิเรียม ห่างจากย่างกุ้งราว 45 กิโลเมตร เพื่อชมความสวยงามของ “พระเจดีย์กลางน้ำเยเลพญา” และสักการะพระพุทธรูปปางมารวิชัยอายุนับพันปี สามารถถอดประกอบได้ถึง 5 ชิ้น
ด้วยแรงศรัทธาที่มีต่อพระพุทธศาสนา ทำให้เกิดศาสนสถานขึ้นมากมาย ซึ่งนอกจาก 2 เมืองที่พูดถึงแล้ว เมืองอื่นๆ ในเมียนมาร์ ยังคงรอคอยการไปเยือนจากผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลาย...



