ไลฟ์สไตล์

สแกนโครงการแก้ 'โรคกุ้งตายด่วน'

สแกนโครงการแก้ 'โรคกุ้งตายด่วน'

20 เม.ย. 2558

สแกนโครงการแก้ 'โรคกุ้งตายด่วน' ความตั้งใจที่เกษตรกรไม่ต้องการ : โดย...ดลมนัส กาเจ

 
                       สรุปผลการดำเนินการโครงการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนเพื่อควบคุมและลดความสูญเสียของสินค้ากุ้งทะเลจากการระบาดของโรคอีเอ็มเอส (Early mortality syndrome : EMS) หรือ “โรคกุ้งตายด่วน” ในกุ้งขาวแวนนาไม ที่ระบาดในประเทศไทยตั้งแต่ปลายปี 2554 ภายใต้งบประมาณที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อนุมัติ 96 ล้านบาท ตั้งแต่กลางปี 2557 ล่าสุดแม้ภาพที่ออกมากระทรวงเกษตรและสหกรณ์พอใจ เนื่องเพราะทำให้อัตรารอดของลูกกุ้งเพิ่ม เช่นเดียวกับปริมาณการผลิตกุ้งเข้าสู่ระบบเพิ่มขึ้น แต่ในมุมมองของคนเลี้ยงกุ้งเห็นว่า เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด เพราะยังเน้นที่เป็นผู้ปฏิบัติ ทั้งที่ความจริงต้องติดอาวุธทางภูมิปัญญาให้แก่เกษตรกรจะดีกว่า  
 
                       สำหรับงบประมาณ 96 ล้านบาท ที่ คสช.มอบให้กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมประมงดำเนินการใน 3 กิจกรรมสำคัญ ได้แก่ กิจกรรมที่ 1 การนำเข้าพ่อแม่พันธุ์และผลิตลูกพันธุ์กุ้งคุณภาพ โดยจะนำเข้าพ่อแม่พันธุ์กุ้งขาวจากต่างประเทศ พร้อมเร่งซ่อมแซมโรงเพาะฟักของกรมประมง 10 แห่ง เพื่อเลี้ยงขุนพ่อแม่พันธุ์และผลิตลูกพันธุ์กุ้งขาวคุณภาพให้แก่เกษตรกร
 
                       กิจกรรมที่ 2 เพิ่มประสิทธิภาพระบบคัดกรอง ป้องกัน เฝ้าระวังโรคกุ้งเพื่อยับยั้งอีเอ็มเอส ด้วยการเพิ่มศักยภาพห้องปฏิบัติการในการคัดกรอง ป้องกัน เฝ้าระวังโรคกุ้งทะเล เพื่อให้บริการตรวจคัดกรองโรคกุ้งทะเลแก่เกษตรกร และเพิ่มศักยภาพบุคลากรเพื่อให้บริการตรวจวิเคราะห์และวินิจฉัยโรคอีเอ็มเอส และกิจกรรมที่ 3 เพิ่มกำลังการผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์ ปม.1 เพื่อฟื้นฟูแหล่งเลี้ยงกุ้งทะเล โดยเพิ่มกำลังการผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์ ปม.1 สูตรผง สำหรับแจกจ่ายให้เกษตรกรทั่วประเทศ
 
                       นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บอกว่า ดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนเพื่อควบคุมและลดความสูญเสียของสินค้ากุ้งทะเลจากโรคอีเอ็มเอส เพื่อให้ผลผลิตกลับเข้าสู่สภาวะปกติ โดยดำเนินการใน 3 กิจกรรม ได้แก่ 1.เพิ่มประสิทธิภาพระบบคัดกรอง ป้องกัน และเฝ้าระวังกุ้งเพื่อยับยั้งอีเอ็มเอส 2.เพิ่มกำลังผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์ ปม.1  และ 3.การนำเข้าพ่อแม่พันธุ์และผลิตลูกพันธุ์กุ้งคุณภาพ ภายใต้งบ 96 ล้านบาท ผลการดำเนินงานได้ผลเป็นที่น่าพอใจ
 
                       ขณะที่ ดร.จุมพล สงวนสิน อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ผลจากการดำเนินการปรากฏว่าได้ให้บริการตรวจคัดกรองโรคกุ้งทะเลแก่เกษตรกร ทั้งแบคทีเรีย และไวรัส ด้วยเทคนิคพีอาร์ซี โดยดำเนินการตรวจแล้วเสร็จ ณ ปัจจุบันทั้งสิ้น จำนวน 76,540 ตัวอย่าง และมีการดำเนินการผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์ (ปม.1) สูตรผง แจกจ่ายให้เกษตรกรแล้วทั้งสิ้นจำนวน 105,100 ซอง สูตรน้ำ จำนวน 132,388 ขวด ในส่วนของการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์คุณภาพ เพื่อเพิ่มความหลากหลายของสายพันธุ์ กรมประมงได้นำเข้าพ่อแม่พันธุ์กุ้งขาวจากต่างประเทศ 3 แหล่ง คือ จากบริษัทเอสไอเอส ที่เป็นผู้ให้บริการชั้นนำของโลกของด้านพ่อแม่พันธุ์กุ้ง
 
                       นอกจากนี้ได้นำเข้าพ่อแม่พันธุ์กุ้งขาวจากมหาวิทยาลัยกวม สหรัฐอเมริกา เพื่อนำมาทดสอบและปรับปรุงสายพันธุ์ และนำเข้าพ่อแม่พันธุ์กุ้งขาวจากฟาร์มที่ผลิตพ่อแม่พันธุ์ จาก บริษัท โคน่าเบย์ สหรัฐอเมริกา ซึ่งปลอดจากโรคไวรัสทุกชนิด รวมถึงมีการดำเนินการขุนพ่อแม่พันธุ์เพื่อผลิตลูกกุ้ง ระยะที่ 1 Nauplius (นอเพลียส) เพื่อจำหน่ายให้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 96 ราย จนถึง ณ ปัจจุบันกรมประมงผลิตลูกพันธุ์ได้จำนวน 724.77 ล้านตัว  จัดจำหน่ายให้แก่เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการแล้ว จำนวน 392.90 ล้านตัว ในอัตราตัวละ 0.010 บาท ซึ่งรายได้จากการจำหน่ายทั้งหมดกรมประมงจะนำส่งเป็นรายได้แผ่นดิน
 
                       "จากการยืนยันของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการพบว่ากุ้งจากกรมประมงสามารถเลี้ยงง่าย ไม่แตกไซส์ ผ่านช่วงวิกฤติอีเอ็มเอสได้ในหลายพื้นที่ เพียงเน้นการคัดกรองเชื้อโรคออกจากระบบ การบริหารจัดการที่ดี รวมทั้งการใช้ ปม.1 ของกรมประมง ทำให้ได้ผลผลิตดี และมากขึ้นอย่างชัดเจน ส่งผลให้ต้นทุนต่ำกว่าปกติที่เคยเลี้ยงอีกด้วย จะเห็นได้ว่าปัจจุบันและสถานการณ์ในการผลิตกุ้งทะเลของประเทศไทยในช่วงที่กรมประมงดำเนินการแก้ไขปัญหา พบว่ามีแนวโน้มลดลงและปริมาณผลผลิตกุ้งทะเลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่สามเดือนสุดท้ายของปี 2557 เพิ่มขึ้นถึง 37% เมื่อเทียบกับปลายปี 2556 และในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2558 มีผลผลิตเพิ่มขึ้นมากกว่าช่วงเดียวกันในปี 2557 ร้อยละ 13 จึงนับเป็นการส่งสัญญาณที่ดีในการเริ่มฟื้นตัวของกุ้งทะเลของไทย" อธิบดีกรมประมง กล่าว
 
                       ในมุมมองของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง อย่าง นายสมชาย ฤกษ์โภคี ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งสุราษฎร์ธานี บอกว่า การที่ คสช.อนุมัติงบประมาณวงเงิน 96 ล้านบาท เพื่อให้กรมประมงรับไปดำเนินโครงการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนเพื่อควบคุมและลดความสูญเสียของสินค้ากุ้งทะเลจากโรคกุ้งตายด่วน เพื่อให้ผลผลิตกลับเข้าสู่สภาวะปกตินั้น สามารถแก้ปัญหาได้ระยะหนึ่งเท่านั้น และเป็นการแก้ปัญหาที่ช้า ขณะที่เอกชนไปไกลแล้ว และมองว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด คือไปลงมือทำเอง ซึ่งในความเป็นจริงกรมประมงไม่ควรลงมือเอง เพราะบุคลากรของประมงมีจำกัด อย่างกรณีที่เพิ่มกำลังผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์ ปม.1 ไปแจก ซึ่งยอมรับว่าได้ผลดีมาก แต่รัฐควรที่จะไปสอนให้สถาบันเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นในนามสมาพันธ์ สมาคม หรือชมรมผู้เลี้ยงกุ้ง เพื่อให้เกษตรกรผลิตเอง มิฉะนั้นเกษตรกรต้องรอให้ภาครัฐแจกอยู่ตลอดเวลา เมื่อหมดไปแล้วไม่ทราบจะไปหาที่ไหนอีก
 
                       "รัฐต้องจัดเบ็ดมาให้เกษตรกร ไม่ใช่เอาปลามาให้ ต้องติดอาวุธทางความรู้ให้เกษตรกรนำไปผลิตเองจึงจะดีกว่า และที่น่าเป็นห่วงการแก้ปัญหาของกรมประมงมักมองภาพใหญ่ว่า แต่ละโรคต้องแก้ปัญหาด้วยวิธีการที่เหมือนกัน ทั้งความจริงโรคกุ้งตายด่วนมีลักษณะปลีกย่อยอีกคือ ต้องแก้ตามสภาพของภูมิประเทศ เพราะแต่ละแห่งจะพบอาการหลายอย่างที่แตกต่างกัน ดังนั้นต้องแก้เป็นจุดๆ กรมประมงต้องเป็นพี่เลี้ยง แนะนำเกษตรกรให้เป็นผู้ดำเนินการตามคำแนะของนักวิชาการ เพื่อที่จะมาประยุกต์กับประสบการณ์ จึงจะสำเร็จได้ ไม่ใช่กรมประมงลงมือทำเอง" นายสมชาย กล่าว 
 
                       นับเป็นอีกแนวคิดหนึ่งของเกษตรกรผู้เลี้ยง ที่สะท้อนถึงความต้องการให้รัฐบาลแก้ปัญหาโรคกุ้งตายด่วน ที่เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เกษตรกรและภาคอุตสาหกรรมกุ้งกระทบทั้งระบบในขณะนี้
 
 
 
 
 
---------------------
 
(สแกนโครงการแก้ 'โรคกุ้งตายด่วน' ความตั้งใจที่เกษตรกรไม่ต้องการ : โดย...ดลมนัส กาเจ)