
'เรือนขวัญจิตต์'ต้านแผ่นดินไหว'ของขวัญ'จาก'ไทย'ปลอบใจ'เนปาล'
'เรือนขวัญจิตต์'ต้านแผ่นดินไหว 'ของขวัญ'จาก'ไทย'ปลอบใจ'เนปาล' : บ้านไม่บานกับอาจารย์เชี่ยว
สวัสดีครับ แฟนๆ ชาว “บ้านไม่บาน” ก่อนอื่นต้องขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับ “เพื่อนร่วมทุกข์” ชาว “เนปาล” โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เมือง “กาฐมาณฑุ” และเมืองอื่นๆ รวมทั้งบริเวณแคมป์ที่พักนักปีนเขา ซึ่งตัวเลขอย่างเป็นทางการจากองค์การ “สหประชาชาติ” ระบุว่ามีประชากรกว่า 8,000,000 คน ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในครั้งนี้ และกว่า 2,000,000 คน ต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน รวมทั้งคาดการณ์ว่ามีคนต้องจากไปก่อนเวลาอันควร เพราะภัยพิบัติในครั้งนี้กว่า 10,000 คน แต่ตัวเลขจริงของผู้คนที่เสียชีวิตและผู้สูญหายก็น่าจะอยู่ประมาณ 20,000 คนนั่นแหละครับ
ขณะที่มีผู้ประสบภัยพิบัติในครั้งนี้ที่ไร้ที่พึ่งพิงพักอาศัย ต้องนอนอยู่ในเต้นท์ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บในศูนย์อพยพกว่า 200,000 คน และที่น่าสลดใจคืออาคารที่ขึ้นทะเบียนเป็น “มรดกโลก” หลายแห่ง เช่น จัตุรัสดูร์บาร์, สถูปโพธินาถ, หอธราหาร, จตุรัสและพระราชวังปาตัน ฯลฯ ก็มีอันต้องพังทลายลงไปในพริบตา เป็นโศกนาฏกรรมที่น่าเศร้าสลดใจเป็นอย่างยิ่งครับ
ผมไม่เคยลืมว่าเมื่อปีที่แล้วประเทศของเราก็ได้ประสบกับแผ่นดินไหวที่ “เชียงราย” โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ “พาน” และ “แม่ลาว” ในวันที่ 5 พฤษภาคม 2557 สามารถวัดแรงสั่นสะเทือนได้ 6.3 แมกนิจูด มีบ้านเรือนต้องพังทลายเสียหาย 8,935 หลัง และก่อนหน้านั้นอีกไม่นานก็เกิดแผ่นดินไหวขึ้นที่ “จีน” ใน “มลฑลเสฉวน” เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2551 วัดแรงสั่นสะเทือนได้ 7.9 แมกนิจูด มีผู้เสียชีวิต 68,516 คน บาดเจ็บ 365,399 คน สูญหาย 19,350 คน ส่วนที่ “นิวซีแลนด์” เมืองไครสต์เชิร์ช ก็เกิดแผ่นดินไหวขึ้นเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2554 วัดแรงสั่นสะเทือนได้ 6.3 แมกนิจูด มีผู้เสียชีวิต 185 คน และที่หนักหนาสาหัสคือ แผ่นดินไหวที่ “เฮติ” ในวันที่ 12 มกราคม 2553 วัดแรงสั่นสะเทือนได้ 7.0 แมกนิจูด เป็นผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 250,000 คน และส่งผลให้อาคารบ้านเรือนต้องพังพินาศเสียหายหลายแสนหลังทำให้คนต้องไร้ที่พักนับล้านคนช่างเป็นเหตุการณ์ที่น่าเศร้าสลดใจเป็นอย่างยิ่งครับ
ผมมักจะเตือนสติบรรดา “ชาวคนรักบ้าน” เสมอๆ ว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติในปัจจุบันนี้ นับวันจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และดูเหมือนว่าจะมาถี่ขึ้นเรื่อยๆ เพราะสาเหตุสำคัญนั้นมาจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างขาดความ “สมดุล” และ “ยั้งคิด” ทำให้ระบบ “นิเวศวิทยา” ของโลกแปรปรวน ในสถานการณ์วิกฤติเช่นนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง “เรียนรู้อยู่ร่วม” กับภัยพิบัติทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็น แผ่นดินไหว, น้ำท่วมฉับพลัน, พายุโซนร้อน นี่ยังไม่นับรวมจากภัยพิบัติที่เกิดจาก “ความแห้งแล้ง” และอีกหลายต่อหลายภัยพิบัติที่กำลังประเดประดังกันเข้ามาอย่างต่อเนื่องกันเป็นระยะๆ ดังนั้น จึงเป็น “หน้าที่ทางจริยธรรม” ของพวกเราทุกคนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น สถาปนิก, วิศวกร ฯลฯ จำเป็นต้องแสวงหาทางออกในการรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เราคาดไม่ถึงในอนาคตครับ
สาระน่ารู้ในสัปดาห์นี้ผมขอนำเสนอ “บ้านไม่บาน” ในชุด “เรือนขวัญจิตต์” ซึ่งผมได้มุ่งมั่นที่จะออกแบบให้สามารถต่อกรได้กับภัยพิบัติทางธรรมชาติ โดยผมและคณะทำงานสถาปนิก,วิศวกรของ “บ้านไม่บาน” ทำการออกแบบทั้งทางสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม ภายใต้ เงื่อนไขหลักๆ ที่สำคัญ 5 ประการ คือ ข้อ 1 จะต้องมีความแข็งแรง ทนทาน สามารถรองรับภัยพิบัติทางธรรมชาติต่าง ๆ อาทิ ภัยพิบัติที่เกิดจากแผ่นดินไหวขนาด 7-8 แมกนิจูด และภัยพิบัติที่เกิดขึ้นอันเกิดจากพายุโซนร้อนที่มีความเร็วลมเกินกว่า 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ข้อ 2 จะต้องสามารถก่อสร้างได้อย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น ภายใน 10-15 วันต้องสร้างให้แล้วเสร็จ ข้อ 3 จะต้องมีราคาประหยัดและใช้งบประมาณในการก่อสร้างที่ไม่สูงเกินเอื้อม เพราะบรรดาผู้คนที่กำลังประสบกับภัยแผ่นดินไหวหรือภัยพิบัติทางธรรมชาติส่วนใหญ่นั้นก็มักจะอยู่ในสภาพสิ้นเนื้อประดาตัว ไม่มีเงินถุงเงินถัง ที่จะสามารถใช้จ่ายได้อย่างสุรุ่ยสุร่าย ข้อ 4 จะต้องสามารถก่อสร้างได้ง่าย,ไม่ซับซ้อนจนเกินกว่าแรงงานท้องถิ่นสามารถลงมือก่อสร้างได้ ข้อ 5 จะต้องประหยัดพลังงานบรรดาผู้คนที่เข้าไปอยู่อาศัยใน “บ้านไม่บาน” หลังนี้จะต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข เงื่อนไขทั้ง 5 ข้อนี่แหละครับเป็น “กรอบทางความคิด” และ “แนวทางปฏิบัติ” ที่สำคัญซึ่งผมและคณะทำงาน “บ้านไม่บาน” ต้องใช้ระยะเวลานานกว่า 8 ปี กว่าจะประสบความสำเร็จทั้งในการออกแบบทางด้านสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม ซึ่งได้มีการก่อสร้างไปแล้วหลายหลังในที่ต่างๆ
เคล็ดลับของ “บ้านไม่บาน” ต้านภัยพิบัติ ฯ ในชุด “เรือนขวัญจิตต์” ก็คือ การเชื่อมยึดโครงสร้างในระบบต่างๆ ทั้งพื้น,ผนังและหลังคาเข้าด้วยกันเหมือน “รังผึ้ง” ที่ทุกส่วนไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ล้วนแล้วแต่มีความสำคัญ ประกอบกันเป็นเสมือนโครงสร้าง “รังผึ้ง” ที่มีความแข็งแรง ทนทาน โดยผมออกแบบให้เป็นโครงสร้าง R.C. หรือโครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็กถักทอสานกันทั้งหลัง เพราะในอดีตที่ผ่านมาทุกครั้งเมื่อเกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง มีการเคลื่อนตัวของผิวโลกในแนวราบก่อเกิดแรงกระทำในแนวราบเป็นผลให้ระบบเสา คานและเสาเข็มปกติ ตลอดจนระบบโครงสร้างผนังรับน้ำหนัก จึงไม่สามารถทนต่อแรงเฉือนที่มหาศาลนี้ได้ ก็เหมือนกับระบบการรับน้ำหนักของเก้าอี้ 4 ขานั่นแหละครับ ถ้าขาใดขาหนึ่งหักลง อีก 3 ขา ก็จะล้มลงอย่างระเนระนาด
“สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น” ครับ สำหรับในสัปดาห์นี้มาชื่นชม “บ้านไม่บาน” ต้านภัยพิบัติทางธรรมชาติ ที่ใช้หลักการในการออกแบบที่ผมเรียกว่า “โครงสร้าง ค.ส.ล. ที่ถักทอกันแบบรังผึ้ง” ซึ่งผมได้นำมาปรับประยุกต์ใช้ในการออกแบบและก่อสร้างบ้านต้านภัยฯ หลังนี้ ซึ่งผลออกมาก็น่าเป็นที่ยินดีเป็นอย่างยิ่งครับ เพราะผมเชื่อว่ายังไงเสียหากไม่โดนกันตรง ๆ เต็ม ๆ ก็ต้องมีความรุนแรงอย่างน้อย 8 แมกนิจูด จึงจะสามารถเอาบ้านต้านภัยฯ นี้ลงได้ เอาไว้ต่อในสัปดาห์หน้าครับ มาดูเพิ่มเติมว่า “บ้านไม่บาน” ที่ผมออกแบบให้เป็น “บ้านต้านภัยพิบัติทางธรรมชาติ” ในชุด “เรือนขวัญจิตต์” หลังนี้จะมีหน้าตาเมื่อสร้างแล้วเสร็จเป็นอย่างไรครับ ท่านที่สนใจศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.homeloverthai.com \ ครับ ก็ไม่แน่นะครับว่าหากมีโอกาส “บ้านไม่บาน” ต้านภัยธรรมชาติในชุด “เรือนขวัญจิตต์” หลังนี้อาจจะเป็น “ของขวัญ” ชิ้นเล็กๆ อันล้ำค่าจากชาว “ไทย” ส่งใจไปซับน้ำตาให้ชาว “เนปาล” ก็เป็นไปได้ครับ



