
ชวนเที่ยว : กินลม ชมหอย ปากน้ำประแส
03 พ.ค. 2558
ชวนเที่ยว : กินลม ชมหอย ปากน้ำประแส : เรื่อง / ภาพ ... นพพร วิจิตร์วงษ์
เสียงวิดน้ำจากเรือดังเป็นจังหวะ ช่วงนั้นเราได้แต่รอเวลา ลุงวิดน้ำเสร็จเมื่อไหร่ก็ได้เวลาออกเรือ ล่องไปตามคลองจนถึงปากน้ำออกสู่ทะเล
ป้าคนหนึ่งกำลังนั่งซ่อมแหอวน ริมเพิงใต้ต้นตะบูน เห็นเราถ่ายรูปกันสนุก ก็ยังยกถังใส่เคยหรือกุ้งตัวฝอยๆ สำหรับทำกะปิมาให้ดู ความสมบูรณ์ของผืนป่าชายเลนนี่เอง ที่ทำให้สิ่งมีชีวิตเล็กๆเหล่านี้ได้พึ่งพาหลบภัย และเป็นการก่อเกิดห่วงโซ่อาหารที่สำคัญ
จากเส้นทางเล็กๆ ถนนขนาดเลนครึ่ง เพราะรถแทบจะแล่นสวนกันไม่ได้ ผ่านหน้าวัดตะเคียนงาม เข้าไปสุดปลายทาง เป็นบ้านไม้ริมคลอง กับโรงเรือ และสะพานที่เป็นต้นทางเข้าไปสู่ทุ่งโปร่งทอง และเป็นแหล่งดูหิ่งห้อยแห่ง ชุมชนประแส ต.ปากน้ำประแส อ.แกลง จ.ระยอง แต่ยังไม่ทันได้เดินไปตามสะพานดูหิ่งห้อย ลุงชะโลม วงศ์ทิม ประธานชุมชนแสม ผู้เป็นไกด์พาพวกเราล่องเรือเที่ยว ก็เรียกไปขึ้นเรือซะแล้ว กุลีกุจอไปลงเรือ แต่บอกก่อนนะว่า สะพานลงเรือกับสภาพเรือเป็นแบบบ้านๆ ผู้สูงอายุที่ไม่คุ้นเคยจะลำบากสักหน่อย แต่คนหนุ่มสาว ยิ่งเด็กๆ ที่ชอบโลดโผนล่ะก็ คงสนุกสนานน่าดู เริ่มออกเรือกันตอนบ่ายแก่ๆ เลยได้ร่มเงาของต้นตะบูน โกงกาง และอีกสารพัดต้นไม้ชายเลนสองฝั่งคลอง บังแดดให้
ลมเอื่อยๆ เย็นสบายพัดมาปะทะใบหน้า เสียงบ่นอากาศร้อนเมื่อก่อนหน้านี้เงียบหายไป กลายเป็นเสียงเรือเครื่องที่ลุงชะโลมค่อยๆ ขับไป เล่าไป ป่าชายเลนทั้งสองฝั่งร่มรื่น จนรู้สึกดีใจที่เลือกมานั่งเรือเล่น ผ่านโค้งน้ำ เสียงปลาฮุบเหยื่อ ดังแว่วๆ...ใช่ ที่นี่ยังเป็นธรรมชาติสุดๆ นักท่องเที่ยวยังน้อยนัก พวกมาศึกษาดูงานก็ยังไม่เท่าไหร่ เพราะส่วนใหญ่จะเข้าไปที่ชุมชนแทน ซึ่งที่นี่มีโฮมสเตย์อยู่ริมน้ำ รองรับนักท่องเที่ยวอยู่หลายหลัง
เรือผ่าน ศาลเจ้าพ่อแสมผู้ ซึ่งเป็นที่เคารพของชาวประแส ขนาดร่ำลือกันถึงความศักดิ์สิทธิ์ บ้านเรือนไม้ขนาดใหญ่ เด่นเป็นสง่าอยู่ริมน้ำ นึกไปถึงนวนิยายเรื่องคู่กรรมขึ้นมาเลย เพราะทั้งเรือนไม้ ทั้งสะพานที่ทอดยาวมาถึงศาลาริมน้ำ และต้นลำพู
ไม่นานก็ต้องตื่นเต้นกับแนวไม้ไผ่มองเผินๆ เหมือนสะพาน แต่พอเข้าไปใกล้ที่ไหนได้เป็นแนวที่ใช้แขวนเชือก เลี้ยงหอยนางรม ระยะทางเป็นร้อยเมตรเชียวล่ะ แต่ลุงแกว่า นี่ยังน้อย เดี๋ยวพาไปดูที่ปากน้ำ เป็นฟาร์มเลี้ยงขนาดใหญ่ ฉันยังไม่อยากให้เรือพ้นความชะอุ่มของโกงกางออกไป แต่ไม่ทัน 10 นาที ก็หลุดออกมาถึงปากน้ำซะแล้ว คราวนี้ยิ่งเรียกเสียงฮือฮา กับแพไม้ไผ่ที่ตั้งสูงเหนือน้ำ มีหอยนางรมเกาะเชือกเรียงเป็นราวเต็มไปหมด จังหวะดีที่น้ำลง เลยได้เห็นกันจะจะ
"หอยพวกนี้อายุราวๆ 1 ปี ได้เวลาเก็บขายแล้ว ตอนนี้ถือเป็นอาชีพหลักของคนประแสไปแล้ว นอกจากทำฟาร์มกุ้ง หรือทำประมง ลงทุนแต่ละครั้งก็เป็นแสน แต่รายได้ก็มากกว่านั้นหลายเท่าตัว" ลุงชะโลม เล่าให้ฟัง แล้วยังเก็บหอยบางตัวมาผ่าให้ชิมกันสดๆ 5555 เค็มซิคะพี่น้อง เพราะไม่ได้ล้างน้ำ แถมไม่มีน้ำจิ้มใดๆ มาตัดรสอีก
กรรมวิธีการทำหอยนางรมก็เหมือนง่าย ทำราวไม้ไผ่มาปักไว้ ซึ่งก็ต้องเปลี่ยนทุกครั้งที่จับหอยขาย จากนั้นก็ทำตุ้มปูน คือเอาปูนคลุกกับทราย ผสมน้ำ แล้วเอามาติดกับเชือก พอแห้งก็เอาไปห้อยที่ราวไม้ไผ่ พอเวลาน้ำขึ้นมีเชื้อหอยนางรม ก็จะลอยมาติดที่ตุ้มปูน และเกาะอยู่จนเติบโต อาศัยกินแพลงตอนที่ลอยมากับน้ำนั่นแหละ ทั้งหมดทั้งมวลคือการรักษาสภาพแวดล้อม ระบบนิเวศของป่าชายเลนให้ดี ผลผลิตก็จะได้ดีตามไปด้วย
"ที่เราใช้ไม้ไผ่ก็เพราะมันยังมีความกลมกลืนเป็นธรรมชาติ ไม้ไผ่ก็มีเยอะแยะ แม้ต้นทุนจะสูงกว่า แต่ก็ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบกับป่าชายเลน ไม่แปลกปลอมเหมือนเสาปูน ทุกวันนี้เราช่วยกันดูแลป่าชายเลนแถวนี้ พอป่าอุดมสมบูรณ์ เราก็มีกุ้ง หอย ปูปลา อุดมไปด้วย" ลุงชะโลมย้ำหนักย้ำหนาถึงการอยู่กับสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นมิตรและอย่างเข้าใจ โดยชาวบ้านช่วยการอนุรักษ์อย่างเข้มแข็ง จนอยากจะตะโกนบอกรักลุงกับชาวบ้านประแสดังๆ
ทุกวันนี้ ชาวบ้านหันมาเลี้ยงหอยนางรมตามธรรมชาติกันเยอะขึ้น มีทั้งขายตัวใหญ่ และขายเป็นลูกหอยให้ผู้เพาะเลี้ยงต่อไป
ชาวชุมชนประแส มาอยู่แถวนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ไม่ได้มีจารึกเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างละเอียด แต่มีการสันนิษฐานได้จากหนังสือประวัติ สถานที่ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ ต.ปากน้ำกระแส และจากปากคำผู้เฒ่าผู้แก่ พระอาจารย์มาลัย (พระครูประภัทรวิริยคุณ) เจ้าอาวาสวัดตะเคียนงามให้ ข้อมูลศึกษาว่า จากการที่กรมป่าไม้ได้มาตรวจสอบพิสูจน์อายุของต้นตะเคียนใหญ่ 2 ต้น ในวัดตะเคียนงาม ซึ่งมีอายุ 400 กว่าปี ทำให้พอจะสันนิษฐานได้ว่า ชุมชนปากน้ำกระแสแห่งนี้น่าจะมีมาก่อนหน้านั้น
และหลักฐานจากหนังสือที่ระลึกในงานฉลองสมณศักดิ์และเกียรติบัตรความเป็นกวี พระพิพัฒน์ปริยัตยานุกุล (หลวงพ่อไพฑูรย์) วัดชากมะกรูด อ.แกลง จ.ระยอง ลงวันที่ 11 ธันวาคม 2537 มีประวัติความเป็นมาของชุมชนปากน้ำกระแสเรียบเรียงได้ใจความคร่าวๆ ว่า เมืองประแสเป็นอีกเมืองหนึ่ง แต่เป็นเมืองที่ไม่มีพระครู เพราะเป็นเมืองเล็กๆ ในทำเนียบสมณศักดิ์สมัยกรุงเก่าพร้อมๆ กับเมืองแกลง โดยเมืองประแสนั้นเดิมตั้งอยู่ที่บ้านแหลมสนและมีกองทหารซึ่งย้ายมาจาก จ.จันทบุรี ตั้งอยู่ด้วย ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2440 กองทหารได้ย้ายไปตั้งอยู่ที่บ้านเพ ทางราชการจึงย้ายที่ตั้งเมืองประแสจากบ้านแหลมสนไปตั้งอยู่ที่บ้านหนองโพรง ต.ปากน้ำกระแส และภายหลังเมืองประแส ซึ่งจัดว่าเป็นเมืองเล็กๆ ถูกยุบไปรวมกับเมืองแกลงซึ่งมั่นคงกว่า
เราผูกเรือลอยอยู่กับฟาร์มหอยนางรม ถ่ายรูปกันเพลินไปพักใหญ่ แถมได้ความรู้ว่า หอยนางรมที่เรารับประทานกันเข้าไปเนี่ย บางทีอาจจะมีหอยตะโกรมปนมาด้วย หน้าตาจะคล้ายกันราวกับแกะ แต่ต่างกันที่ลักษณะฝา(เปลือกหอย) ผ่าดูลักษณะข้างใน เหมือนจะมีขนเล็กๆ ด้วย อาสาสมัครกล้าชิม บอกว่า เนื้อมันจะเหนียวกว่าหน่อย แต่ถ้ากินชนิดเดียวโดยไม่เทียบกัน น่าจะแยกออกลำบาก
จากฟาร์มหอย ล่องเรือแป๊บเดียวจริงๆ ในความรู้สึก ก็กลับมาถึงท่าเทียบเรือซะแล้ว (จริงๆ ถ้ามีเวลาในคลองนี้ก็น่าจะล่องเรือชมหิ่งห้อยได้เหมือนกัน) แต่ดวงอาทิตย์ก่อนแสงเต็มที่ ขึ้นจากเรือ เลยรีบไปเข้าชมเส้นทางศึกษาธรรมชาติกันเสียก่อน เส้นทางนี้ระยะทางยาว 2 กิโลเมตร ตามสะพานไม้ที่ชาวแสมผู้ช่วยกันก่อร้างสร้างขึ้น ผ่านต้นไม้ชายเลนหลากหลายสายพันธุ์ เดินไปราวๆ 150 เมตร ก็ต้องตื่นตา กับ ทุ่งโปรงทอง เป็นทุ่งกว้างไปจรดชายเขา ยิ่งตอนแดดส่องจะเห็นเป็นสีเขียวอ่อนแกมเหลือง สวยงามจริงๆ
ตรงบริเวณจุดชมวิวที่ทำไว้ เหมือนอยู่ในโอบล้อมของโปรงทองกว่างสุดหูสุดตา เลยจากทุ่งนี้ไป จะเป็นแนวต้นไม้ชายเลน ผ่านไปถึงศาลเจ้าพ่อแสมผู้ ที่เห็นตอนนั่งเรือ จากนั้นก็เลาะเลียบลำน้ำประแสไปสิ้นสุดที่ชายทะเลประแส ใกล้กับอนุสรณ์สถานเรือรบหลวงประแส ซึ่งเป็นเรือรบหลวงประแสลำที่ 2 ที่ปลดประจำการณ์แล้ว หลังจากรับใช้ชาติมาตั้งแต่ปี 2594 เรือหลวงประแสปฏิบัติภารกิจทางยุทธการรวม 32 ครั้ง นาน 2 ปีเศษ ก่อนเดินทางกลับสู่ไทย และเป็นกำลังหลักของกองเรือปราบเรือดำน้ำ กองเรือยุทธการ กองทัพเรือ ในการต่อต้านภัยคุกคามทางทะเล จนกระทั่งปลดระวางเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2543 ภายหลังปลดระวาง ที่นี่เข้าชมได้ฟรีทุกวัน จากอนุสรณ์สถานไปชุมชนประแสก็ใกล้นิดเดียว
ประแส ชุมชนสงบๆ เหมาะกับการปลีกตัวเองจากความวุ่นวายของสังคมเมือง มาใช้เวลาอยู่กับตัวเอง เปลี่ยนมาท่องเที่ยวตามลำคลอง ฟอกปอดไปกับป่าชายเลน แค่นี้ก็สุขใจ
--------------------
(ชวนเที่ยว : กินลม ชมหอย ปากน้ำประแส : เรื่อง / ภาพ ... นพพร วิจิตร์วงษ์)



