
บอร์ดกช. เห็นชอบร่างประกาศกช. 3ฉบับอุ้มการเงินร.ร.เอกชน
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) กล่าวภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน 3 ฉบับ ดังนี้ 1.ร่างประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เรื่อง หลักเกณฑ์การอุดหนุนทางการเงิน เป็นค่าก่อสร้างและปรับปรุงอาคารเรียนของโรงเรียนการกุศล
โดยสาระสำคัญของร่างประกาศนั้นให้มีการอุดหนุนทางการเงินเป็นค่าก่อสร้างอาคารเรียน อาคารประกอบของโรงเรียนเอกชนการกุศล โดยได้อธิบายความหมายของโรงเรียนการกุศล ว่า โรงเรียนการกุศลที่สำนักพระราชวังเป็นผู้รับใบอนุญาต โรงเรียนในพระบรมราชูปถัมภ์ โรงเรียนสงเคราะห์เด็กยากจนตามพระราชประสงค์ โรงเรียนเอกชนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา โรงเรียนการศึกษาสงเคราะห์ และโรงเรียนการศึกษาพิเศษ
พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาให้เงินอุดหนุนค่าก่อสร้าง และปรับปรุงอาคาร ว่าต้องเป็นโรงเรียนเอกชนการกุศลมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 ปี โรงเรียนไม่ได้รับงบประมาณค่าก่อสร้างย้อนหลัง 2 ปีงบประมาณ โรงเรียนไม่มีประวัติการทุจริตเงินอุดหนุนรายบุคคล โดยการให้เงินอุดหนุนให้พิจารณาโรงเรียนการกุศลที่มีความจำเป็นขาดแคลนอาคาร และให้ความสำคัญกับโรงเรียนการกุศลขนาดเล็กก่อนขนาดใหญ่
2.ร่างประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เรื่อง กำหนดประเภทและระดับของโรงเรียนในระบบ (ฉบับที่ 2) แต่เดิมในประกาศฉบับแรกซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 17 ธ.ค.2551 ได้กำหนดประเภทและระดับของโรงเรียนในระบบเป็นประเภท สามัญศึกษา อาชีวศึกษา และนานาชาติ แต่เนื่องจากในโรงเรียนในระบบประเภทสามัญศึกษา และอาชีวศึกษา มีการจัดการเรียนการสอนอยู่ในโรงเรียนเอกชนการกุศล โรงเรียนการศึกษาพิเศษ หรือโรงเรียนการศึกษาสงเคราะห์ จึงจำเป็นต้องมีการแก้ไขประกาศให้มีความสอดคล้อง โดยร่าง ประกาศฉบับนี้นั้น จึงมีการแก้ไขเพิ่มเติมว่า โรงเรียนที่จัดสอนในลักษณะโรงเรียนการกุศล หรือจัดให้การศึกษาแก่บุคคลที่มีลักษณะพิเศษ หรือผิดปกติทางร่างกาย สติปัญญา หรือจิตใจที่จัดการเรียนการสอนในลักษณะโรงเรียนการศึกษาพิเศษ หรือให้แก่บุคคลยากไร้ หรือเสียเปรียบทางการศึกษาที่จัดการเรียนการสอนในลักษณะการศึกษาสงเคราะห์ ให้ถือเป็นโรงเรียนประเภทสามัญ และโรงเรียนประเภทอาชีวศึกษา
นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า สุดท้าย ร่าง ประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกู้ยืมเงินจากกองทุนส่งเสริมโรงเรียนในระบบ ซึ่งสาระสำคัญของร่าง ประกาศฉบับดังกล่าว ได้กำหนดให้โรงเรียนในระบบตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 เว้นโรงเรียนนานาชาติ ที่ต้องจัดสรรผลกำไรเข้างกองทุนส่งเสริมโรงเรียนเอกชน สามารถกู้ยืมเงินไปใช้จ่ายเพื่อการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน พัฒนาอาคารเรียนอาคารประกอบ การจัดซื้ออุปกรณ์การเรียนการสอน ซึ่งโรงเรียนที่มีสิทธิ์กู้นั้นจะต้องเปิดทำการสอนไม่น้อยกว่า 3 ปีและมีจำนวนนักเรียนในแต่ละระดับการศึกษา ดังนี้ เปิดสอน 1 ระดับ ต้องมีจำนวนนักเรียนไม่ต่ำกว่า 120 คน,เปิดสอน 2 ระดับ ต้องมีจำนวนนักเรียนไม่ต่ำกว่า 180 คน และเปิดสอน 3 ระดับ ต้องมีนักเรียนไม่ต่ำกว่า 180 คน
ในกรณีที่โรงเรียนในระบบดังกล่าว และโรงเรียนที่เปิดทำการสอนน้อยกว่า 3 ปีหากประสบภัย และประสงค์ขอกู้ยืมเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการศึกษาไปดำเนินการโดยเร่งด่วนนั้นให้อยู่ในอำนาจของคณะอนุกรรมการพิจารณาเป็นราย ๆ ไป อย่างไรก็ตาม ร่างประกาศเรื่องนี้จะไม่บังคับใช้กับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามควบคู่วิชาสามัญและหรือวิชาชีพในจังหวัดสตูล ยะลา นราธิวาส ปัตตานี สงขลา นครศรีธรรมราช พัทลุง สุราษฎร์ธานี ชุมพร ภูเก็ต กระบี่ ระนอง พังงา และตรัง
“มีการพิจารณาปรับเพิ่มวงเงินให้กู้จากเดิม 60% ของหลักทรัพย์ค้ำประกัน มาเป็น 80% ของหลักทรัพย์ค้ำประกัน และให้มีการชำระดอกเบี้ย ร้อยละ 4 นอกจากนี้ ในส่วนของโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในภาคใต้ นั้นตามร่าง ประกาศฯ ได้แยกออกไม่ให้ร่วมกู้ ซึ่งเป็นตามมติเดิมของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในปี 2531 ดังนั้น จะให้ทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ทำหนังสือเสนอเข้าสู่การพิจารณา ครม.ให้ยกเลิกเพื่อที่จะได้สามารถมีสิทธิ์กู้ยืมเงินในกองทุนให้เช่นเดียวกับโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม และโรงเรียนเอกชนในระบบทั่วประเทศ”นายจุรินทร์ กล่าว



