
กิน-อยู่ รู้ทันเบาหวาน
15 พ.ค. 2558
ดูแลสุขภาพ : กิน-อยู่ รู้ทันเบาหวาน
โรคเบาหวาน (Diabetes mellitus หรือ Diabetes หรือเรียกย่อว่า DM) เป็นอีกหนึ่งโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หายขาด และมีแนวโน้มของผู้ป่วยโรคนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในกระแสโลก ด้านการแพทย์และสาธารณสุขได้มีการจัดอันดับว่า เบาหวานเป็นสาเหตุการตายอันดับที่ 4 โดยทุกๆ 8 วินาที จะมีคนเสียชีวิตจากโรคเบาหวานและโรคแทรกซ้อนของเบาหวาน จากข้อมูลพบว่า ขณะนี้ทั่วโลกมีผู้ป่วยโรคเบาหวานกว่า 284 ล้านคน และคาดว่า ภายในปี 2573 จะมีผู้ป่วยสูงขึ้นถึง 438 ล้านคน คือ เพิ่มขึ้นจากเดิมกว่า 50% ในขณะที่สถานการณ์ผู้ป่วยโรคเบาหวานในประเทศไทยล่าสุดพบว่ามีผู้ป่วย 7% หรือประมาณ 4.7 ล้านคน จากจำนวนประชากรทั้งประเทศ และพบมากที่สุดในกลุ่มอายุ 40-60 ปี ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยในเขตเมืองมากกว่าชนบท เนื่องจากอาหารการกิน ความเครียด และสภาพแวดล้อมที่มีส่วนส่งผลต่อการเกิดโรค
ความรุนแรงของโรคเบาหวานขึ้นอยู่กับผลของการควบคุมโรค คือ การควบคุมน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ หรือใกล้เคียงเกณฑ์ปกติมากที่สุด ดังนั้นผู้ป่วยเบาหวานจึงต้องดูแลรักษาควบคุมโรคตลอดชีวิต ส่วนผลข้างเคียงที่สำคัญของโรคเบาหวานก็คือ การอักเสบของเนื้อเยื่อต่างๆ ทุกชนิดในร่างกาย และที่สำคัญคือ การอักเสบของหลอดเลือด ซึ่งจะส่งผลให้หลอดเลือดต่างๆ ตีบแคบลง เป็นสาเหตุให้เกิดการขาดเลือดของเนื้อเยี่อและอวัยวะต่างๆ ซึ่งเป็นที่มาของโรคไตเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดแดงแข็ง และภาวะเบาหวานขึ้นตา เป็นต้น เมื่อเกิดแผลก็จะหายช้า โดยเฉพาะแผลบริเวณเท้า ซึ่งหากไม่ได้รับการดูแลที่ถูกต้องก็อาจรุนแรงถึงขั้นต้องตัดขาได้ นอกจากนี้ โรคเบาหวานยังส่งผลให้ภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ ของร่างกายลดลงมากกว่าคนปกติทั่วไป จึงมีโอกาสติดเชื้อต่างๆ ได้ง่าย และมักรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิต
โรคเบาหวานจึงจัดเป็นปัญหาที่บั่นทอนสุขภาพของประชาชนเป็นอย่างมาก แม้ว่าจะมีการรณรงค์เรื่องการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน แต่ก็ยังพบว่า จำนวนผู้ป่วยเบาหวานมีเพิ่มมากขึ้น ในด้านการรักษา ปัจจุบันมีทั้งการใช้ยาแผนปัจจุบัน และการใช้ยาสมุนไพรในการดูแลรักษาเยียวยาผู้ป่วยกลุ่มนี้ โดยทางโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร และวิทยาลัยการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร ได้มีการรวบรวมองค์ความรู้ในการดูแลผู้ป่วยเบาหวานด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย และการศึกษาวิจัยสมุนไพรเพื่อเป็นอีกทางเลือกในการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้
การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้สม่ำเสมอของผู้ป่วยเบาหวานนั้น ต้องมีการปรับพฤติกรรมหลายอย่าง เช่น การออกกำลังกาย เพื่อให้อินซูลินทำงานได้ดีขึ้น และช่วยควบคุมน้ำหนัก การรับประทานอาหาร เพื่อให้ได้พลังงานและผลดีต่อสุขภาพ การรับประทานยาอย่างถูกต้อง และการใช้สมุนไพรอย่างเหมาะสม
โดยหลักการเลือกอาหารเพื่อสุขภาพของผู้ป่วยเบาหวาน ก็คือ
-การรับประทานอาหารให้ถูกส่วน มีการคำนวณแคลอรีของอาหารที่รับประทาน มีการลดอาหารพวกไขมัน แป้ง น้ำตาล ส่วนโปรตีนนั้นรับประทานได้ ยกเว้นคนที่เป็นโรคไต ต้องมีการจำกัดการรับประทานโปรตีนด้วย
-การรับประทานอาหารจำพวกเส้นใย อาหารที่มีเพคตินสูงเพื่อดูดซับน้ำตาลและไขมัน ช่วยทำให้เลือดสะอาด และลดคอเลสเตอรอล โดยอาหารที่มีเพคตินสูงและเส้นใยสูง เช่น ถั่ว ข้าวกล้อง แอปเปิ้ล ฝรั่ง ตำลึง เป็นต้น
-การรับประทานอาหารที่เพิ่มการไหลเวียนเลือดในหลอดเลือดเล็กๆ ที่เลี้ยงอวัยวะส่วนปลาย เช่น ใบบัวบก ใบแปะก๊วย
-การรับประทานอาหารที่มีฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่น เพิ่มการชะลอความเสื่อมของเซลล์ เช่น กระเทียม กะเพรา ขิง ขมิ้นชัน
-การรับประทานอาหารที่มีเกลือแร่และวิตามิน ซึ่งพบว่าเกลือแร่หลายชนิดมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยเบาหวาน โดยจะทำให้อินซูลินทำงานได้ดีขึ้น ช่วยให้การเผาผลาญคาโบไฮเดรตและไขมันได้ดีขึ้น ช่วยในการนำกลูโคสเข้าสู่เซลล์ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง โครเมียมมีมากในใบยอ หน่อไม้ฝรั่ง พริกไทยดำ เมล็ดธัญพืช บร็อกโคลี่ โกโก้ ตับ หอยนางรม
-ลูเที่ยน (Lutein) เป็นสารบำรุงสายตา ปกป้องเซลล์ โดยทั่วไปแล้วจะมีมากในผลไม้สีส้ม หรือสีเหลือง และผักใบเขียวเข้ม
-แมกนีเซียม (Magnesium) ช่วยในการทำงานของเซลล์ระบบประสาท โดยจะมีในผักใบเขียวที่มีคลอโรฟิลด์เป็นส่วนประกอบ
นอกจากนี้ยังมีอาหารที่มีประโยชน์ต่อผู้ป่วยเบาหวานอีกหลายชนิด เช่น แคลเซียม น้ำมันปลา โสม และที่สำคัญคือ เราต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับเบาหวานอย่างมีความสุข ในฉบับพบกับสมุนไพรที่ช่วยลดระดับน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวาน



