ไลฟ์สไตล์

ชวนชิม : ชิมรสมือกูรูอาหารตัวจริง

ชวนชิม : ชิมรสมือกูรูอาหารตัวจริง

17 พ.ค. 2558

ชวนชิม : ชิมรสมือกูรูอาหารตัวจริง

 
                               ความง่ายของอาหารบางครั้งก็เหมือนเป็นดาบสองคม เพราะไม่อาจคาดเดาได้ว่ารสชาติจะอร่อยง่ายๆ เหมือนขั้นตอนการปรุงหรือเปล่า ดังนั้นง่ายและอร่อยจึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินไปสำหรับคนมีฝีมือและสั่งสมประสบการณ์มาแรมปี เหมือนที่ร้าน “ลี คาเฟ่” ของกูรูอาหารจีน ชัยเทพ ภัทรพรไพศาล ที่แฟนพันธุ์แท้ “ลี คิทเช่น” ร้านพี่ของลี คาเฟ่ น่าจะคุ้นลิ้นกับตำรับอาหารจีนกลางตุ้งขึ้นเหลาที่เขาปลุกปั้นมากับมือ คนที่อยู่ร่วมสมัยกับช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง คงพอเชื่อใจได้ว่าแต่ละจานที่ออร์เดอร์ลี คาเฟ่ไปจะได้ลิ้มรสแบบที่ควรจะเป็น
 
                               เหตุผลของการเกิดของ ลี คาเฟ่ ก็ด้วยเจ้าของร้านอยากตอบสนองความอัตคัดยามข้าวยากหมากแพงเมื่อปี 2540 โดยมีเงื่อนไขว่าต้องอร่อยสมราคา นับแต่นั้นมาจึงได้เห็นรายการอาหารง่ายๆ ผสมผสานระหว่างไทย จีน ฝรั่ง เข้าถึงคนทุกกลุ่ม วันนี้ครบ 12 ปีแล้วเลยอยากจะพาไปฟื้นความทรงจำ โดยเลือกสาขาตึกคิวเฮ้าส์ ถนนสาทร เพราะเป็นออฟฟิศทาวเวอร์ ผู้คนไม่จอแจมาก นั่งสบายๆ สั่งของอร่อยมาละเลียดเพลินๆ ท่ามกลางฟ้าฝนโปรยพอให้ลดความร้อนลงของฤดูก้ำกึ่งร้อนนิดฝนหน่อยตลอดทั้งวัน
 
                               นั่งคุยไปพลางกลางเมนูสำรวจรายการอาหารของร้านกว่า 80 อย่าง “เฮียชัยเทพ” บอกว่าทุกวันนี้ลูกค้าหลักแบ่งครึ่งๆ ระหว่างนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาติเอเชียอย่างจีน ฮ่องกง ไต้หวัน มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย โดยพูดติดตลกว่าอาจเพราะร้านชื่อ “ลี” เลยทึกทักกันไปว่าคนตระกูลลี จากเมืองจีนมาเปิดร้านที่เมืองไทยกระมัง จริงๆ เท่าที่สืบรู้เพราะคนจีนกลุ่มนี้มองว่าอาหารจีนของที่นี่รสชาติไม่เหมือนบ้านเขาเพราะกลมกล่อมกว่า แซบกว่า ว่ากันอย่างนั้น ซึ่งรายการขึ้นชื่อท็อป 5 ที่พวกเขาชื่นชอบก็อย่าง  ขนมผักกาด, ผัดกะเพรา, กุ้ยช่ายทอด, เย็นตาโฟ, หมูเส้นผัดพริกเซี่ยงไฮ้ และ บะหมี่ปลา ไม่ใช่จีนจ๋าแต่เป็นรสชาติอารมณ์ตะวันตกพบตะวันออกที่เด่นชัดที่สุด 
 
                               พูดเพียงลมปากไม่เห็นภาพ ว่าแล้วเจ้าของร้านเลยชวนเข้าครัวเพื่อสำแดงฝีมือ จานแรก “หมูเส้นผัดพริกเซี่ยงไฮ้” เห็นลีลากูรูอาหารอดีตเชฟดังโรงแรมดุสิตธานีแล้วต้องบอกว่านี่ละคนอาหารตัวจริง คล่องแคล่ว ว่องไว ไม่กี่นาทีก็ได้จานอร่อยมาขึ้นโต๊ะ ง่ายๆ แต่รสชาติหมูเส้นที่บรรจงผัดกับพริกเซี่ยงไฮ้ที่โขลกเองผสมเองไม่ธรรมดา เฮียบอกว่าอร่อยไม่อร่อยอยู่ที่พริกหน้าตาคล้ายๆ น้ำพริกเผา ไม่ต้องปรุงเพิ่มเลยรสชาติก็กลมกล่อม เผ็ดนำหวานนิดกำลังดี จานต่อมา “กุ้งผัดเปรี้ยวหวาน” หาทานที่ไหนก็ได้แต่ให้อร่อยจริงๆ ยาก ผัดมาแบบขลุกขลิก เคล็ดลับอยู่ที่ต้องผัดให้ทุกอย่างกรอบ โดยทอดกุ้งพักไว้แล้วนำผักแตงกวา พริกหยวก หอมใหญ่ มะเขือเทศไปชุบในน้ำร้อนๆ ก่อนจะลงผัดในน้ำมันเล็กน้อยใส่กุ้งใส่ซอสเปรี้ยวหวาน แค่นี้เองแต่เด็ดจริงผักยังกรอบอยู่เลย 
 
                               ผัดมาสองกะทะแล้วลองอะไรที่ไม่มีน้ำมันบ้าง “สลัดปลาแซลมอน” ดูเหมือนจะลงตัวสุดๆ ความต่างของสลัดร้านนี้อยู่ที่น้ำสลัดสองแบบที่เสิร์ฟมาเคียงกัน ถ้วยหนึ่งเทาซันไอส์แลนด์ทั่วๆ ไป อีกถ้วยเป็นน้ำสลัดที่ปรุงจากเฟร้นซเดรสซิ่ง และมาสตาร์ดที่กลมกล่อมด้วยเกลือ พริกไทย และน้ำส้ม ตัวนี้พอคลุกเคล้ากับผักจะช่วยให้มีความชุ่มชื้นมีชีวิตชีวา เข้ากันกับชิ้นปลาแซลมอนทอดใหญ่ๆ แซมด้วยผลไม้เบาๆ อย่างแตงโม แคนตาลูป และสับปะรด อร่อยแปลกลิ้น ก่อนจะแก้ฝืดคอด้วย “บะหมี่ปลา” ซุปร้อนๆ ที่มาพร้อมบะหมี่เส้นเล็กเหนียวนุ่มพอๆ กับเนื้อปลากะพงลวกแบบไร้กลิ่นคาว เป็นความสร้างสรรค์ที่ลงตัวสมกับท็อปไฟว์ของร้าน
 
                               ถามหาของหวานล้างปากเฮียรีบออกตัวแม้ไม่เด่นนักแต่ก็ไม่เคยทำให้ผิดหวัง โดยเฉพาะ “บัวเกี๊ยะเย็น” หน้าตาละม้ายญาติเต้าทึง ต่างกันที่บัวเกี๊ยะน้ำหวานปะแล้มๆ มาจากน้ำตาลทรายแดง ส่วนเต้าทึงใส่น้ำลำไยและที่ทำให้ต่างโดยสิ้นเชิงคือมีเส้นบัวเกี๊ยะตัวเล็กๆ ขาวขุ่นกรุบๆ เป็นส่วนประกอบหลัก ซดเช้าชื่นใจไปยันบ่ายว่าอย่างนั้น 
 
                               บางครั้งร้านอร่อยก็ไม่สำคัญว่าเจ้าของเป็นใคร แค่อาหารหน้าตาและรสดีเป็นพอ แต่บางโอกาสหากได้รู้ต้นตอที่มาแถมมีเจ้าตำรับมาควงตะหลิวจับกระทะปรุงรสมือให้ชิมด้วยละก็ถือว่าเป็นกำไร...ก็ไม่รู้สินะ