ไลฟ์สไตล์

ไขปัญหาฯ : กองทุนบุญชีวิตเพื่อผู้ป่วยโรคมะเร็ง

ไขปัญหาฯ : กองทุนบุญชีวิตเพื่อผู้ป่วยโรคมะเร็ง

15 พ.ค. 2558

ไขปัญหาสุขภาพแผนจีน : กองทุนบุญชีวิตเพื่อผู้ป่วยโรคมะเร็ง (สำหรับผู้รักษาด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีนของคลินิก) : โดย...หมอไพร

 
          ไหนๆ ก็พูดถึงโรคมะเร็งแล้ว มีเรื่องอยากคุยให้ฟังต่อ เรื่องก็คือว่า ลูกสาวผู้เขียนเป็นโรคมะเร็งรังไข่เมื่อปี 54 เรียนจบหมอจีน กำลังสอบใบประกอบโรคศิลปะพอดี เรื่องนี้ผู้เขียนคิดจะเล่ารายละเอียดในการรักษาโรคมะเร็งของลูกสาวอย่างละเอียดให้ฟังมานานแล้ว แต่ต้องรอให้ใจตัวเองสงบ รอความพร้อมที่จะเปิดเผยเรื่องราวของเจ้าตัวก่อน
 
          1ปีมานี้ลูกสาวพร้อมและยินดีที่จะเปิดเผยประวัติโรคของเธอเองแล้ว แต่จนแล้วจนรอดผู้เขียนก็ยังไม่พร้อมทางใจและยังไม่มีเวลารวบรวมรายละเอียดสักที สัญญาว่า สักวันหนึ่งที่พร้อมจะเล่าให้ฟังอย่างละเอียด
 
          ตามหลักการแพทย์แล้วคุณหมอทั้งหลายคาดการณ์ว่าลูกสาวจะอยู่ได้แค่ 2 ปี เพราะมะเร็งชนิดนี้ค่อนข้างร้ายแรง หลังผ่าตัดก็เข้าคอร์สให้คีโม ซึ่งการให้คีโมป่วยทุกข์ทรมานขนาดไหน คนที่เคยผ่าน คนที่เคยดูแลและคนรอบข้างต่างรู้ดี ทำอย่างไรจึงจะลดความทรมานจากผลข้างเคียงที่ร้ายกาจของคีโมนี้ลงได้ ผู้เขียนจึงเสาะหาข้อมูลในการใช้ยาจีน ใช้ไป ดูอาการไปทดลองไป หาข้อสรุปไป โดยเฉพาะการลดร้อนเหมือนไฟแผดเผา ท้องไส้ปั่นป่วน คลื่นไส้อยากอาเจียน กินข้าวไม่ได้ อ่อนเพลีย หมดอาลัยตายอยาก
 
          พอต้มยาจีนให้กินแล้วความทรมานจากความร้อนแผดเผาลดลงไปมาก ท้องไส้ปั่นป่วนก็ลดลง กินข้าวได้ดีขึ้น ผมร่วงน้อยลง อาการเหนื่อยเพลียน้อยลง ร่างกายฟื้นได้อย่างรวดเร็ว สามารถเตรียมความพร้อมในการให้คีโมครั้งต่อไปได้เร็ว
 
          ปัจจุบันนี้ลูกสาวสามารถทำงานได้ตามปกติ แต่เมื่อไม่มีฮอร์โมนแล้วร่างกายจึงทนเหนื่อยได้น้อยลง จากเดือนกรกฎาคม 54 ถึงปัจจุบัน พฤษภาคม 58 ค่าของมะเร็งยังปกติ แต่ยังไม่ใช่หาย 100% ยังวางใจไม่ได้ ต้องดูแลร่างกายและปรามมะเร็งอยู่เป็นประจำ
 
          จากการดูแลลูกสาวอย่างได้ผลเช่นนี้ ทำให้ญาติๆ ผู้เขียนเองและผู้ป่วยส่วนหนึ่งที่เคารพรักนับถือกัน แนะนำคนรู้จักให้มาลองกินยาจีนร่วมกับการให้คีโม จากที่ได้สัมผัสกับผู้ป่วยมะเร็งจำนวนหนึ่ง แม้จะได้สิทธิในการรักษาช่วยผ่อนเบาภาระค่าใช้จ่ายบ้าง หากต้องรักษาอย่างอื่นเพิ่มก็ยังต้องมีค่าใช้จ่ายอีกมาก และใช้เวลายาวนาน
 
          ยาจีนเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยเสริมการรักษามะเร็ง ทางคลินิกเราอยากให้ผู้ป่วยที่มีรายได้น้อยได้เข้าถึงยาจีนบ้าง แต่จะรักษาให้ฟรีก็เหลือบ่ากว่าแรงเรา จึงใช้วิธีไม่คิดราคาแพง แต่แม้จะคิดราคาต่ำสุดแล้ว แต่ก็ยังคงแพงสำหรับคนที่มีรายได้น้อย คนที่ยากจน อีกทั้งต้องกินอย่างต่อเนื่องยาวนาน ที่ให้เป็นภาระค่าใช้จ่ายมาก ด้วยความเข้าใจ เห็นใจ อยากช่วย อยากแบ่งเบา อยากให้โอกาสแก่ผู้ด้อยโอกาส แต่จะช่วยด้วยวิธีไหนดี
 
          ลูกสาว ลูกชายของผู้เขียนร่วมกับหมอแป้งเพื่อนนักศึกษาที่มาช่วยงานที่คลินิก จึงปรึกษากันตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งที่มารักษาด้วยยาจีนที่คลินิก โดยเริ่มรับบริจาค ตั้งแต่วันออกบูธฝังเข็มเฉลิมพระเกียรติในหลวงเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2557 จากนั้นกล่องบริจาคนี้ก็ตั้งไว้ที่คลินิก ให้ผู้ที่มีจิตศรัทธาได้ร่วมบริจาคกัน จากวันนั้นถึง วันที่ 1 พฤษภาคม 2558 ยอดเงินบริจาค 20,720 บาท (สองหมื่นเจ็ดร้อยยี่สิบบาท) แม้จะยังไม่มากนัก แต่สามารถแบ่งเบาภาระของผู้ป่วยมะเร็งไปได้ส่วนหนึ่ง โดยทางคลินิกจะลดค่ายาที่ราคาลดต่ำที่สุดแล้ว 20 เปอร์เซ็นต์ให้กับผู้ป่วยมะเร็งที่กินยาจีน ต้องขอขอบคุณ โมทนาบุญแก่ท่านผู้มีจิตเมตตามา ณ ที่นี้ด้วย สำหรับ 20 เปอร์เซ็นต์ที่ได้นั้นมาเราเอาไปเป็นทุนในการซื้อยาต่อไป เงินจำนวนนี้มีข้อแม้ว่าสำหรับผู้ป่วยมะเร็งที่มีเงินน้อย ยากจน ด้อยโอกาสจริงๆ จะมารักษาด้วยยาจีนอย่างเดียว หรือรักษาควบคู่กันกับแผนปัจจุบันก็ได้
 
          มีผู้ป่วยหญิงอายุ 60 เป็นมะเร็งเต้านม ผ่าตัดและให้คีโม แล้ว โรคมะเร็งก็สงบ แต่ผ่านไป 10 กว่าปี มะเร็งก็กลับมากำเริบอีกครั้ง โดยมีอาการแขนขวาบวมใหญ่ ต่อมน้ำเหลืองที่คอและไหปลาร้าใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ หมอให้คีโมอีกครั้ง ครั้งที่ 3 ก้อนที่คอเล็กลงบ้าง แต่แขนบวมไม่ยุบ คนป่วยทนไม่ค่อยไหว ด้วยการแนะนำของคุณก่อเขต จันทรเลิศลักษณ์ แห่งไทยพีบีเอส ลูกสาวของเธอจึงมาเอายาจีนไปกิน 3 ห่อ กินไปถึงห่อที่ 2 เธอส่งข่าวมาด้วยความดีใจว่าอาการแขนบวมและต่อมน้ำเหลืองบวมที่คอของคุณแม่ลดลงอย่าง เห็นได้ชัด จากนั้นเธอก็เงียบหายไป ไม่มาเอาไปกินต่อ ผ่านไป 2 สัปดาห์จึงมาอีกครั้ง เพราะแขนบวมใหญ่ ก้อนที่คอใหญ่ขึ้นมาอีก มารู้ทีหลังว่า เหตุที่ไม่ได้มาเอายาเพราะมีความลำบากเรื่องค่าใช้จ่าย คุณแม่เกรงใจลูกสาวที่ต้องรับภาระหนัก เมื่อนำเรื่องนี้ไปเล่าให้คุณก่อเขตฟัง คุณก่อเขตจึงร่วมกับเพื่อนๆ ช่วยกันจ่ายค่ายาให้กับผู้ป่วยท่านนี้ ทางคลินิกก็ร่วมช่วยด้วยการลดค่ายาให้ 20 เปอร์เซ็นต์จากราคาที่ลดลงต่ำที่สุดด้วย  หลังจากกินยาไปสิบกว่าห่อ แขนบวมและก้อนบวมใหญ่ที่คอลดลง แต่หมอยังยืนยันว่า จะอยู่ได้อีกแค่ 6 เดือนเท่านั้น ก็ลองลุ้นดูว่าจะช่วยยืดชีวิตไว้ได้นานแค่ไหน ได้แต่หวังว่ากาารตั้งกองทุนนี้ขึ้นมาจะสามารถช่วย “ให้โอกาส แก่ผู้ด้อยโอกาส” ได้แม้จะแค่เพียงน้อยนิดก็ตาม