
สนช.เสนอลดความขัดแย้งภายในองค์กรของ2ราชภัฎอีสาน
สนช.เสนอลดความขัดแย้งภายในองค์กรของ2ราชภัฎอีสาน เสนอสร้างหอเกียรติยศให้อธก.ที่ยอมลงจากตำแหน่งถือเป็นความเสียสละเพื่อส่วนรวม
20เม.ย.2558 ผศ.นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) และรองประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาและกีฬา (คนที่1) และสภานิธิบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เปิดเผยว่า ได้รับการทาบทามให้ไปช่วยแก้ปัญหาของมหาวิทยาลัยราชภัฏ 2 แห่งคือ ม.ราชภัฎชัยภูมิ ม.ราชภัฏสุรินทร์ เพราะสองมหาวิทยาลัยนี้มีปัญหาความขัดแย้งภายในองค์กร เหมือนๆ กัน นั่นคือไม่สามารถตั้งอธิการบดีได้ อย่าง มรภ.ชัยภูมิ เวลาล่วงเลยมา 6 ปีแล้วที่ ไม่สามารถตั้งอธิการบดีได้ ผมยินดีลงไปแก้ไข ปัญหาความขัดแย้ง ไม่ได้หมายความว่ามันจะสำเร็จ แต่สิ่งที่อยากทำก็คือ อยากให้โอกาสประเทศไทยมาลองวิธีการของผม เพราะที่ผ่านมาไม่มีใครแก้ได้เลยในส่วนของความขัดแย้งของทั้งสองสถาบัน เวลาล่วงเลยไป ปัญหาสะสมเกิดขึ้นมากมาย มีแต่ความเสียหาย
“ผมเริ่มไปคุยกับสองอธิการบดี ไม่ว่าจะเป็น มรภ.สุรินทร์ หรือ มรภ. ชัยภูมิ ใช้เวลา 3ชั่วโมงในครั้งแรก และจะต้องไปอีกหลายๆ ครั้ง โดยใช้หลักความจริงแห่งชีวิต และวิธีการที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งในองค์กรภายในนั้นจะใช้วิธีการทางนิติศาสตร์ มาแก้ไขมีแต่จะเกิดความเสียหาย เพราะวิธีการทางนิติศาสตร์กำหนดว่าใครผิดและใครถูก ครั้นใช้วิธีการรัฐศาสตร์ก็ไม่สำเร็จเพราะหลักรัฐศาสตร์นั้นใช้วิธีการประนีประนอมเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายพึงพอใจ ได้รับประโยชน์เป็นที่พอใจของทั้งสองฝ่าย ผมเสนอว่าต้องใช้หลักสังคมศาสตร์หรือหลักทางพฤติกรรมศาสตร์ของมนุษย์ โดยผมใช้วิธีการคุยเป็นการสะกิจใจอธิการแต่ละสถาบันการศึกษาว่า คนเราอายุล่วงเลยทุกวัน แล้ววันหนึ่งเราก็จะต้องตาย ผมให้แต่ละคนคิดว่าเราจะมีชีวิตอีกกี่ปี ให้มองเห็นเวลาที่เหลืออยู่ ซึ่งแต่ละคนก็มีไม่มากนัก เมื่อมีเวลาเหลืออีกไม่มากนัก ทำไมเราต้องไม่ยอมกัน ทำไมเราต้องมาทะเลาะกันในองค์กร แล้วผมก็เสนออธิการบดีทั้งสองสถาบันว่า ให้เสียสละไม่ต้องมานั่งในตำแหน่งอธิการบดีอีก และขอให้บุคคลอื่นๆ ก้าวขึ้นมารับตำแหน่งนี้ จากนั้นผมก็ขอเสนอให้สร้าง Hall Of Fame (หอเกียรติยศ) แล้วใส่รูปของอธิการบดีมรภ.สุรินทร์ และมรภ.ชัยภูมิไว้ที่หอเกียรติยศ ของแต่ละสถาบันและเขียนลงไปในประวัติว่า อธิการบดีแต่ละท่านยอมเสียสละก้าวลงจากตำแหน่งแม้ว่าจะไม่มีความผิด และที่ยอมก็เพื่อให้มหาวิทยาลัยก้าวเดินต่อไป อย่างมีประโยชน์เพื่อส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว ผมเชื่อว่าวิธีการนี้ถึงจะมีโอกาสลดความขัดแย้งภายในองค์กร ของ 2 สถาบันแหน่งนี้ลงได้”



