ไลฟ์สไตล์

ไขปัญหาฯ : มะเร็งปอด

ไขปัญหาฯ : มะเร็งปอด

08 พ.ค. 2558

ไขปัญหาสุขภาพแผนจีน : มะเร็งปอด : โดย...หมอไพร

 
         มีญาติห่างๆท่านหนึ่ง เป็นชาย อายุ 60 ปี เป็นคนแข็งแรงไม่ค่อยเจ็บป่วย นอนเก่ง หัวถึงหมอนเป็นหลับ ไม่เลือกเวลา เขาเป็นคนเก่ง จากคนที่มีแต่มือเปล่า ทำธุรกิจจนก้าวขึ้นมาอยู่ในขั้นเสี่ยได้ด้วย 1 สมองและสองมือ ส่วนภรรยาและลูกก็ได้ดั่งใจเก่งด้วยกันทั้งบ้าน ชีวิตการงานการเงินกำลังไปได้สวย
 
         แต่อยู่ๆเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ราวตี 4 เกิดอาการวิงเวียนศีรษะอย่างรุนแรง หายใจลำบาก คลื่นไส้อยากอาเจียน อ่อนแรงช่วยตัวเองไม่ได้ ต้องใช้เปลหามไปหาหมอ โชคดีที่มีเขาเพื่อนเป็นหมอ ตรวจให้อย่างละเอียด ทีซีสแกนไม่พบอะไรผิดปกติ แต่พอฉีดสีจึงพบก้อนที่กลางสมองซีกขวาใหญ่ประมาณ 1.5 ซม. หมอบอกว่าไม่น่าจะใช่ตัวสมองเองเกิดก้อนมะเร็ง น่าจะมาจากอวัยวะอื่น จึงตรวจเพิ่มจนพบก้อนที่ผนังปอดด้านขวา 3 ซม. ยังลามไปที่ซี่โครง และต่อมน้ำเหลืองด้วย หมอบอกว่าอยู่ในขั้น 4 แล้ว หมอตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ ผลออกมาว่าเป็นมะเร็ง จึงคาดกันว่า มะเร็งสมองน่าจะลามมาจากมะเร็งปอด
 
         ก่อนหน้านี้เขาไม่มีอาการไอ เจ็บหน้าอก น้ำหนักลดหรืออาการผิดปรกติใดๆ เลย นอกจากนอนเก่งขึ้นกว่าเดิม ทุกคนคิดว่าปรกติเป็นคนนอนเก่งอยู่แล้วจึงไม่ได้เอะใจ
 
         หมอรีบฉีดยาลดบวมในสมองให้ หลังฉีดยาอาการวิงเวียนอย่างหนักและอยากอาเจียนหายไป จากนั้นหมอเริ่มให้ฉายแสง วันละ 1 ครั้ง รวม 5 ครั้ง เขาไม่มีอาการแพ้แต่อย่างใด จะมีก็แต่ผมร่วง
 
         หมอยังเอาชิ้นเนื้อที่ปอดไปตรวจเพื่อให้รู้ว่าเป็นเชื้ออะไร สามารถเข้ากับคีโมตัวไหน เพื่อเลือกคีโมตัวที่ทำลายเซลล์มะเร็งที่พบได้ผลดีที่สุด เมื่อรู้ผล หมอเริ่มให้กินยาคีโมวันละ 1 เม็ด เมื่อเดือนมีนาคม ต่อเนื่องไปเป็นเวลา 3 เดือน
 
         เริ่มกินยาคีโมเม็ดวันที่ 18 มีนาคม 58 พอกลืนยาลงท้อง รู้สึกเหมือนกลืนก้อนถ่านแดงๆ ร้อนตั้งแต่ปากจนถึงทวาร จากนั้นไม่นาน รอบปากก็ร้อนมีตุ่มเม็ดแดงๆ ขึ้น ร้อนที่ท้อง กินข้าวไม่ได้ ลิ้นชา ไม่รู้รสอาหาร ถ่ายเหลว ลมในท้องมาก อืดแน่นไม่สบาย กลัวลม พัดลมโดนตัวไม่ได้ เป็นจนท้อใจ บอกกับทางบ้านว่า อาจไม่ได้ตายเพราะมะเร็ง อาจตายเพราะคีโมมากกว่า
 
         เป็นเกียรติของผู้เขียนที่เขายอมมารักษาด้วยแผนจีนควบคู่กันไป แม้จะไม่ได้เชื่อมากมายอะไรก็ตามที ในยามที่ยังไม่เป็นที่ยืนยันว่าวิธีไหนได้ผลดีที่สุดเพียงอย่างเดียว ดีที่สุดก็คือต้องใช้วิธีผสมผสานกัน เอาข้อดีของแต่ละศาสตร์มาใช้ ร่วมกัน
 
         ผู้เขียนให้ยาจีนที่ช่วยลดฤทธิ์ร้อนที่เผาไหม้ของคีโม พร้อมกับยาเสริมฤทธิ์คีโมให้มีประสิทธิ์ภาพมากขึ้นยานี้ช่วยเพิ่มยินเสริมน้ำ เพราะความร้อนเป็นไฟของคีโมเผาน้ำจนระเหยไปมาก ทำให้น้ำในร่างกายเหลือน้อย ต้องใช้ยาเสริมยินเข้ามาช่วย บวกด้วยยาลดเสมหะสลายก้อนเนื้อและบำรุงกระเพาะม้าม เพราะเขามีอาการทางกระเพาะอาหาร ช่วงที่ฉายแสง ทางครอบครัว ทำน้ำผักปั่น ผลไม้ปั่นให้กินประจำ ความหนาวเย็นของน้ำปั่นทำให้กระเพาะลำไส้หนาวเย็นจึงทำให้เกิดอาการถ่ายเหลว ท้องอืดแน่น มีลมโครกครากทั้งวัน บวกกับผลของคีโมด้วยทำให้ลำไส้และกระเพาะปั่นป่วนมากขึ้น
 
         หลังกินยาจีน 2 วันแรก ความร้อนลดลงบ้าง แต่ยังไม่มากนัก พอวันที่ 3 อาการร้อนเริ่มสงบลง ตลอดการรักษา 10 วัน อาการร้อนจากการกินยาคีโมลดลงเรื่อยๆ อาการง่วงซึมค่อยๆ ลดลง ลมในท้องลดน้อยลง ท้องไม่ปั่นป่วน อาการมึนศีรษะหายไป ออกกำลังกายได้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ น้ำหนักที่เคยลดลงเรื่อยๆ เริ่มคงที่ จนถึงวันที่ 9 ของการรักษา การรัปประทานอาหารจึงมีรสชาติขึ้นบ้าง ร่างกายอ่อนเพลียก็น้อยลง
 
         นอกจากกินยาจีนแล้ว เขายังฝังเข็มด้วย โดยทั่วไปไม่รู้เหตุผลอะไรสำหรับคนที่เป็นมะเร็งจะไม่นิยมฝังเข็มกัน แต่ในรายนี้ ผู้เขียนได้รับรู้มาว่า มีบางจุดฝังเข็มสามารถรักษามะเร็งปอดและมะเร็งสมองได้ดี จึงได้ใช้กับผู้ป่วยท่านนี้ไปพร้อมกับการกินยาจีน
 
         วันที่ 19 เมษายนที่ผ่านมา ผู้ป่วยได้ไปเช็คร่างกายที่โรงพยาบาลอีก หมอเจ้าของไข้พอใจที่ผู้ป่วยรักษาน้ำหนักได้ดี โรคไม่ได้ลุกลาม ตรวจไม่พบก้อนในทีซีแสกน แต่ครั้งแรกก็ตรวจไม่พบ จะพบเมื่อเวลาฉีดสีเท่านั้น
 
         จะเป็นผลของคีโมหรือยาจีนก็ตามที่ช่วยให้ผู้ป่วยลดความทรมาน สามารถต้านการลุกลามของโรคได้ เราล้วนดีใจทั้งนั้น ผู้ทำงานการแพทย์ควรใจกว้าง เอาชีวิตของผู้ป่วยเป็นที่ตั้ง ถึงอย่างไรก็ยังเชื่อว่าการรักษาด้วยวิธีผสมผสานอย่างรอบคอบ ละเอียดถี่ด้วน วินิจฉัยอาการผู้ป่วยอย่างแม่นยำ จะได้ผลดีในการรักษาอย่างแน่นอน อย่างน้อยก็ลดความเจ็บปวดความทรมาน ช่วยให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีและยังช่วยยืดชีวิตของผู้ป่วยให้ได้อยู่กับครอบครัวนานขึ้นอีกด้วย
 
         ผู้ป่วยท่านนี้มีประวัติครอบครัวที่คุณแม่ ญาติพี่น้องหลายคนเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ เสียชีวิตจากโรคนี้หลายคน ที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ผ่าตัดไปแล้ว กำลังรักษาก็มี ดังนั้น ท่านที่มีญาติพี่น้องเป็นโรคนี้ควรได้มีการตรวจเช็กมะเร็งเป็นประจำ และอย่าได้คิดว่าตัวเองแข็งแรงไม่เคยเจ็บป่วย แล้วละเลยต่อการตรวจเช็กร่างกาย โดยเฉพาะมะเร็งปอดตรวจพบได้ยากมาก กว่าจะรู้ก็กระจายไปถึงไหนต่อไหนแล้ว