
บทเรียนฟิลิปปินส์สะท้อนถึงไทยการพัฒนาพืชจีเอ็มจะไปทางไหน?
บทเรียนฟิลิปปินส์สะท้อนถึงไทยการพัฒนาพืชจีเอ็มจะไปทางไหน? : ดร.นิพนธ์ เอี่ยมสุภาษิต นายกสมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์
ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 13-15 เมษายน ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสเดินทางไปประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อพูดคุยกับเกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดเทคโนชีวภาพ/จีเอ็ม โดยได้รับความช่วยเหลือในการติดต่อและวางกำหนดการเดินทางโดยหน่วยงานที่เรียกว่า CropLife Philippines นอกจากจะได้พูดคุยกับเกษตรกรแล้ว ยังมีโอกาสเรียนรู้กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ในข้าว จากสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ หรือ อีรี่ (International Rice Research Institute : IRRI) ซึ่งหลายคนคงเคยได้ยิน ข้าวพันธุ์ IR8 ที่ให้ผลผลิตสูงและมีลักษณะทรงต้นที่ดี พัฒนาโดยนักวิจัยจาก IRRI และได้มอบให้หลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทย เพื่อนำมาใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ สำหรับการพัฒนาพันธุ์ข้าวในประเทศ
สถาบันอีรี่ ได้นำเสนอความสำเร็จในการพัฒนาข้าวเทคโนชีวภาพ ด้วยเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ หรือเทคโนโลยีด้านพันธุวิศวกรรมจนได้พันธุ์ข้าวสีทอง หรือ Golden Rice เป็นพันธุ์ข้าวที่มีสาร Beta-Carotene สูง ซึ่งเป็นสารต้นกำเนิดของวิตามินเอ เด็กที่ขาดวิตามินเอจะเป็นโรคตาบอด และบางกรณีทำให้เด็กต้องเสียชีวิตได้ ปัจจุบันได้มอบพันธุ์ให้กับบางประเทศ เพื่อนำมาใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ อันจะนำไปสู่การพัฒนาพันธุ์ข้าวในประเทศเช่นกัน แต่สำหรับประเทศไทยไม่ได้ข่าวว่าได้รับมอบข้าวพันธุ์นี้หรือไม่
ศักยภาพของเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมไม่ได้นำมาใช้ในการพัฒนาพันธุ์ข้าวให้มีคุณค่าทางโภชนาการอย่างเดียว แต่ยังนำมาใช้ได้กับหลายๆ พืช เพื่อให้มีลักษณะที่นอกเหนือจากคุณค่าทางโภชนาการ เช่น ลักษณะที่ต้านทานโรค เช่น มะละกอที่ต้านทานโรคไวรัสจุดวงแหวน ลักษณะที่ต้านทานแมลงศัตรู เช่น ฝ้ายที่ต้านทานหนอนเจาะสมอ และข้าวโพดที่ต้านทานหนอนเจาะลำต้น ลักษณะที่ทนทานสารกำจัดวัชพืช เช่น ข้าวโพดที่ทนทานสารกำจัดวัชพืชไกลโฟเสท และลักษณะที่ทนแล้ง เช่นข้าวโพดทนแล้ง
นอกจากนี้ เทคโนโลยีดังกล่าวยังมีศักยภาพในการพัฒนาพืชให้มีคุณค่าทางเภสัชกรรม เช่น การพัฒนาพันธุ์กล้วยให้ผลิตวัคซีนที่ป้องกันโรค hepatitis B และโรคอุจจาระร่วง การพัฒนาต้นยาสูบให้ผลิตแอนติบอดี ที่นำมาทำยาซีแมพพ์รักษาโรคที่เกิดจากเชื้ออีโบลา และการพัฒนาต้นยาสูบเพื่อผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น เป็นที่น่าเสียดายที่ประเทศไทยมองไม่เห็นถึงศักยภาพดังกล่าว จึงไม่ได้ให้การสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาทางด้านนี้อย่างจริงจัง
ประเทศฟิลิปปินส์ เป็นประเทศแรกในอาเซียนที่สนับสนุนการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรม ถึงกับออกประกาศเป็นนโยบายด้านเทคโนโลยีชีวภาพของผู้นำประเทศ เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2544 มีใจความว่า
“เราจะส่งเสริมความปลอดภัยและใช้อย่างรับผิดชอบของเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ และผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายวิธีที่จะสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน เข้าถึงอย่างเท่าเทียมด้านบริการสุขภาพ สร้างความยั่งยืนและความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอุตสาหกรรม”
พืชจีเอ็ม ที่ปลูกในฟิลิปปินส์ ในปัจจุบันมีชนิดเดียว คือ ข้าวโพดเทคโนชีวภาพ โดยเริ่มปลูกในปี 2546 เป็นข้าวโพดบีที ที่ต้านทานต่อหนอนเจาะลำต้น ในพืนที่ปลูกประมาณ 67,300 ไร่ และในปี 2552 เพิ่มเป็นประมาณ 1,752,600 ไร่
ตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นมา ไม่มีการปลูกข้าวโพดบีทีในฟิลิปปินส์ แต่เปลี่ยนไปปลูกข้าวโพดที่มีลักษณะร่วมคือมีความต้านทานต่อหนอนเจาะลำต้นและมีความทนทานต่อสารกำจัดวัชพืช หรือที่เรียกว่า ข้าวโพด บีที/เอชทีแทน ซึ่งในปี 2557 ฟิลิปปินส์มีพื้นที่ปลูกข้าวโพดเทคโนชีวภาพ 5,193,750 ล้านไร่ ในจำนวนนี้ เป็นข้าวโพดบีที/เอชที 4,475,000 ไร่ ที่เหลืออีก 718,750 ไร่ เป็นข้าวโพดเอชที หรือข้าวโพดที่ทนทานสารกำจัดวัชพืช
จากการสอบถามเกษตรกรตัวจริงที่ปลูกข้าวโพดเทคโนชีวภาพ/จีเอ็ม ในเขตเมืองหรือจังหวัดทาร์แรค ซึ่งอยู่ห่างจากกรุง มะนิลา ขึ้นไปทางทิศเหนือราว 2 ชั่วโมงของการเดินทางโดยรถยนต์ เกษตรกรคนนี้ปลูกข้าวโพดบีที/เอชที มา 6 ปีแล้ว เขาบอกว่าชอบมาก เพราะไม่ต้องใช้สารเคมีป้องกันกำจัดหนอนเจาะลำต้น และลดการใช้สารกำจัดวัชพืช ทำให้ลดค่าใช้จ่าย สิ่งที่ตามมาทำให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น รวมทั้งตัวเกษตรกรเองก็มีสุขภาพดีขึ้น สิ่งสำคัญคือ ทำให้มีรายได้สุทธิเพิ่มขึ้น
ข้อมูลดังกล่าว เป็นสิ่งยืนยันให้เห็นว่า การปลูกข้าวโพดเทคโนชีวภาพ มีส่วนช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรที่ยากจนของประเทศฟิลิปปินส์ดีขึ้น และจดว่าเป็นบทเรียนที่ดีที่ผู้บริหารประเทศสมควรนำไปพิจารณาให้การสนับสนุนการใช้ประโยชน์จากพืชเทคโนชีวภาพ เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของเกษตรกรไทย
ล่าสุดกลุ่มประเทศในอาเซียน รัฐบาลเวียดนามได้อนุญาตให้เกษตรกรปลูกข้าวโพดทนแทนสารจำกัดวัชพืชแล้ว ในพื้นที่ จ.มอคเชา ห่างจากกรุงฮานอย ไปทางตอนเหนือ 150 กม. อินโดนีเซียปลูกอ้อยทนแล้ง ในพื้นที่ของโรงงาน และกำลังจะปลูกอ้อยความหวานสูงตามมา ขณะที่เมียนมาร์ ปลูกฝ้ายบีทีมา 5 ปีแล้ว
แล้วการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพว่าด้วยการตัดแต่งพันธุวิศวกรรมของไทยจะไปทางไหน?
ถึงเวลาเปิดโอกาสให้เกษตรกรไทย
นายนายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการเกษตร สิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยว สภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งร่วมคณะดินทางฟิลิปปินส์ด้วย บอกว่า หลังจากการศึกษาดูงานแล้วได้นำเสนอแปรญัตติเพื่อพิจารณา (ร่าง) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาไทย (ฉบับเสนอสภาปฏิรูปแห่งชาติ) ในการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ ครั้งที่ 27 เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2558 ว่า ควรเปิดโอกาสให้เป็นทางเลือกของเกษตรกรไทย เกี่ยวกับทางด้านเทคโนโลยีด้านเกษตรกรในปัจจุบันเพื่อเป็นการรองรับอนาคต การเปลี่ยนแปลงของโลกที่จะเกิดขึ้น
"ปัจจุบันประเทศไทยถูกล้อมด้วยพืชจีเอ็มภายในกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกันเอง อาทิ อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และเมียนมาร์ โดยประเทศฟิลิปปินส์ใช้เป็นทางเลือกของเกษตรกร ปัจจุบันพบว่า คนจนฟิลิปปินส์ที่ใช้เป็นทางเลือกกว่า 5 ปีแล้ว ทำให้เกษตรกรรวยขึ้น" นายอุทัย กล่าว
สำหรับประเทศไทยมีการนำเข้าและรับประทานพืชจีเอ็มกันทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นนมถั่วเหลือง กากถั่วเหลือง ที่นำเข้าจากสหรัฐอเมริกา อาร์เจนตินา บราซิล ซึ่งล้วนแต่เป็นถั่วเหลืองจีเอ็มกว่า 85% รวมทั้งมะละกอจีเอ็มด้วย แต่ประเทศไทยไม่เปิดโอกาสให้มีการพัฒนาพืชจีเอ็มในระดับภาคสนาม ทำให้สูญเสียโอกาสในหลายๆ ด้าน ทั้งเศรษฐกิจ สังคมอย่างมหาศาล
ถึงเวลาแล้วที่ควรเปิดโอกาสให้เป็นทางเลือกของเกษตรกร เพื่อเตรียมการในอนาคต
......................................
(หมายเหตุ : บทความนี้เป็นความเห็นของผู้เขียน)



