
มองดาวในมื้อนี้ที่ 'บลู สกาย'
10 พ.ค. 2558
ชวนชิม : มองดาวในมื้อนี้ที่ 'บลู สกาย'
ยามเย็นบรรยากาศความวุ่นวายเริ่มจางหาย แทนที่ด้วยความต้องการเติมเต็มความสุขผ่านบรรยากาศดีๆ และมื้ออาหารอร่อยเป็นการปิดท้ายวันสุดเฟอร์เฟกท์และยิ่งเป็นวันพิเศษจริงๆ แล้ว อะไรจะเหมาะเท่าเฉลิมฉลองบนยอดตึกสูงมองเห็นแสงสีอาคารในเมืองใหญ่ตัดกับท้องฟ้าเปลี่ยนสีจนเห็นดาวสวยสุดโรแมนติก ภาพเพลินตาเหล่านี้หาชมได้ง่ายมากในเมืองกรุงปัจจุบัน ยิ่งเป็นย่านชานเมืองแล้วภาพตึกรามบ้านช่องเบื้องล่างก็เปลี่ยนไปเป็นอีกแบบหนึ่ง ซึ่งวันนี้เราได้ขึ้นมามองจากย่านลาดพร้าวไปไกลถึงใจกลางเมืองและมองออกไปในเขตปริมณฑลได้ในที่เดียว ภายในห้องอาหารวิวระฟ้า “บลูสกาย” บาร์แอนด์เรสเตอรองค์ บนยอดตึกชั้น 24 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว 1 ใน 15 บาร์บนตึกสูงที่น่าตื่นเต้นที่สุดของโลก จากการสำรวจของเว็บไซต์ “อาคิเทคเจอร์ อาร์ต ดีไซน์” ที่ตกแต่งได้สบายตาดั่งนั่งอยู่ในหมู่เมฆเลยทีเดียว
งานดีไซน์ที่นี่สร้างความประทับใจตั้งแต่ก้าวแรกเข้าผ่านอุโมงค์มืดทึบมีดาวกะพริบระยิบระยับนำไปสู่ห้องอาหารโซนด้านในใช้แสงสลัวตัดกับประกายลูกคริสตัลที่มีอยู่ทั่วร้าน แบ่งเป็นสัดส่วนค่อนข้างส่วนตัวสำหรับคู่รักที่มาดินเนอร์มองวิวมุงสูงจากนอกหน้าต่าง แต่ใครชอบบรรยากาศธรรมชาติโซนเอาท์ดอร์ถือเป็นไฮไลท์เพราะเขาต้อนรับคู่รัก แก๊งสังสรรค์และนักชิม ด้วยการตกแต่งสีขาวสลับกับฟ้า โปร่งโล่ง เห็นวิวโดยรอบได้ไกลสุดตาด้วยพื้นที่ไม่ใหญ่และไม่เล็กจนเกินไปให้ความรู้สึกเป็นส่วนตัวสูงแม้คนเต็มทุกที่นั่งก็ยังไม่รู้สึกอึดอัด เป็นเสน่ห์ของการตกแต่งอย่างดีเพื่อวันพิเศษของลูกค้าที่ถูกพูดถึงกันมาปากต่อปาก
นอกจากบรรยากาศสุดเป็นใจ เรื่องอาหารก็ยังดีไซน์มาให้เข้ากับบรรยากาศและเป็นกลาง เข้าถึงคนไทยและชาวต่างชาติอย่างไม่เสียรสฝรั่งเศสสไตล์เฟรนช์บิสโทรจากฝีมือ เชฟอีริค เบริโกด์ ที่สรรหาเมนูเมืองน้ำหอมมาให้ลิ้มลอง เพิ่มเติมเครื่องปรุงและวิธีการทำเล็กน้อยให้เข้าลิ้นคนไทยและสภาพอากาศด้านบนที่มีผลต่อรสชาติอาหารเช่นกัน เช่น เมนูแรกของมื้อนี้กับ ลาซานญ่าตับห่านย่างราดซอสเห็ดทรัฟเฟิลดำและฟองนมทรัฟเฟิล จากที่เสิร์ฟตับห่านเพียงอย่างเดียวเมื่อโดนลมจากด้านบนตึกก็ทำให้คลายความร้อนได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้ได้รสและอุณหภูมิที่แตะลิ้นแล้วยังอุ่นๆ ชุ่มซอสเห็ดทรัฟเฟิลรสเค็มมันอยู่ทุกคำ เชฟจึงนำแป้งลาซานญ่าบางๆ มาห่อฟัวกราทันทีเมื่อปรุงเสร็จเป็นการคงความร้อนให้อยู่ข้างในนานๆ พอให้มีเวลาเนิบนาบพูดคุยชนแก้วกันเบาๆ ก่อนอิ่มท้องในมื้อค่ำ รสชาติอร่อยด้วยความสดของวัตถุดิบเป็นหัวใจหลักของอาหารเมดิเตอร์เรเนียน จานต่อไปที่เชฟนำเสนอผ่านการมิกซ์กันของ ปลาซาร์ดีน มะเขือเทศ อะโวคาโด และพริกสเปนปรุงรส โดยไม่ปรุงแต่งเพิ่มมากเมื่อตัก 3 วัตถุดิบทานในคำเดียวจะได้รสมันหวานในตัว เสริมสีแดงส้มจากพริกปีกิโญ่ให้กลิ่นและรสเผ็ดร้อนนิดๆ แต่ไม่ถึงกับแสบลิ้นเป็นการตัดเลี้ยนให้ถูกปากคนเอเชีย
เมื่อพระอาทิตย์ตกดินมองแสงจางๆ กำลังลับไป คั่นด้วยเมนูให้ความรู้สึกเบาบางของ ไข่ออนเซนกับซอสเห็ด เสิร์ฟพร้อมไส้กรอกสเปนโดดเด่นด้วยเนื้อไข่จากการปรุงแบบควมคุมอุณหภูมิให้คงที่ 62.5 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 1 ชั่วโมง จะได้ไข่กึ่งสุกเป็นลูกสวยงามเนื้อไข่ขาวไม่เป็นเมือกวุ้นแต่ฟูนุ่มเบาลิ้น ขณะที่ไข่แดงจับตัวกันเป็นเนื้อข้นขึ้นไม่ถึงกับสุกจนแข็งตัวราสซอสเห็ดเล็กน้อยพร้อมตักทานเรื่อยๆ ไม่มีกลิ่นคาวกวนใจ ก่อนเข้าสู่จานอาหารหลักช่วงหัวค่ำอย่าง เนื้อวัววากิว มิยาซากิ จากประเทศญี่ปุ่น กริลล์ให้สุกแบบมีเดียมนุ่มและยังคงน้ำของเนื้อหวานฉ่ำเอาไว้ แกล้มกับซอส พร้อมซอสไวน์แดงและมันฝรั่งอบสักหน่อยเป็นอันถูกใจคนรักเนื้อสลับจิบไวน์แดงได้ต่อเนื่อง และสำหรับคนไม่ทานเนื้อ ปลาคอดเสิร์ฟพร้อมผักโขมและครีมซอสไข่ปลาคาเวียร์ ก็เป็นทางเลือกที่ดีและคุ้มค่า เพราะเชฟยังคงการปรุงรสที่ได้จากวัตถุดิบโดยตรง โดยใช้ครีมซอสผสมไข่ปลาคาเวียร์ราดไปทั่วเนื้อปลาปรุงสุกขาวปุยหนานุ่มเนื้อรสมันลิ้นด้วยความสด เมื่อตักทานไข่ปลาจะแตกออกให้รสเค็มนิดๆ ตัดกับรสปลาโดยที่ไม่ต้องปรุงเกลือลงไป อิ่มเอมกับรสชาติกลมกล่อมที่แท้จริงจากเทคนิคขับความอร่อยที่นำเสนอออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ
ปิดท้ายด้วยของหวานขึ้นชื่ออย่าง เครมบรูเล่ทาร์ต ครีมไข่วานิลลา ใส่ลงในแป้งหวานกรอบเสริมรสทาร์ตหอมมัน ระหว่างช่วงพักท้องหย่อนใจมองวิวแสงไฟจากตึกและเส้นสายถนน ที่นี่ยังมีบาร์ค็อกเทล ม็อกเทล และน้ำผลไม้ต่างๆ ให้จิบชิลกันอยู่เรื่อยๆ ตอบโจทย์รสนิยมมองดาวชมฟ้าของในสไตล์คนเมืองกันเต็มที่



