ไลฟ์สไตล์

ชวนเที่ยว : หนีร้อนไปเกาหลีหนาว

ชวนเที่ยว : หนีร้อนไปเกาหลีหนาว

26 เม.ย. 2558

ชวนเที่ยว : หนีร้อนไปเกาหลีหนาว : เรื่อง / ภาพ ... นพพร วิจิตร์วงษ์

 
                               ร้อน .. ร้อน และร้อน คำติดปากคนไทยในยามนี้ แต่เกาหลีใต้กำลังเข้าสู่ช่วงฤดูใบไม้ผลิ ที่ดอกไม้เบ่งบานสวยงาม แถมอากาศยังหนาวเย็น ชนิดที่เก็บเสื้อผ้า จัดกระเป๋ากันแทบไม่ถูก เพราะดันเหงื่อซึมระหว่างหยิบเสื้อกันหนาวตัวหนาลงกระเป๋า... เอายังไงดี งั้นขอแบบเบาะๆ แค่เสื้อผ้าฟรีซและกันลม น่าจะพอเอาอยู่ แต่บางคนขี้หนาวอาจจะต้องขอหนากว่านั้นอีกหน่อย  
 
                               จังหวะดี ที่ได้ติดตามคณะทัวร์ของซูกิชิ ร้านอาหารสไตล์เกาหลี ด้วยการพาไปทัวร์เกาหลีใต้ทั้งชิม ชม ช็อปซะเลย ด้วยโปรโมชั่น "สุขร้อยล้านวอนกับซูกิชิ และธนาคารกสิกรไทย"  เมืองที่ไป ไม่ใช่แค่กรุงโซล หากแต่เป็นเมืองตอนเหนือ ที่อยู่ติดกับชายแดนเกาหลีเหนือซะด้วย
 
                               เมื่อคืนยังบ่นร้อน แต่พอเช้ามากลับเจออากาศหนาวพรั่งพรูมาทักทายในทันทีที่เหยียบย่างออกนอกสนามบินอินชอน เกาหลีใต้กับไทยไม่ได้ใกล้กันราวต่างจังหวัด แต่เดินทางกลางดึกโดยเครื่องบินเพียง 4 ชั่วโมง ไปถึงนู่นก็สว่างพอดี เพราะเวลาเกาหลีเร็วกว่าไทย 2 ชั่วโมง
 
                               ลงเครื่องแบบหลับๆ ตื่นๆ เลยได้ชดเชยเวลาที่หายไปกันบนรถทัวร์ 2 ชั่วโมง ไปเมืองพาจู ในจังหวัดจังหวัดคย็องกี เป็นเมืองใหม่ที่ตั้งขึ้นเมื่อปี 2540 นี่เอง เป็นเมืองที่มีบริเวณท่าเรือติดกับเขตแดนทางทหารระหว่างเกาหลีใต้และเกาหลีเหนือ รวมถึงบางส่วนของเขตอุตสาหกรรมของเกาหลีเหนือด้วย จริงๆ เมืองนี้มีจุดเชื่อมต่อกับเกาหลีเหนือที่น่าสนใจ ทั้งสถานีรถไฟที่เป็นความหวังของชาวเกาหลีที่จะได้เปิดไปมาหาสู่กัน หรือเขตปลอดทหาร Demilitarized Zone (DMZ) ที่เปิดเป็นเขตท่องเที่ยวพิเศษ ที่เพิ่งเปิดให้เข้าชมได้ไม่กี่ปีมานี่เอง  
 
                               ถามถึงคนเกาหลีเอง ส่วนใหญ่พูดเหมือนๆ กันว่า พวกเราอยู่เฉยๆ แต่เหมือนมีใครต่อใครอยากจะมายุ่งซะเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นอเมริกา รัสเซีย หรือจีน แม้กระทั่งมาจัดการประชุมกัน โดยที่เกาหลีที่เป็นเจ้าของประเทศกลับไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วย ลงท้ายกลายเป็นว่า เกาหลีต้องถูกแบ่งแยกเป็นเกาหลีเหนือ และเกาหลีใต้
 
                               เมืองพาจู มาเป็นที่รู้จักมากขึ้น เพราะ Gyeonggi English Village หรือบ้างก็เรียกว่า Paju English Village สถานที่ถ่ายทำซีรีส์เกาหลีที่โด่งดัง เรื่อง Boy Over Flower หรือ F4 ในเวอร์ชั่นเกาหลี อยู่ที่เมืองนี้นี่เอง แล้วยังเป็นอิงลิช แคมป์ ของเด็กๆ เกาหลีอีกด้วย แค่ถึงหน้าประตู ก็เจอกับประติมากรรมคล้ายกับ สโตนเฮนจ์ จำลอง เด่นอยู่ด้านหน้า  เดินฝ่าสายลมหนาวที่พัดกรูกันเข้ามา ซื้อตั๋วผ่านประตูเสร็จ (ค่าเข้าราคา : 3,000 วอนต่อคน) ได้พาสปอร์ตมาหนึ่งเล่มสำหรับประทับตราผ่านประตู  
 
                               ที่นี่เป็นโรงเรียนของ F4 จำลองบรรยากาศให้เป็นเหมือนหมู่บ้านๆ หนึ่งในประเทศอังกฤษ คนมาที่นี่จะพูดภาษาอังกฤษ  อากาศก็หนาว ยิ่งถ้าเป็นช่วงฤดูหนาวมีติดลบ หิมะตกทีเดียว ไปกันวันธรรมดาแบบนี้ ร้านรวงต่างๆ แทบจะปิดกันหมด แต่ถ้าเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ล่ะก็คึกคักสุดๆ เหมือนกัน เพราะเดี๋ยวนี้ทัวร์นิยมพากันมาเที่ยว ตามรอย F4 ว่างั้น 
 
                               เอาท์เลท ที่เมืองพาจู ก็เป็นอีกจุดที่ดึงดูดคณะทัวร์ให้มาแวะ ที่นี่สร้างใหม่ และใหญ่ที่สุดในเกาหลีใต้ มีร้านค้ามากกว่า 165 ร้านค้า สินค้าแบรนด์ดังหลากหลายยี่ห้อที่คุ้นหูนักช็อปไทย ก็มาเปิดร้านที่นี่ แถมมีโปรโมชั่นดูดเงินด้วยการจัดลดราคา 30-80% อีกด้วย ใครไม่ช็อป แค่เดินถ่ายรูปตามมุมต่างๆ ก็สนุกแล้ว เพราะด้านในมีทั้งบ่อน้ำพุ ต้นซากุระ ร้านกาแฟน่านั่งชิลๆ
 
                               ออกจากเมืองพาจู นั่งรถต่ออีกราวๆ ชั่วโมงกว่า มุ่งหน้าไปเมืองชุนชอน จังหวัดคังวอน หรือคังวอนโด เพื่อจะลงเรือเฟอร์รี่ข้ามไปเกาะนามิ ระหว่างทาง ฝนเริ่มโปรยละออง พร้อมกับข่าวที่ไกด์แจ้งมาว่า เพื่อนไกด์ที่พาลูกทัวร์ไปเกาะนามิเจอฝนตกหนัก (แค่หวังว่าเราไปแล้วฝนซาก็ยังดี) ใช้เวลาในเรือราวๆ 10 นาที แต่ใช้เวลารอขึ้นเรือและเรือออกนี่ซิ ถ้าเป็นช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หรือนักขัตฤกษ์ อาจต้องรอกันเกือบชั่วโมงก็มี พวกเราอาจจะโชคดีที่ไปวันธรรมดา ยังรอกันซะนาน แต่ก็คุ้มค่า เพราะเดินไปไม่นาน ฝนก็หยุดตก 
 
                               เกาะนามิ อยู่ห่างจากกรุงโซล 63 กิโลเมตร เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของเกาหลีใต้ เป็นเกาะกลางทะเลสาบ ที่เกิดจากการสร้างเขื่อน และอีกนั่นล่ะ เกาะนี้เป็นที่รู้จักมากขึ้น จากซีรีส์ที่โด่งดังไปทั่วเอเชีย Winter Love Song หรือ เพลงรักในสายลมหนาว ขนาดว่าบนเกาะมีรูปปั้นของดาราน้ำแสดงของเรื่องเอาไว้ด้วย ใครไปก็มักจะแวะไปถ่ายรูปด้วย 
 
                               เกาะนามิ เป็นที่ตั้งของสุสานของนายพลนามิ ซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์ เพราะพระมารดาเป็นเจ้าฟ้าหญิงองค์ที่ 4 ของกษัตริย์ และพระบิดาเป็นสมาชิกของตระกูลผู้สูงศักดิ์ เกียรติประวัติของนายพลนามิ เป็นที่เลื่องลือตั้งแต่อายุ 17 ที่ผ่านการสอบได้ที่หนึ่งในการเข้ารับราชการทหาร  เขานำทัพกวาดล้างจลาจลในพื้นที่ต่างๆ ได้หมด เติบโตในหน้าที่การงานเร็ว อายุเพียง 26 ปีก็ได้รับตำแหน่งสูงแล้ว แต่พอเปลี่ยนกษัตริย์ใหม่ เขาก็ถูกใส่ร้ายว่าเป็นกบฏ และถูกคำสั่งประหารชีวิตพร้อมกับมารดาและพวกรวม 25 คน ต่อมามีการเปลี่ยนกษัตริย์อีกครั้ง มีการพิสูจน์พบว่าข้อกล่าวหาทั้งหมดเป็นเท็จ เขาจึงได้รับคืนยศถาบรรดาศักดิ์ดังเดิม ซึ่งบริเวณสุสานของนายพลนามิ อยู่ใกล้ด้านหน้าเกาะ มีป้ายจารึกเรื่องราวเหล่านี้ไว้ด้วย 
 
                               สายฝนที่ตกลงมา พาดอกซากุระ ปลิดปลิวลงมากราวพื้น ก็ให้อารมณ์สวยงามไปอีกแบบ แนวต้นสนขนาดใหญ่ อายุอานามไม่น้อย เป็นอีกจุดหนึ่งที่ทำให้คนรู้จักเกาะแห่งนี้ ร้านซาลาเปาร้อนๆ หรือข้าวโพดปิ้งดูจะขายดี เพราะช่วยคลายหนาวได้บ้าง บนเกาะมีทั้งร้านขายอาหาร ภัตตาคารอาหารเอเชีย และร้านขายของที่ระลึก ที่สำคัญ บางป้ายมีภาษาไทยอยู่ด้วย ธงไทยปลิวไสวคู่กับธงเกาหลี บ่งบอกให้รู้ว่า มีคนไทยไม่น้อยที่มาฝากรอยเท้าไว้ที่เกาะนามิแห่งนี้แล้ว 
 
                               จากเกาะนามิ เดินทางต่ออีกไม่เกิน 6 นาที ก็ถึงอีกเป้าหมายของการตระเวนดูเมืองชนบทแห่งนี้ด้วยสองเท้า ไม่ใช่เดินนะ แต่เป็นการปั่นจักรยานที่เรียกว่า Bike Rail เป็นจักรยานสี่ล้อแบบพิเศษ ปั่นไปตามรางรถไฟ มีแบบนั่งปั่น 2 คน และ 4 คน ระยะทางประมาณ 7 กิโลเมตร แนวต้นไม้ที่กำลังออกดอกสีเหลืองสวยงาม แล้วยังซากุระที่ปลูกไว้ 2 ข้างทางอีก ธรรมชาติสวยงามที่ทำให้เราสูดอากาศได้เต็มปอด แต่แทนที่ปั่นจักรยานจะร้อน กลับรู้สึกถึงความหนาวเย็น จนหน้าชา ยิ่งในช่วงที่ต้องปั่นขึ้นเนิน เป็นจุดช่องลม บร๊ะเจ้า !! ต้องรอตัวช่วย คือจักรยานคันหลังแรงดีมาช่วยดันขึ้น เพราะลมพัดจนจะปลิวถอยหลังซะให้ได้ แต่ทำไมคันข้างหน้าเราไปซะไกลแล้ว?? 
 
                               โค้งจักรยานผ่านสะพานข้ามแม่น้ำ ไปกลับรถกันกลางทาง ย้อนกลับมาทางเก่า คราวนี้เจอระยะลงเนินยาว เบาแรงไปเยอะ กลายเป็นความสนุกสนาน เพลินๆ กันไป จนถึงที่หมาย ไม่น่าเชื่อว่าเราปั่นกันไปเป็นชั่วโมงเชียว พอขึ้นรถก็แทบจะหมดแรง ไม่เป็นอันฟังไกด์พูดละ ขอนอนเอาแรงหน่อยดีกว่า ... (ฮา)
 
                               มาเมืองเกาหลี ก็ต้องชิมอาหารเกาหลีแบบต้นตำรับ ทั้งปิ้งย่าง แบบคาลบี้ (หมูย่างเกาหลี) หรือทัคคาลบี้ (ไก่เผ็ดบาร์บีคิว) รวมทั้งแบบต้มเป็นหม้อชาบูชาบู และไก่ตุ๋นโสมตำรับเกาหลี อร่อยได้สุขภาพ 
 
                               ฉันยืนมองกรุงโซล ในมุมต่างๆ จากโซลทาวเวอร์ เกาหลีใต้มีดีมากกว่าแค่มาช็อป แม้หลายๆ สถานที่ปรุงแต่งขึ้นเพื่อให้สนองตอบความต้องการ ทั้งความยิ่งใหญ่ การรองรับนักท่องเที่ยว แต่ก็ลงตัวอย่างกลมกลืนกับธรรมชาติ และถ้าสายตาฉันยาวได้ถึง 3,746 กม. ก็คงเห็นถึงกรุงเทพมหานคร
 
 
 
 
----------------------
 
(ชวนเที่ยว : หนีร้อนไปเกาหลีหนาว : เรื่อง / ภาพ ... นพพร วิจิตร์วงษ์)