
หนึ่งปีแผ่นดินไหว ไม่ใช่เวลารำลึกถึงความสูญเสีย
10 พ.ค. 2558
หลากมิติเวทีทัศน์ : หนึ่งปีแผ่นดินไหว ไม่ใช่เวลารำลึกถึงความสูญเสีย : โดย...สุวัฒน์ คงแป้น
เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2557 เวลา 18.05 น. หรือหนึ่งปีล่วงมาแล้ว คนไทยทั้งประเทศคงจำกันได้ว่า เกิดแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดในประเทศไทย ความแรงระดับ 6.3 มีศูนย์กลางอยู่ที่ อ.พาน จ.เชียงราย ก่อให้เกิดความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมาก เช่น บ้านเรือนเสียหายกว่า 1 หมื่นหลังคาเรือน วัดเสียหายกว่าร้อยแห่ง ตลอดจนส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจแก่ประชาชนในวงกว้าง
แต่ในความโชคร้าย ก็ได้สร้างความตระหนักในการป้องกันและรับมือกับภัยพิบัติให้แก่ประชาชนด้วยเช่นกัน เพราะแผ่นดินไหวไม่ใช่ภัยไกลตัวอีกต่อไป ทุกคนได้รับรู้ว่า แผ่นดินไหวเมื่อปีก่อนมาจากรอยเลื่อนพะเยา 1 ใน 10 รอยเลื่อนในภาคเหนือ ซึ่งไม่ใช่รอยเลื่อนที่ใหญ่ที่สุด หากแต่เป็นรอยเลื่อนแม่จัน ซึ่งยังไม่เคยปล่อยพลังออกมานับพันปีแล้ว และมีโอกาสจะปล่อยพลังออกมาเมื่อไหร่ก็ได้
ดังนั้น ในห้วงเวลาที่ครบรอบหนึ่งปีแผ่นดินไหว พี่น้องประชาชนและภาคีพัฒนาต่างๆ ในเชียงราย ที่เคยช่วยเหลือผู้ประสบภัยก่อนหน้า ได้มารวมตัวกันอีกครั้ง เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2558 ณ วัดแม่สรวยหลวง อ.แม่สรวย จ.เชียงราย พวกเขาไม่ได้มาเพื่อรำลึกถึงความโหดร้าย ความเสียหาย แต่มาสรุป "บทเรียน" ร่วมกัน เพื่อจะรับมือกับภัยพิบัติครั้งใหม่ที่ใครก็คาดการณ์ไม่ได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่
ยาพี จูเปาะ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลวาวี อ.แม่สรวย เล่าว่า ตอนเกิดแผ่นดินไหวใหม่ๆ ทุกคนมืดแปดด้าน ทำอะไรไม่ถูก พอแผ่นดินไหว ดินถล่ม น้ำหลากก็ซ้ำเติมเข้ามา ทำได้แค่ให้กำลังใจชาวบ้าน แล้วเรียกแกนนำชาวบ้านมาทำความเข้าใจ เพื่อให้แกนนำเหล่านี้มีกำลังใจ มีสติช่วยกันทำงาน มีการสำรวจข้อมูลความเสียหาย จัดทำแผนขอความช่วยเหลือจากอำเภอ โดยมีการประชุมสภาอบต. กันในพื้นที่เลยทีเดียว ทำให้สามารถแก้ปัญหาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าไปได้
“จากนั้นไม่นาน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) เข้ามาต่อยอด ชวนคิด ชวนคุย เรื่องรับมือกับภัยพิบัติแบบยั่งยืน โดยเรามีความคิดว่า การรับมือภัยพิบัติต้องทำแบบองค์รวม คือต้องวางแผนให้ครอบคลุมถึงการจัดการธรรมชาติ เราจึงมีการสำรวจข้อมูล ทั้งการตั้งถิ่นฐาน พื้นที่ทำมาหากิน(เพาะปลูก) ป่า แหล่งน้ำ แล้วนำข้อมูลไปสู่การจัดทำข้อบัญญัติท้องถิ่น และการป้องกันและรับมือกับภัยพิบัติ ให้สอดคล้องกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ แม้แต่เรื่องการซ่อมแซมบ้าน เราคิดว่าต้องมีกองทุนป่าไผ่และกองทุนหญ้าคา ซึ่งเป็นวัสดุในท้องถิ่นที่ชาวบ้านทุกคนใช้ซ่อมแซมบ้านอย่างชำนาญ” ยาพี กล่าว
สมพงศ์ เจาะเส็น นายก อบต.แม่สรวย บอกว่า แผ่นดินไหวครั้งนี้ ทำให้ชาวบ้านลุกขึ้นมาช่วยเหลือตนเองมากขึ้น ไม่รอคนมาช่วยเหลืออย่างเดียว หน่วยงานทั้งรัฐและเอกชนก็หันมาร่วมมือกันมากขึ้น จนเรารู้สึกว่ายามเกิดภัยพิบัติ เงินเป็นเรื่องรอง นอกจากนี้ ยังมีการตั้ง “กองทุนภัยพิบัติ” ขึ้น โดยมีทุกภาคีในท้องถิ่นช่วยกันสมทบเงินเข้ากองทุนสำรองไว้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยทุกชนิด ไม่จำเพาะแต่แผ่นดินไหวเท่านั้น
ปิยเนตร เขตสมุทร รองประธานมูลนิธิมดชนะภัย ซึ่งเป็นองค์กรที่เกิดจากการรวมตัวของผู้ประกอบวิชาชีพวิศวะและเข้ามาหนุนเสริมการฟื้นฟูผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวมาตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน ให้ความเห็นว่า พลังที่สำคัญที่สุดในการรับมือภัยพิบัติคือ พลังของชุมชน ไม่ใช่คนนอก เพราะเขาไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เชื่อว่าชาวบ้านมีพลังเพียงพอที่จะรับได้ แต่ขาดความรู้ ทุนและโอกาส พอเกิดภัยชาวบ้านก็จะถูกกันเป็นผู้ประสบภัยต้องรอรับอย่างเดียว ทั้งๆ ที่เขามีพลังอย่างเต็มเปี่ยม ดังนั้นต้องเปลี่ยนจากผู้ประสบภัยให้เขาเป็นผู้จัดการกับภัยพิบัติจึงจะแก้ปัญหาได้ โดยคนนอกทำหน้าที่เพียงผู้สนับสนุน ที่เชียงรายเราได้ร่วมกันสร้าง “สล่าชุมชนหรือช่างชุมชน” ให้เขาช่วยเหลือกันเอง ตลอดจนรวบรวมช่างชุมชนจากทั่วประเทศมาร่วมกันทำงานจนปัจุบันมี “สล่าชุมชนถึง 80 คน”
“ที่น่าสนใจคือ บ้านราษฎรที่เสียหาย ซึ่งเราทำงานด้วยมีประมาณ 1,600 หลัง เป็นฝีมือสล่าชุมชนช่วยกันซ่อมถึง 1,300 หลัง” ปิยเนตรกล่าว
ครูแดง หรือ เตือนใจ ดีเทศน์ ผู้ซึ่งมีบทบาทอย่างสำคัญในการประสานองค์กรต่างๆ ทั้งในพื้นที่และจากทั่วประเทศให้มาร่วมกันทำงานทั้งสื่อมวลชน สถาบันการศึกษา องค์กรพัฒนาเอกชนและภาครัฐ ฯลฯ ครูแดงบอกว่า หัวใจสำคัญของการรับมือและจัดการกับภัยพิบัติคือ “ความร่วมมือ” ทุกภาคส่วนจะต้องนำความถนัดและประสบการณ์ของตนเองออกมาสนับสนุนชุมชนในลักษณะของการบอกให้ชุมชนทำเองเป็น หรือทำให้ชุมชนช่วยตัวเองให้ได้
“การจัดการภัยพิบัติยังต้องทำควบคู่กับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล โดยการนำข้อมูลทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ มาวางแผน ทุกวันนี้ธรรมชาติถูกทำลายโดยฝีมือมนุษย์จนธรรมชาติรับไม่ไหว ภัยรูปแบบต่างๆ จึงตกกับมนุษย์ผู้ทำลาย ดังนั้นการวางแผนเรื่องการรับมือกับภัยพิบัติต้องทำควบคู่กับการวางแผนฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ”
ประนอม เชิมชัยภูมิ ประธานเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบล จ.เชียงราย บอกว่า หลังแผ่นดินไหวเพียงหนึ่งวัน เราก็ประสานสภาองค์กรชุมชนตำบลทั้ง 16 ตำบล ที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวเพื่อประชุมวางแผน โดยเริ่มจากลงพื้นที่สำรวจข้อมูลความเสียหาย พร้อมกับประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยเหลือ หลังจากที่ความเดือดร้อนเฉพาะหน้าคลี่คลายลงก็ได้ทำการสำรวจข้อมูลอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อนำไปสู่การวางแผนในระยะยาว
“เราให้ความสำคัญกับการสร้างชุมชนเข้มแข็งเพื่อให้ประชาชนเป็นผู้จัดการภัยพิบัติด้วยตนเอง พึ่งภายนอกให้น้อยที่สุด ในการทำงานเราจะใช้พื้นที่ประสบภัยทั้ง 16 ตำบล เป็นพื้นที่นำร่อง ทุกตำบลจะต้องสำรวจข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อนำข้อมูลไปสู่การวางแผนทั้งระยะสั้นและระยะยาว” ประนอมกล่าว
การดำเนินในระยะเร่งด่วนของเครือข่ายสภาองค์กรชุมชน ก้าวแรกคือการสำรวจข้อมูล จนทำให้เกิดระบบฐานข้อมูลชุมชนถึง 1,629 เครือข่าย จากนั้นก็กำหนดหลักเกณฑ์ คัดกรองผู้เดือดร้อน จัดทีมลงช่วยเหลือในชุมชน มีการสร้างทีมช่างชุมชน ลงซ่อมสร้างบ้านให้แก่ชาวบ้าน
จากนั้นได้มีการสนับสนุนให้เกิดเครือข่ายการจัดการภัยพิบัติระดับตำบลขึ้น 16 ตำบล เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการทำงาน แล้วเชื่อมร้อยเป็นศูนย์จัดการภัยพิบัติภาคประชาชน จ.เชียงราย โดยแต่ละตำบลจะต้องจัดทำแผนรับมือภัยพิบัติเช่น กำหนดพื้นที่ปลอดภัย มีกำลังอาสาสมัคร มีอุปกรณ์สื่อสาร และที่สำคัญจะต้องมีกองทุนภัยพิบัติ
"ประนอม" กล่าวอีกว่า จากการลงพื้นที่ทำงานระดับตำบล ทุกแห่งมีความคิดร่วมกันว่า การจัดการภัยพิบัติมิได้มุ่งรับมือแต่เฉพาะแผ่นดินไหวแต่ต้องรับมือได้กับภัยทุกประเภท น้ำท่วม แล้ง ดินถล่ม ฯลฯ ดังนั้นการจัดทำแผนภัยพิบัติต้องทำควบคู่กับการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติที่ต้องอาศัยภูมิปัญญาของคนท้องถิ่น ซึ่งแผนการฟื้นฟูนี้จะนำไปสู่ข้อบัญญัติท้องถิ่น และประมวลเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายในที่สุด
ภัยพิบัติมีแนวโน้มที่จะรุนแรงหลากหลายรูปแบบและเกิดบ่อยขึ้น แม้ความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ เป็นเรื่องจำเป็น แต่ตัวแปรสำคัญต้องเป็นชาวบ้าน ดังนั้นต้องไม่ทำให้ชาวบ้านเป็นผู้ประสบภัยที่รอรับการช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว แต่ควรเชื่อมั่นพลังของชุมชน ทำให้ชุมชนเป็นผู้จัดการภัยพิบัติ โดยพลังของเขาเอง
--------------------------
(หลากมิติเวทีทัศน์ : หนึ่งปีแผ่นดินไหว ไม่ใช่เวลารำลึกถึงความสูญเสีย : โดย...สุวัฒน์ คงแป้น)



