
'ศาลาชงชา'และ'สวนญี่ปุ่น'(II)
25 เม.ย. 2558
"ศาลาชงชา" และ "สวนญี่ปุ่น" (II) : คอลัมน์ บ้านไม่บาน โดย... อาจารย์เชี่ยว
มาคุยกันต่อจากตอนที่แล้ว เกี่ยวกับ “ศาลาชงชา” และ “สวนญี่ปุ่น” หากศึกษากันแบบลงลึกจะพบว่าตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนานของ “ญี่ปุ่น” รูปแบบของ “สวนญี่ปุ่น” และ “ศาลาชงชา” มีการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพสังคมและอิทธิพลจากต่างชาติ โดยเฉพาะจาก “จีน” รวมถึงแนวคิดทาง “พุทธศาสนา” ในนิกาย “มหายาน” ได้ถูกแสดงออกในศิลปะการจัด “สวนญี่ปุ่น” และรูปแบบ “ศาลาชงชา” อย่างชัดเจน อย่างไรก็ดี ด้วยสภาพภูมิประเทศอันเป็นเอกลักษณ์ ผนวกกับแนวคิดจากศาสนา “ชินโต” ที่เน้นการอยู่ร่วมกับธรรมชาติด้วยความเคารพ ล้วนแต่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ “ศาลาชงชา” และ “สวนญี่ปุ่น” มีรูปแบบเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ลุ่มลึกไปด้วยปรัชญาเกิดเป็นเอกลักษณ์ที่ยากจะเลียนแบบได้
“พุทธศาสนา” ได้เข้ามาถึง “ญี่ปุ่น” ตั้งแต่คริสต์ศตวรรษแรกกว่า 2,000 ปีล่วงแล้ว พร้อมกับแนวคิดในการสร้าง “สวน” ให้เป็นแดนสวรรค์แห่ง “พระอมิตา” ดินแดนในอุดมคติแห่งความเป็น “อมตะ” แม้จะได้รับอิทธิพลจาก “จีน” แต่ด้วยลักษณะภูมิประเทศที่เป็นเกาะเต็มไปด้วยภูเขา จึงมีข้อจำกัดด้านขนาดของพื้นที่ทำให้ “สวนญี่ปุ่น” มีขนาดย่อมลงมามาก เน้นการนั่งชมสวนจากในอาคารมากกว่าการลงเดินในสวน องค์ประกอบสำคัญคือ สระน้ำและเกาะแก่ง การเลือกพืชพรรณและองค์ประกอบต่างๆ เพื่อเป็นสัญลักษณ์สื่อถึงดินแดนแห่งสรวงสวรรค์
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 เป็นช่วงเวลาแห่งความสับสนวุ่นวายใน “ยุคกลาง” ของ “ญี่ปุ่น” พระในพุทธนิกาย “เซน” มีบทบาทอย่างมากในการสร้างสวนแบบ “นามธรรม” เพื่อนำทางไปสู่การ “หลุดพ้น” อันเป็นที่มาของภูมิทัศน์แบบใช้หิน กรวด และทราย (Dry Landscape) สร้างสวนเพื่อสื่อถึงดินแดนอุดมคติ โดยการลดทอนรายละเอียดต่างๆ จนเหลือแต่ “แก่นแท้” ของสวนเอง และของจิตวิญญาณของผู้ที่เข้าไปทำสมาธิในสวน พื้นที่อันจำกัดจึงไม่ใช่อุปสรรคในการสร้างบรรยากาศแห่งการหลุดพ้น หากแต่หัวใจของสวนแบบ “เซน” ต่างหากคือการเข้าใจถึง “แก่นแท้” ขององค์ประกอบที่ซ่อนอยู่ในองค์ประกอบของ “สวนญี่ปุ่น” สวนแบบ “เซน” ที่มีชื่อเสียงอย่างมาก คือสวนที่วัด “เรียวอันจิ” (Ryoan-ji) แห่งเมือง “เกียวโต” คาดว่าสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1430 หรือกว่า 500 ปีล่วงแล้ว ซึ่งผมได้นำเสนอไปในตอนที่แล้วครับ
“สวน” และ “ศาลาชงชา” จึงเป็นอีกเอกลักษณ์หนึ่งที่ชัดเจนมากๆ ของ “ญี่ปุ่น” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในคริสต์ศตวรรษที่ 16 มีการแยก “ศาลาชงชา” ออกมาจากตัวบ้านมาไว้ในสวน สวนลักษณะนี้แม้ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงนักกับศาสนา แต่มีแนวคิดที่ลึกซึ้งในการจัดระเบียบจิตวิญญาณ การเข้าถึงสวนจะถูกจัดลำดับขั้นตอน เพื่อชะล้างความฟุ้งซ่านออกจากจิตใจ ทุกย่างก้าวใน “สวนญี่ปุ่น” ที่จะนำไปสู่ “ศาลาชงชา” จะต้องเต็มไปด้วยสติ เมื่อเดินจนถึง “ศาลาชงชา” ผู้ที่ผ่านสวนมาก็จะเต็มเปี่ยมไปด้วย “สติ” และ “สมาธิ” พร้อมสำหรับ “พิธีชงชา” อันละเอียดอ่อน ความงามของ “สวนญี่ปุ่น” และ “ศาลาชงชา” เป็นความเหมาะเจาะลงตัวกันพอดี ว่ากันว่าผู้ดูแลสวนจะเก็บกวาดใบไม้โดยเหลือทิ้งไว้บ้างตามทางเดินเพื่อให้ได้บรรยากาศตามธรรมชาติที่จะต้องมีใบไม้ร่วงอยู่ตามพื้นบ้าง
แต่ที่ผมสนใจเป็นอย่างยิ่งคือ การคลี่คลายจาก “ศาลาชงชา” แบบ “ดั้งเดิม” เป็นแบบ “ร่วมสมัย” ที่มีการใช้วัสดุก่อสร้างแบบใหม่ๆ ถึงแม้รูปลักษณ์ภายนอกของ “ศาลาชงชา” จะเปลี่ยนไป แต่จิตวิญญาณของพิธีกรรมของการจิบชาและกรรมพิธีในการชงชาที่มีอายุสืบทอดกันมายาวนานนับ 2,000 ปี ก็ยังคงอยู่ ดังนั้น จึงไม่แปลกใจที่มีการกำหนดแนวทาง ตลอดจนถึงการสร้างจุดสนใจขององค์ประกอบต่างๆ ทางธรรมชาติที่ถูกดึงออกมาให้เห็นอย่างชัดเจนและกลมกลืน ซึ่งแสดงให้เห็นแนวคิดในการออกแบบ “ศาลาชงชา” และการวางผัง “สวนญี่ปุ่น” ที่ประสานสอดคล้องกันอย่างเข้าใจในสัจจะของธรรมชาติและเคารพในความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้จึงเป็นเรื่องที่น่าทึ่งจริงๆ สำหรับผมครับ
ใจผมนึกถึง “ศาลา” ของ “เรือนไทย” และ “สวนแบบไทย” ครับ ผมเชื่อว่ามีความสวยงามไม่แพ้ “ศาลาชงชา” และ “สวนญี่ปุ่น” แต่ที่น่าเสียดายคือ เราขาดการพัฒนาการที่ทำให้ “ศาลา” ของ “ไทย” สามารถตอบโจทย์กับ “วิถีไทยร่วมสมัย” พอพิจารณาลึกๆ ก็พบว่า “ศาลาชงชา” แบบญี่ปุ่นก็เข้ากันดีกับ “สวนญี่ปุ่น” ส่วน “ศาลา”แบบไทยก็เข้ากันได้ดีกับ “สวนแบบไทย” ศาลาทั้งสองประเภทก็สะท้อนลักษณะเฉพาะของการกิน การอยู่ การใช้ชีวิต ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละวัฒนธรรมที่มีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
สิ่งที่ผมสงสัยคือ ทำไม “ศาลาชงชา” และ “สวน” ของ “ญี่ปุ่น” จึงสามารถสืบสาน อนุรักษ์และพัฒนารูปแบบจากอดีตสู่ปัจจุบันอย่างน่าอัศจรรย์และตื่นตาตื่นใจ โดยไม่ละทิ้งจิตวิญญาณของพิธีกรรมในการชงน้ำชาและการจิบชา แต่ทำไม “ศาลา” แบบไทยจึงไม่สามารถคลี่คลายต่อยอดปรับประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับวิถีไทยสมัยใหม่ก็คงไม่มีคำตอบหรอกครับ ตราบใดที่คนไทยในปัจจุบันคงความเป็นไทยแต่ชื่อ แต่ใจกลับไปหลงใหลได้ปลื้มกับวัฒนธรรมของชาติอื่นที่ไม่ใช่ของไทย ก็เลยดูถูกดูแคลนไปว่า “ศาลา” แบบ “ไทย” นั้น เก่าคร่ำครึไม่ทันสมัย จึงไม่ใส่ใจที่จะทำการอนุรักษ์,สืบสานหรือพัฒนาเหมือน “ศาลาชงชา” แบบ “ญี่ปุ่น”
ดูหนังดูละครแล้วย้อนดูตัวเองครับ จะได้ไม่หลงไปไกล หันกลับมาฟื้นฟูบรรดา “ของดีมีอยู่” ของไทยกันดีกว่า ก็ไม่แน่นะครับ หากเราทุ่มเทกันจริงๆ แล้วทั้ง “ศาลา” และ “สวน” แบบ “ไทยร่วมสมัย” ก็คงจะไม่ด้อยค่าไปกว่า “ศาลาชงชา” และ “สวน” แบบ “ญี่ปุ่นร่วมสมัย” เป็นแน่ครับ
.......................................
(หมายเหตุ "ศาลาชงชา" และ "สวนญี่ปุ่น" (II) : คอลัมน์ บ้านไม่บาน โดย... อาจารย์เชี่ยว )



